“มิกล้า” ฉินมู่หยาง
“มู่หยางเจ้าอย่าเพิ่งโกรธข้าเลยเจ้าก็รู้ว่าข้าทำอะไรไม่ได้เลย” ฮ่องเต้ฉิน
“แล้วเริ่มทำไม” ฉินมู่หยาง
“ใครจะไปรู้ว่าเสด็จแม่ไม่ปล่อยวางเล่า” ฮ่องเต้ฉิน
“ท่านเห็นชีวิตคนเป็นผักปลาหรือไงหากหยวนเจ๋อหมิงรู้ว่าท่านไม่ดูแลสาวเขาอย่างที่ท่านรับปากท่านว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร” ฉินมู่หยาง
“ข้าถึงยอมให้ฮองเฮาไปงัดข้อกับเสด็จแม่อย่างไรเล่า” ฮ่องเต้ฉิน
“รู้หรือไม่ว่านางเกือบตาย” ฉินมู่หยาง
“ความรับผิดชอบนี้เจ้ามีส่วนครึ่งหนึ่ง” ฮ่องเต้ฉิน
“ข้ารู้แต่จากนี้ไปข้าจะไม่ไว้หน้าผู้ใดหากจะมายุ่งกับชีวิตข้าอีก” ฉินมู่หยาง
“รวมถึงเสด็จแม่ด้วยหรือ” ฮ่องเต้ฉิน
“โดยเฉพาะนางเป็นเพราะข้าฟังและเชื่อว่าท่านจะหยุดนางไม่ให้ทำเกินเลยได้แต่เห็นแล้วว่าข้าหวังมากเกินไป” ฉินมู่หยาง
“ระวังหน่อยอย่างไรเสียนางก็เป็นมารดาเจ้า” ฮ่องเต้ถอนใจ
“เพราะเห็นเช่นนั้นจึงปล่อยให้นางทำเกินเลยมานานแล้วต่อจากนี้ไปหากไม่หยุดข้าก็มีวิธี” ฉินมู่หยาง
“อย่าทำเช่นนั้นเลยเจ้าจะถูกตราหน้าว่าเป็นลูกอกตัญญู” ฮ่องเต้ฉิน
“ข้ามีจุดที่ห้ามแตะและนางแตะมันไปนานแล้วที่วางเฉยนี่ไม่ใช่เพราะคำว่ากตัญญูหรือ” ฉินมู่หยาง
“อย่าทำอะไรเกินเลยไปนักมู่หยางพวกเจ้านั้นสำคัญต่อข้าทั้งคู่” ฮ่องเต้ฉิน
“แม่ทัพท่านหาคนใหม่ได้แต่ท่านหาแม่มาทดแทนไม่ได้ไม่ใช่หรือ” ฉินมู่หยาง
“มู่หยาง!” ฮ่องเต้ฉิน
“หากอยากอยู่อย่างสงบสุขท่านต้องจัดการไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้” ฉินมู่หยาง
เขาหงุดหงิดพี่ชายที่เก่งการทูตแต่ไม่เอาไหนเรื่องจัดการกับมารดาเขายอมนางทุกอย่างจนนางไม่สามารถรู้ขอบเขตของตนเองแล้ว
“เจ้าออกไปเถอะ” ฮ่องเต้ฉิน
“ทูลลา” ฉินมู่หยาง
เขาเดินออกมาด้วยความหงุดหงิดใจเขารู้ดีว่าการรับมือไทเฮานั้นยากแค่ไหนที่ผ่านมาเขาแค่ทำหูทวนลมและยอมมาตลอดแต่นี่ล้วงลูกมาจนถึงขัดพระบรมราชโองการจนทำลายการแต่งงานของเขา
หากหยวนเข่อชิงตายไปหยวนเจ๋อหมิงที่ยอมทิ้งบ้านทิ้งทุกอย่างไปเป็นทูตการค้าจะคิดอย่างไรในอนาคตข้างหน้าหากเขากลับมาได้เขาอาจมีอิทธิพลต่อชาวโพ้นทะเลการทำให้เขาขุ่นเคืองใจไม่ใช่เรื่องที่ดี
เขาไม่เข้าใจมารดาว่านางเกลียดชังอะไรเขาหนักหนาแม้จะไม่ฆ่าให้ตายก็ไม่ยอมให้อยู่อย่างมีความสุขในโลกนี้แม้แต่แม่แท้ๆ ยังไว้ใจไม่ได้แล้วใครที่เขาจะสามารถวางใจได้
ฉินมู่หยางกลับไปในที่ที่เขารู้สึกมั่นคงที่สุดคือค่ายทหารที่มีพี่น้องร่วมรบที่สามารถฝากชีวิตให้กันได้แม้จะไม่สะดวกสบายแต่ความสบายทางใจนั้นย่อมสำคัญกว่า
ในวันรุ่งขึ้นเขาก็ฝึกซ้อมอยู่หลายชั่วยามจนเว่ยหมิงเข้ามาขอพบ
“ท่านแม่ทัพ” เว่ยหมิง
“มีอะไรหรือนายกอง” ฉินมู่หยาง
“ข้ามาตามท่านเสิ่นเยี่ยขอรับวันนี้ต้องไปรับของที่จวนท่านแต่ท่านเสิ่นยังไม่มาข้าเกรงว่าจะสายเกินไป” เว่ยหมิง
“อาชงเสิ่นเยี่ยล่ะ” ฉินมู่หยางถามผู้ช่วยในค่าย
“ท่านเสิ่นพาคุณหนูเจียงไปที่จวนแม่ทัพเจียงยังไม่กลับมาขอรับ” อาชง
“นำคนไปสมทบหากเกิดเรื่องอะไรก็ให้เสิ่นเยี่ยจัดการได้เลย” ฉินมู่หยาง
“ขอรับ” อาชงรีบออกไปดำเนินการ
“เว่ยหมิงไปกับข้าเดี๋ยวข้าจะไปแทนเสิ่นเยี่ยเอง” ฉินมู่หยาง
เขากลับมาที่จวนอันเงียบเหงาแม้จะเป็นช่วงเที่ยงวันแล้วแต่จวนก็เหมือนไร้คนอยู่เสียงจักจั่นที่แสดงว่านี่คือฤดูร้อนเหมือนจะมีอยู่มากกว่าคน
“ท่านอ๋อง” พ่อบ้านหวาง
“ว่าไง” ฉินมู่หยาง
“เมื่อวานนี้พระชายาหยวนมาขอพบท่านขอรับ” พ่อบ้านหวาง
“รู้แล้ว” ฉินมู่หยาง
ในตอนแรกเขากะว่าจะเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแต่ดูเหมือนนางจะมีเรื่องคุยดังนั้นไปหานางเสียก่อนที่จะไปดูน้ำหน้าแม่ทัพเจียงก็ได้
เมื่อขบวนเกวียนที่มารับของทยอยเข้ามาถึงประตูจวนของหยวนเข่อชิงบรรยากาศก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ภายในสวนทางเข้าเปลี่ยนเป็นสวนแนวตั้งที่มีพุ่มดอกไม้หลากสีสันแต่ละแปลงมีท่อน้ำพุที่สาดกระจายไปรอบๆ มีนกบินมาเล่นน้ำตามน้ำพุและเสียงเด็กๆ ที่กำลังเล่นชิงช้าที่ใต้ร่มของต้นไม้ใหญ่
เดินเข้ามาอีกหน่อยเป็นซุ้มไม้เลี้ยงลูกมะเขือเทศสีแดงสดใสสลับกับสีขาวและสีเขียว เมื่อเดินเข้าไปหนึ่งแถบเป็นที่ร่มเหมือนมีหลังคาบังแดดแต่ทว่ามันเป็นร้านสำหรับมะเขือเทศลูกอวบที่ห้อยลงมาท้าทายให้เด็ดไปกิน
“ท่านอาเว่ย” เสี่ยวหยูวิ่งเข้ามาต้อนรับ
“ข้ามารับของ” เว่ยหมิง
“ทางนี้ขอรับ เสี่ยวเหยาเจ้าไปตามนายหญิง” เสี่ยวหยูสั่งน้องสาวที่กำลังเก็บดอกไม้สีขาว
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเหยาวางตะกร้าให้เด็กผู้หญิงที่ช่วยกันเก็บดอกไม้อยู่
“อะไรน่ะ” ฉินมู่หยาง
“ดอกมะลิเจ้าค่ะนายหญิงให้เก็บไปใส่น้ำดื่ม” เสี่ยวเหยาตอบเสร็จก็วิ่งไปเลย
เขามองตามไปก็เห็นสตรีนางหนึ่งที่เดินออกจากเรือนนอนของหยวนเข่อชิง ร่างสูงโปร่งบอบบางสวมชุดประหลาดแต่ก็ดูสบายตา
นางเกล้ามวยหลวมๆ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนพองพับขึ้นจนถึงข้อศอกเหมือนขาวโพ้นทะเลสวมกระโปรงบานสีแดงเลือดนก
ใบหน้าไม่มีการแต้มสีสันหรือแต่งเติมแต่ตาที่โตคมเข้มขนตาแพหนาใบหน้าได้รูปริมฝีปากแดงนั้นเพียงพอที่จะทำให้ใบหน้านั้นงามโดยไม่ต้องมีเครื่องสำอาง
ท่าทางนั้นดูเรื่อยๆ สบายๆ เหมือนไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนนางหยุดยืนเห็นเด็กเสี่ยวเหยาที่วิ่งไปย่อตัวแล้วชี้มาที่มาพวกเขา
“นายหญิงเจ้าคะพวกท่าอาเว่ยมาแล้ว” เสี่ยวเหยาจับมือหยวนเข่อชิงข้างหนึ่งอีกข้างก็ชี้มาที่ชายทั้งสอง
หยวนเข่อชิงที่ยิ้มมุมปากมองตามมือเด็กน้อยก็สบตากับฉินมู่หยางเข้าพอดี
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนได้เจอกัน
ฉินมู่หยางเหมือนถูกไฟช็อตที่หัวใจนางงามขนาดนี้เลยหรือในหัวใจของเขานางคือคนที่เขารอคอยเมื่อไหร่ที่รู้ว่าคนที่ใช่เขาตอบได้ว่าเขาเจอแล้วคนของหัวใจ
เขาไม่มีรูปแบบหรือมาตรฐานใดๆ และไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเจอหญิงงามอายุเท่านี่แล้วเจอองค์หญิงต่างแคว้นและคุณหนูที่ได้ชื่อว่างามล่มเมืองมามากมายแต่ไม่มีใครที่ทำให้หัวใจเขาเกือบหยุดเต้นได้เท่านาง
ส่วนหยวนเข่อชิงเมื่อเห็นหน้าของฉินมู่หยางก็คิดในใจว่าองครักษ์คนนี้หล่อเหลาไม่เบารูปร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อกำลังพอดีผิวสีแทนใบหน้าหล่อเหลาแม้ไม่มีอะไรเด่นออกมาแต่เข้ากันได้ดี
สิ่งที่ดึงดูดสายตาคือมุมปากที่หยักขึ้นเหมือนท้าทายคนคนนี้ทำให้หัวใจของนางเจ็บแปลบทำไมกัน
“ท่านมาจากค่ายหรือ” หยวนเข่อชิง
“ใช่” ฉินมู่หยาง
“แล้วกินอะไรกันมาหรือยัง” หยวนเข่อชิง
“ยังขอรับ” เว่ยหมิงตอบแทน
“งั้นก็ดีเลยข้ามีอาหารตัวอย่างและขอรอต้อนรับพวกท่านตามมาทางนี้” หยวนเข่อชิงพยักพเยิดให้ตามนางไป
นางยังจูงมือเสี่ยวเหยาอยู่
“นายหญิงเจ้าคะข้ายังเก็บดอกมะลิไม่เสร็จ” เสี่ยวเหยา
“เสี่ยวหยูไปบอกลุงเจ่าว่าให้ทำไอติมทีนะเสี่ยวเหยาไปบอกทุกคนให้กลับมาเก็บตอนเย็นตอนนี้ให้ไปกินกลางวันกันกินเสร็จแล้วให้ไปเข้าแถวรับไอติมได้คนละหนึ่งแท่ง” หยวนเข่อชิง
“ขอรับ” เสี่ยวหยูตาโตรีบทำความเคารพแล้ววิ่งไปทันที
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเหยายิ้มแป้นและย่อเข่าทำความเคารพและวิ่งปรื๋อไปบอกเพื่อนๆ
“ไอติมคืออะไรหรือขอรับ” เว่ยหมิง
“แท่งน้ำหวานที่แข็งเป็นน้ำแข็งไงกินแล้วชื่นใจเดี๋ยวพวกท่านก็ได้กิน” หยวนเข่อชิงเดินไปเรื่อยๆ
“น้ำแข็งหรือ” ฉินมู่หยาง
“ใช่แล้ว” หยวนเข่อชิง
“ทำได้อย่างไร” ฉินมู่หยาง
“ความลับทางการค้า” หยวนเข่อชิง
_________
เจอกันแล้วนะคะ