บทที่ 1 : ข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า
บทที่ 1กลิ่นคาวเลือดนั้นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณมุมตึกที่มืดมิด ร่างของชายหนุ่มที่สวมใส่เสื้อสูทสีดำที่ดูเลิศหรูนั้นนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นที่เย็นเฉียบ ลมหายใจที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆเป็นสัญญาณของชีวิตที่ใกล้จะดับสูญ เลือดสีแดงสดได้ไหลรินออกมาจากบาดแผลที่เกิดจากกระสุนสามนัดบริเวณกลางหน้าอก ดาวตาทั้งสองนั้นพร่ามัวลงพร้อมกับสติที่เลือนลางไป ทัศนียภาพที่เขานั้นเห็นคือดวงจันทร์สีนวลที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิดยามราตรี ชายหนุ่มอยากจะเอ่ยเสียงร้องให้ผู้คนนั้นเข้ามาช่วยตนเอง แต่ทว่าแค่แรงจะเปล่งเสียงออกมาจากลำคอยังไม่มีเลยสักนิด ทัศนีย์ภาพเบื้องหน้าที่เคยเห็นชัดนั้นเริ่มเลือนลางไป ความหนาวเย็นจากมุมตึกได้ค่อยๆแทรกเข้ามาสู่ร่างกายอันล่อแล สุดท้ายแล้วลมหายใจที่แผ่วเบานั้นได้หยุดลงดวงไฟแห่งชีวิตที่ริบหรี่อยู่นั้นมอดดับไป จิตสำนึกของชายผู้นั้นได้รอยร่องอยู่ในความมืดอันไร้ที่สิ้นสุด เขายังคงรู้สึกได้ว่าตนเองนั้นยังคงอยู่แต่เพราะเหตุใดดวงตาทั้งสองของเขาถึงมองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดที่รายล้อม ทันใดนั้นเองร่างกายของเขานั้นก็ร้อนขึ้นราวกับถูกไฟแผดเผา ความทุกข์ทรมานไร้ที่สิ้นสุดแม้จะทรมานเพียงใดเขานั้นก็ไม่สามารถเปล่งเสียงร้องถึงความทรมานที่ตนเองรู้สึกออกมาได้ ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง ในขณะที่ชายหนุ่มนั้นคิดไม่ตกมีบางอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นกับตัวเขานอกจากความทรมานที่รู้สึกเหมือนถูกแผดเผา มันคือความทรงจำอันผิดแปลกที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขา สถานที่ที่ไม่คุ้นเคยชื่อของผู้คนที่ไม่คุ้นเคยใบหน้าของเหล่าผู้คนที่ไม่คุ้นเคย คนพวกนี้เป็นใครกันชายหนุ่มได้แต่เฝ้าถามตนเองถึงความทรงจำที่ผิดแปลกนั้น มันคือเรื่องราวชีวิตของใครสักคนที่แทรกแซงเข้ามาในความทรงจำของเขาราวก็บทละครบทหนึ่ง เมื่อตรองดูแล้วชีวิตของชายผู้นี้ชั่งน่าเวทนายิ่งนัก เขานั้นเป็นองค์ชายแห่งแคว้นๆหนึ่งที่ถูกมองมาเป็นขยะที่ไร้ค่า เขานั้นต้องสูญเสียมารดาของตนเองไปตั้งแต่อายุแปดปี นั่นเพราะเหล่าผู้คนภายในวังต่างคอยกลั่นแกล้งมารดาของตนเพราะเห็นว่าเป็นเพียงแค่บ่าวไพร่ที่เข้ามารับใช้ภายในวังเท่านั้น แต่กลับให้กำเนิดบุตรชายให้กับฮ่องเต้แห่งแคว้นหลี่ ความริษยาของเหล่านางสนมและผู้คนภายในวังก็ต่างพุ่งตรงมาหานาง พวกเขาคอยกลั่นแกล้งมารดาขององค์ชายตัวน้อยที่ยังไม่รู้ประสีประสา ในยามนั้นแม้ชายผู้นี้จะมีศักดิ์เป็นองค์ชายถ้าเขากลับไม่สามารถปกป้องมารดาผู้เป็นที่รักของตนเองได้ แม้จะมีศักดิ์เป็นองค์ชายแต่เรื่องชาติกำเนิดนั้นปฏิเสธไม่ได้ เขานั้นเกิดมาจากหญิงต่ำสกุลเพราะเช่นนั้นการเคารพนับถือของเหล่าผู้คนภายในวังเมื่อเทียบกับองค์ชายองค์หญิงท่านอื่นเท่านั้นถือว่ามีศักดิ์ต่ำกว่ามาก เมื่ออายุยานเข้าสิบปีถึงคราวที่องค์ชายตัวน้อยจะต้องพิสูจน์ตนเองอีกครั้งหนึ่ง เหล่าเชื้อพระวงศ์เมื่ออายุครบสิบปี พวกเขาจะต้องทำการทดสอบวัดพลังยุทธของตนเอง และเมื่อองค์ชายไร้ศักดิ์ผู้นี้ถึงคราวที่ต้องเข้าทดสอบ เขานั้นหวังว่าถ้าเขานั้นทดสอบออกมาได้ดีจะได้รับการยอมรับจากผู้บิดาและผู้อื่น แต่นั่นมันก็เป็นเพียงความฝันสำหรับองค์ชายผู้มีชีวิตอดสูผู้นี้ เพราะเมื่อการทดสอบนั้นจบลงพลังยุทธ์ของเขานั้นต่ำกว่าพวกบ่าวไพร่เสียอีก ดวงตาที่หยามเหยียดของบิดาของตนเองเมื่อต่ำลงมาที่บุตรผู้ไร้ค่าผู้นี้เขายังคงจำมันได้ดี เราเสียงหัวเราะคิกคักของเหล่าเชื้อพระวงศ์และนางสนมต่างๆ ที่เห็นผลการทดสอบขององค์ชายตัวน้อย ไร้ค่าจริงๆองค์ชายหยางหลงเนี่ย ไม่น่าจะเกิดมาในเชื้อพระวงศ์เลยนะ จริงด้วย ร่างของเด็กน้อยที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นมือทั้งสองนั้นกำแน่นเพราะเจ็บใจในความไร้ค่าของตนเอง ใบหน้าที่ก้มต่ำมองลงกับพื้นหยดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาและร่วงหล่นลงพื้น ฟันของเขาที่กัดริมฝีปากแน่นเพราะอยากจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ บิดาผู้ซึ่งเป็นความหวังเดียวของเขากลับเฉยชาและปล่อยให้เหล่านางสนมและเชื้อราชวงศ์คนอื่นได้รุมดูถูกบุตรชายของตนเอง เจ้านี่ไร้ค่าเหมือนกับแม่เจ้าเลยหยางหลง เสียงอันเย็นชาได้ออกมาจากปากของบิดาผู้ที่เขาเคารพรัก เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำเช่นนี้จากปากของบิดาผู้ซึ่งเป็นความหวังเดียวของเขา มันเจ็บร้าวราวกับถูกมีดแทงลึกลงไปในทรวงอก แต่ถึงกระนั้นองค์ชายผู้นี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากก้มหน้ายอมรับความไร้ค่าของตนเอง หลังจากการทดสอบพลังยุทธ์ในตอนอายุสิบปี นั้นเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ก็ได้มองข้ามเขาอย่างกับว่าเขานั้นไม่มีตัวตนอยู่ในพระราชวัง ความไร้ค่าของเขามันทำให้แม้แต่บ่าวไพร่ก็ยังไม่มีผู้ใดเคารพให้ตัวองค์ชายผู้นี้ เขานั้นอยู่อย่างไร้ค่าภายในเรือนที่ทรุดโทรมด้านหลังของพระราชวัง ถูกปฏิบัติไม่ต่างจากบ่าวไพร่แถมยังโดนเหล่าเชื้อพระวงศ์คอยกลั่นแกล้ง ชีวิตขององค์ชายผู้นี้ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างเขานั้นภาวนาให้ตนเองตายอยู่ทุกวันความตายมันคือความประสงค์เดียวของเขา ชีวิตขององค์ชายผู้นี้นั้นยิ่งกว่าบทละครสักอีก ชายผู้นี้ที่ได้รับรู้ความทรงจำขององค์ชายไร้ค่าที่ถูกแทรกเข้ามาภายในหัวของเขานั้นถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ความรู้สึกเจ็บปวดหน้าที่หน้าอกนี้มันชั่งประหลาดใจยิ่งนัก ทันใดนั้นเองร่างกายที่กำลังร้อนลุ่มราวกับถูกเปลวไฟแผดเผานั้นก็ได้เย็นลงอย่างไรสาเหตุ ใบหน้าของชายผู้นี้รู้สึกถึงแสงอุ่นๆที่กระทบเข้ามาบนใบหน้าแสงสว่างปลายทางริบหรี่ได้ใกล้เข้ามา ดวงตาคู่หนึ่งได้ค่อยลืมขึ้นอย่างช้าๆหลังจากผ่านการหลับใหลอันยาวนาน แสงแดดที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบกับใบหน้า ดวงตาคู่นั้นได้กระพริบตาปริบๆเพราะความตกใจ เอ๊ะ!!! อะไรกันเรายังไม่ตายงั้นเหรอ เจ้าของดวงตาคู่นั้นได้เริ่มกวาดสายตามองรอบๆของตนเองอย่างช้าๆ ร่างของเขานั้นนอนอยู่บนเตียงที่ทรุดโทรม แถมบรรยากาศภายในบ้านนั้นยังดูแปลกตาสำหรับเขา ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย!!! ไม่ใช่โรงพยาบาลด้วย... ชายผู้นี้ยกหลังของตนเองขึ้นจากเตียงนอนที่ทรุดโทรมของตนเองอย่างช้าๆ เมื่อลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งเขาได้ก้มมองเครื่องแต่งกายของตนเอง มันดูแปลกตากว่าที่คิดมากนักมันเป็นชุดจีนโบราณสีขาวที่เขานั้นเคยเห็นในหนังย้อนยุคบ่อยๆ แล้วใครจับเราแต่งชุดนี่กันเนี่ย... ชายหนุ่มที่ไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง เขากำลังจะก้าวเท้าลงไปจากเตียงนอนที่ทรุดโทรม เมื่อเท้าทั้งสองได้สัมผัสลงกับพื้นชายหนุ่มก็ได้ออกแรงลุกขึ้นยืนจากเตียงทันใดนั้นเอง ตู้บ!!! ร่างที่พยายามจะลุกขึ้นยืนนั้นใกล้ร่วงลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น ขาทั้งสองข้างของเขานั้นไม่มีแรงที่จะพยุงร่างของตัวเองให้ยืนขึ้นได้ อะไรกัน.... “ องค์ชาย!!! ท่านฟื้นแล้ว ” เสียงของใครสักคนได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เขานั้นหันไปมองทางซ้ายของตนเองที่เป็นประตูที่เปิดอยู่ เจ้าของเสียงนั้นได้ยินอยู่เบื้องหน้าของประตูบ้านใหญ่ บุรุษหนุ่มที่แต่งกายด้วยชุดจีนโบราณที่ดูแปลกตาสำหรับเขา บุรุษหนุ่มผู้นี้ประเมินจากสายตาแล้วอายุน่าจะสักราว ยี่สิบปีเห็นจะได้เขานั้นมีใบหน้าที่อ่อนโยนและกำลังแสดงความเป็นห่วงออกมาจากใบหน้าของตนเอง บุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูได้รีบวิ่งผ่าประตูเข้ามาพยุงร่างของชายที่คุกเข่าอยู่กับพื้นขึ้นมานั่งบนเตียงเช่นเดิม ดวงตาคู่นั้นมองบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนโยนอย่างตาไม่กระพริบ เขานั้นรู้จักบุรุษผู้นี้ดีเพราะบุรุษผู้นี้นั้นอยู่ในความทรงจำก่อนหน้านี้ขององค์ชายไร้ค่าที่เขาได้รับรู้ อะไรกันไม่จริงใช่มั้ย.... “ เหยียนหาน... ” เขานัันลองเอ่ยชื่อของบุรุษผู้นี้ออกมา “ พะย่ะค่ะองค์ชาย ” บุรุษผู้มีใบหน้าอ่อนโยนผู้นี้ได้ตอบรับกลับมา “ ข้าขอกระจกหน่อย.... ” “ พะย่ะค่ะ!!! ” บุรุษผู้มีใบหน้าอ่อนโยนได้หันหลังกลับไป พลางกับก้าวเท้าเดินตรงไปหยิบกระจกที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง บุรุษผู้มีใบหน้าและท่าทางที่อ่อนโยนผู้นี้คือ เหยียนหาน เขานั้นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชายคนนี้ได้รับรู้มาจากความทรงจำขององค์ชายไร้ค่า เพราะเขาผู้นี้เป็นบ่าวคนเดียวที่ยอมรับใช้องค์ชายไร้ค่าหยางหลง นั้นเพราะในตอนนี้เหยียนหานนั้นเป็นเด็ก มารดาขององค์ชายหยางหลงนั้นคอยเลี้ยงดูเหยียนหานตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อนางนั้นตายลงเหยียนหายก็ตั้งมั่นว่าจะรับใช้หยางหลงไปจนตาย เหยียนหานได้เดินนำกระจกบานเล็กๆที่ใช้เอาไว้ส่องหน้านำมาส่งให้กับมือ เมื่อนำกระจกที่ได้มานั้นส่องเข้ากับใบหน้าของตนเอง ดวงตาทั้งสองข้างนั้นก็เบิกกว้างขึ้นเพราะความตกใจ นี่มันไม่ใช่ใบหน้าของเขาใบหน้าที่แม้จะรูปงามแต่ก็ดูที่ซีดเซียวไปหน่อยที่สะท้อนอยู่ในกระจกนั้นคือใบหน้าขององค์ชาย หลี่หยางหลง ที่เป็นองค์ชายไร้ค่าแห่งความแคว้นหลี่ เจ้าของความทรงจำอันผิดแปลกที่แทรกเข้ามาในหัวของในยามที่กำลังหลับใหลอยู่ นี่มันอะไรกัน....ทำไมเราถึงมาอยู่ในร่างของหยางหลงได้ ความทรงจำเหล่านั้นมันไม่ใช่ความฝันงั้นเหรอ !!!! “ องค์ชาย!!! ” เสียงของเหยียนหานได้เรียกขึ้นครั้งหนึ่ง มันทำให้หยางหลงที่กำลังตกใจกับใบหน้าของตนเองที่สะท้อนอยู่ภายในกระจก ได้หันมองเหยียนหานที่กำลังมองตนเองด้วยสายตาที่เป็นห่วง “ องค์ชายเป็นอะไรหรือขอรับ... ” เหยียนหานนั้นเอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้าที่บ่งบอกถึงความกังวล “ เปล่า.... ” หยางหลงนั้นตอบกลับด้วยใบหน้าที่ยังคงอยู่ด้วยความตกใจอยู่ไม่น้อย จบบท