โรงเรียนบางดำ เวลา 08:00 น.
เสียงเพลงชาติดังไปทั่วทั้งโรงเรียน และบ้านระแวกใกล้ๆ ผมที่จับพลัดจับพลัดจับผลูมาอยู่ในแถวนักเรียนห้องหนึ่ง ไม่รู้ว่าถูกห้องหรือปล่าวด้วยซ้ำ ได้แต่ตามน้ำไปเท่านั้น
“นักเรียนคะ?” เสียงอาจารย์หญิงสักคนเรียกนักเรียน
“.....” ผมไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าคงไม่เกี่ยวกับตัวเอง แต่ก็มีมือปริศนามาจับที่ไหล่ขวาของผม ผมในิดหน่อยจนเกือบใช้พลังออกไป แต่โชคดีที่ตั้งตัวได้ทันเลยไม่เกิดเื่ขึ้น “... ครับ?”
ในครั้งแรก อาจารย์สาวมีสีหน้าใเล็กน้อยเมื่อได้เห็นผม แต่ก็ยิ้มแย้มขึ้นมาในทันที หล่อนมีใบหน้าที่เยาว์วัย อายุของเธอน่าจะไม่เกินเลขสาม ผิวขาว แถมสูงเกือบเท่าตัวผมเลย
“เธอเป็นักเรียนที่พึ่งย้ายเข้ามาใช่มั้ย?” หล่อนถาม
“ครับ”
“ครูกำลังหาตัวเธออยู่เลย คิดว่ากำลังหลงทางอยู่เสียอีก” หล่อนพูดอย่างเป็ห่วงเป็ใย ด้วยท่าทีเหนื่อยหอบเล็กน้อย ถ้าให้เดานิสัย คงเป็ครูประเภทที่รักและเอ็นดูลูกศิษย์พอสำควร ครูแบบนี้ชอบยุ่งเื่ส่วนตัวลูกศิษย์ด้วยสิ เหงื่อชุ่มไปทั้งตัวเลย หล่อนใส่เสื้อสีขาวด้วย ตอนนี้มันเปียกจนแทบจะเห็นชั้นใน
‘คงพึ่งวิ่งตามหาเราไปทั่วโรงเรียนเลยสินะ’ ผมคิด
“ครูชื่อ ‘วีรตรี’ เรียกสั้นๆว่า ‘ครูปุ้ย’ ก็ได้จ้ะ”
ครูปุ้ยแนะนำตัว เธอบอกว่าตัวเองคือครูประจำชั้นของผม และอาสาพาผมไปที่ห้องเรียน แต่ก่อนอื่น ผมต้องไปที่ห้องฝ่ายปกครองก่อน เพื่อไปเจออาจารย์ฝ่ายปกครอง
“โรงเรียนนี้มีโครงสร้างที่ซับซ้อนมากเลย ครูมาแรกๆหลงทางประจำ” ครูปุ้ยพูดขึ้น เธอพยายามจะชวนผมคุย เอายังไงดีล่ะ ผมไม่อยากคุยกับใครมากด้วยสิ “ขนาดตอนนี้ยังมีหลงทางบ้างเลย ทีแรกครูเลยกังวลว่าเธอจะหลงทางเข้าแล้ว”
“ครับ”
หล่อนพูดมากใช้ได้เลย จะปล่อยให้พูดคนเดียวโดยไม่ตอบโต้อะไรเลย ก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป ผมจึงตอบกลับไปแบบเรียบๆ
“เธอย้ายมาจากที่ไหนเหรอ?” หล่อนถามขึ้น
“สุราษฎร์ฯครับ”
“ก็ไม่ไกลเท่าไหร่นะ” ครูปุ้ยตอบรับ จังหวะเดียวกับที่เราทั้งคู่เดินมาถึงห้องห้องหนึ่ง ป้ายหน้าห้องเขียนด้วยตัวหนังสือเรียบๆสีขาวว่า ‘ฝ่ายปกครองแผนกมัธยมปลาย’
“ก่อนเข้าไป ขอให้เธอตั้งสติดีๆนะจ้ะ”
“...?...” ผมได้แต่ทำหน้างง ที่หล่อนพูดหมายความว่าอะไร ผมต้องระวังอะไรในห้องนั้นหรือ? ไม่เคยเข้าด้วยสิ
ไม่ทันได้ถามเพิ่มเติมอะไร ครูปุ้ยก็เปิดประตูเข้าไปเสียแล้ว สิ่งแรกที่ััได้คือลมเย็นๆของเครื่องปรับอากาศจากภายในห้อง ที่พัดมาปะทะร่างกายจนขนลุกชัน ผมคิดว่ามันค่อนข้างหนาวเกินไปหน่อยนะ แถมในห้องยังปิดไฟเอาไว้ มีเพียงแสงที่ลอดผ่านผ้าม่านสีเขียวเข้าในห้องเท่านั้น ‘นี่มันอีกมิติรึไงเนี่ย?’
ในห้องมีโต๊ะทำงานอยู่ห้าตัว ทุกตัวดูเหมือนจะเป็ของคณะครูาุโ เพราะมีรูปของพวกเขาติดไว้ให้เห็น แต่ไม่มีใครนั่งอยู่ที่โต๊ะเลย ยกเว้นแต่โต๊ะตัวใหญ่สุดตรงกลางห้อง ที่มีสาววัยทองร่างท้วม สวมแว่นหนาเหมือนผม แต่พออยู่บนใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ ผมรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ทรงอิทธิพล
“อ้าวปุ้ย มีธุระอะไร?” หญิงท้วมคนนั้นพูดด้วยปากหนาๆของหล่อน ไฝเม็ดใหญ่ที่อยู่บริเวณปากดึงความสนใจทุกอย่างของผม “รีบพูดมาสิ ฉันรีบ!”
“!!?” ครูปุัยสะดุ้งจนตัวโยน จะใอะไรขนาดนั้น “เด็กคนนี้เป็นักเรียนที่ย้ายมาใหม่วันนี้ค่ะ ครูเจิด” ครูปุ้ยรีบเข้าเื่ ตอนนี้หล่อนเหมือนลูกนกที่อยู่ใต้อุ้งเท้าเสือ ตัวคดคู้และเริ่มสั่นเล็กๆ “คุณเป็คนบอกให้ฉันพาเขามาพบคุณเอง จำได้ไหมคะ?”
“จำได้สิ ทำไม? คิดว่าฉันเป็พวกแก่แล้วความจำสั้นเรอะ!?”
ครูเจิดคนนี้ดูจะเป็พวกอารมณ์ร้อนง่าย เธอตะหวาดใส่ครูสาวจนไบ้กิน เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงพูดแบบนั้นก่อนเข้ามาในห้อง ครูปุ้ยคนนี้คงกลัวหญิงท้วมคนนี้มากๆ แต่ผมไม่ได้กลัวด้วยนี่
“ป่าวค่ะ คือ..” อะไรของครูสาวคนนี้เนี่ย ถ้าจะกลัวขนาดนั้นไม่ต้องพาเข้ามาเองแต่แรกก็ได้นี่
“ช่างเถอะ มาก็ดีแล้ว ไหน…” ตอนนี้สาวตาของคุณครูหญิงวัยทองกำลังจับจ้องมาที่ผม เธอถอดแว่นออกแล้วสวมกลับที่เดิมไปมาหลายครั้งเพื่อมองดูผม ไม่นานเธอก็ถึงกับถอนหายใจแล้วสบถเบาๆในลำคอ “น่าสงสาร”
“คะ?” เหมือนว่าคุณครูปุ้ยจะได้ยินเสียงในลำคอนั้น ครูเจิดหันน่ามองเธอด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก
“ดูเหมือนว่าเธอจะได้พวกนอกคอกเพิ่มอีกแล้วล่ะ”
“ค่ะ” เธอตอบกลับด้วยสีหน้าทุกข์ใจ เหมือนรู้ชะตากรรมตัวเอง
‘อะไรละนั่น ไอท่าทีที่แสดงออกมา กับคำที่ใช้เรียกผมเมื่อสักครู่มันค่อนข้างจะหยายคายนะ’
“เธอ! ชื่ออะไร?” ผู้หญิงปากจัดคนนี้หันมาถามผมด้วยเสียงแข็งหยาบกระด้าง ‘เป็พวกอารมณ์โมโหรุนแรง’ ผมไม่ได้หวั่นเกรงอะไรในน้ำเสียงนั้น วิเคราะห์เธออย่างหยาบๆ ‘คงเป็พวกเคร่งกฎระเบียบและบ้าอำนาจ’ แน่นอนว่าการไม่หาเหาใส่หัวเป็เื่ดี
“นิศากร รุ่งสติ ครับ”
“สีที่ชอบล่ะ?” ถามอะไรเนี่ย?
“... สีดำครับ”
ครูทั้งสองคนอยู่ดีๆก็เงียบใส่กัน ‘กำลังเล่นอะไรอยู่เนี่ย? ‘
“พวกเธอไปกันได้แล้วล่ะ ขอให้โชคดี” ครูเจิดพูดจบ ก็หันไปจดจ่อกับกองเอกสารบนโต้ะ ครูปุ้ยไหว้ครูเจิดครั้งหนึ่ง แล้วจึงคว้าแขนของผมออกจากห้องไป
ครูปุ้ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอดูโล่งอกเมื่อได้ออกมา แต่ที่นี่อากาศดีจริงๆ ตั้งอยู่บนเขา มีป่ารายล้อม
“เราไปกันต่อเถอะจ้ะ” ครูปุ้ยหันมายิ้มให้แล้วรีบนำไป เธแยิ้มมากกว่าสิบครั้งแล้วั้แ่เจอกัน คงติดเป็นิสัยไปแล้ว
ผมตามหล่อนไป บางทีผมคงคิดมากไปเองว่าที่นี่จะมีอะไรให้ปวดหัว ‘คิดมากไปเองละมั้ง’
เวลา 08:30 น. ห้อง ม.5/1
ความประทับใจครั้งแรก จะส่งผลต่ออนาคตของคุณและคนเ่าั้ ผมรู้เื่นั้นดี และเตรียมพร้อมกับวันนี้พอสมควร คิดว่าคงไม่เป็ปัญหาอะไรแล้ว แต่ผมคงทำพลาดไปสักอย่าง เพราะทันทีที่ผมก้าวเข้ามาในห้อง บรรยากาศที่เคยยุ่งเหยิงก็เงียบเป็เป่าสาก
‘อะไรอีกละเนี่ย!?’
“นักเรียนใหม่พึ่งย้ายมากลางเทอม จากนี้เขาจะมาเรียนห้องเราจนจบการศึกษา ขอให้ทุกคนเป็เพื่อนกันไว้นะจ้ะ”
ครูปุ้ยพูดเกริ่นนำพอเป็พิธี เธอพูดอย่างยิ้มแย้ม ในขณะที่ผมยืนอยู่หน้าชั้นเรียนข้างหล่อน และกำลังเผชิญหน้ากับนักเรียนคนอื่นๆในห้อง ซึ่งตอนนี้พวกเขามีหน้าตาที่บึ้งตึง ไม่เป็มิตรเลยสักนิด ผู้หญิงบางคนทำท่าทางรังเกียจ ผู้ชายบางคนจ้องผมเหมือนจะฆ่าจะแกง
“นิศากร รุ่งสติ ครับ”
พวกเขายังมีท่าทางเช่นเดิม นี่ล้อกันเล่นรึป่าวเนี่ย!?
“งั้นนิศากร เธอไปนั่งตรงที่ว่างข้างมาลีเขานะจ้ะ” ครูปุ้ยชี้ไปทางหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างแถวที่สอง เธอผมดำเงางามยาวจนถึงกลางหลัง ผิวขาวซีดจนเห็นเส้นเืเขียวๆ เธอมีบรรยากาศรอบตัวที่น่าขนลุก แต่ผมรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ ขณะที่ผมเดินไปที่ว่างตรงนั้น นักเรียนคนอื่นๆยังคงจ้องมองผม ตามด้วยเสียงนินทาที่ค่อยๆดังขึ้น มันมีอะไรที่ผมพลาดไปงั้นหรือ? หรือว่าคนพวกนี้จะมีนิสัยแบบนี้กันอยู่แล้วกันนะ?
นักเรียนหญิงคนนั้นยังหันหน้าออกนอกหน้าต่างเหมือนเดิม ไม่ได้สนใจผมที่ตอนนี้กำลังนั่งข้างเธอเลย แต่ยิ่งมองดูใกล้ๆ ‘เหมือนเคยเจอผู้หญิงคนนี้เลย’
“นักเรียนเปิดไปบทที่สอง ครูให้เวลาห้านาที ลองทำความเข้าใจบทนี้ด้วยตัวเองดูก่อนนะจ้ะ เดี๋ยวครูมา” ครูปุ้ยพูดจบก็รีบเดินออกไป ครูคนนี้สอนแบบนี้เหรอเนี่ย การพยายามศึกษาหาความรู้ให้ตัวเองถือว่าเป็นเื่ดีที่ควรปลูกฝัง ถ้ามองในแง่ดี ‘ครูที่นี่ใช้ได้แหะ’
เพราะเป็วันแรก ผมจึงเตรียมพร้อมมาอย่างดี หนังสือ และอุปกรณ์สำหรับการเรียนในวันนี้ ผมเช็คกับตารางเรียนที่ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไม่ได้บอกแต่ผมมั่นใจ คาบแรกคือ… ‘ภาษาอังกฤษ!!?’
บทแรก “เดอะ วัน วู ว้อน ทู…” โอเค ผมอ่อนภาษา ผมมีหัวด้านการคิดคำนวนมากกว่า นี่มันอ่านว่าอะไรละเนี่ย? “... เวอ..?!”
ปัง!!
“เฮ้ย!” ยังไม่ทันที่ผมจะอ่านจบ ก็มีนักเรียนชายคนนึงฟาดมือลงบนหนังสือของผมอย่างแรง เขามีผมรองทรงสูงปัดข้าง สวมต่างหูวงกลมสีเงิน เสื้อแจ๊คเก็ตกีฬาสีเทาขาว หน้าตาดี จะว่าไป หมอนี่หน้าคุ้นๆนะ “หน้ามึงคุ้นๆว่ะ”
“นายคงจำคนผิดแล้ว ผมพึ่งย้ายมาวันแรกนะ” ผมพยายามปัดๆไป
“กูจำคนไม่ผิดหรอก มึงคือคนที่กูเจอในร้านสะดวกซื้อเมื่อเช้า” ชายหนุ่มคนนี้ละมือจากโต๊ะของผมแล้วจ้องผมเขม็ง ผมจำเขาได้แล้ว รู้สึกว่าจะชื่อ มิท เขาคือคนที่เข้ามาวุ่นวายในร้านสะดวกซื้อเมื่อเช้า ผมเลยสั่งสอนเขาไปเล็กน้อย แต่เขาไม่มีทางจับได้หรอก
“แล้วมันทำไมเหรอ?” ผมตอบกลับ
“ไม่มีอะไรมากหรอก” เขายิ้มหนึ่งครั้ง จากนั้นนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งประมาณ3-4คนก็ตามมาสมทบ “กูแค่หมันหน้ามึงเฉยๆ”
‘หมันหน้า ที่หมายถึงไม่ชอบขี้หน้าหนะเหรอ แปลว่าเลี่ยงไม่ได้สินะ’ ผมคิด
พอดีกับคนที่ชื่อมิทง้างหมัดตรงใส่ผม ด้วยประสบการณ์ที่มี ผมใช้มือขวาปัดหมัดของเขาออก จากนั้นก็ใช้มือข้างเดิมจับแขนของเขาแล้วกระชากเข้าหาตัว มิทเสียการทรงตัวและล้มลงข้างหลังผม นักเรียนคนอื่นที่มาพร้อมกับเขาเห็นเพื่อนกำลังเสียเปรียบจึงรีบพุ่งเข้ามา ‘สมัยนี้เน้นรุมสินะ’
ผมรีบลุกออกจากที่นั่ง นักเรียนชายสองคนกำลังเข้ามาจากทั้งซ้ายและขวา คนที่อยู่ด้านซ้ายถึงก่อน เขาเหวี่ยงหมัดขวามั่วๆมาทีหนึ่ง แต่ผมก้าวเท้าถอยหลบได้พอดี เมื่อเห็นช่องโหว่ที่อีกฝ่ายเปิดไว้ ผมไม่รอช้า ถีบขาขวาเข้าข้อพับที่เข่าขวาของอีกฝ่าย ต่อด้วยรัวหมัดชุดใส่ศีรษะแบบไม่ยั้ง
นักเรียนอีกคนพยายามเข้าเล่นงานผมจากทางด้านหลัง ผมไหวตัวทันจึงหันไปถีบขาขวาเข้าที่ท้องของเขาเต็มแรง นักเรียนคนนั้นกระเด็นไปประมาณสองถึงสามก้าว แล้วทรุดลงไปนอนจุกกับพื้น มิทที่ลุกขึ้นได้แล้วในตอนนี้กัดฟันแน่นอย่างเคียดแค้น เขาสบถคำสั่งใส่เพื่อนคนอื่นๆในกลุ่ม “เล่นแม่งสิวะ!!”
สถานการณ์ดูจะยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่ กลุ่มนักเรียนชายที่ฟังคำสั่งมิทเดินเข้ามาพร้อมกัน ถึงผมจะสู้เป็ แต่ถ้าต้องรับมือคนเยอะขนาดนี้ก็อาจจะแพ้ได้ ‘ใช้พลังตอนนี้ดีมั้ยนะ?’
ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ นักเรียนชายคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาะโถีบใส่ผม ผมหลบได้ก็จริง แต่นักเรียนอีกคนก็ไม่ปล่อยให้ผมได้คิดเลย เขาพยายามปล่อยหมัดมั่วๆใส่ผม แต่ผมใช้เท้าข้างหนึ่งถีบเข้าที่ต้นขา ต่อด้วยถีบเข้าที่ลิ้นปี่ด้วยขาข้างเดิม ‘ร่วงไปสาม’
อีกสามคนที่เหลือรวมถึงมิท เริ่มลังเลที่จะบุกเข้ามา เป็โอกาสดีที่ผมจะตั้งตัวใหม่อีกครั้ง ผมเริ่มประเมินพวกเขา สองคนคงไม่ได้มีฝีมืออะไรมาก แต่คงระวังตัวมากขึ้น ส่วนมิท…
“หึ” ผมส่งรอยยิ้มเล็กๆให้เขา เป็ยิ้มมุมปากที่เหมือนข้อความเชิงดูถูก ‘มีแค่นี้เองเหรอ’
“แก!! ไอเหี้ยแว่น!!!” มิทเดือดดาลสุดขีด เขาคว้าสนับมือที่ซ่อนเอาไว้ในกางเกงขึ้นมาสวม คงหมายจะซัดผมให้กะโหลกร้าว ผมเตรียมใช้พลังของตนเองเพื่อหยุดการโจมตี แต่มีใครบางคนรั้งเขาเอาไว้ก่อนที่ผมจะใช้มัน
“ใครวะ!?...!?”
“....!?”
“ม.. มะ.. !?”
“ผู้หญิงคนนั้น?” ผู้หญิงคนที่ก่อนหน้านี้เอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง คนที่ผมดำยาวแต่ผิวขาวซีด กำลังใช้มือข้างหนึ่งจับแขนของนายมิทไว้ พอลองมองดูอีกที เธอดูอวบใช้ได้ แต่ดูไม่ใช่คนมีเรี่ยวมีแรงเลยสักนิด
“หยุดแค่นี้ดีกว่านะ ครูปุ้ยจะกลับมาแล้ว” เธอพูดนิ่ง น้ำเสียงนิ่งๆ แต่มันรู้สึกขนลุก
‘น้ำเสียงไร้ชีวิตชีวา เหมือนคนตายเลย’ ผมคิด เหมือนเคยเจอคนที่มีน้ำเสียงแบบนี้ที่ไหนมาก่อน
“อ.. เออ!” มิทเชื่อฟังอย่างง่ายดาย เขาทำได้แค่มองและกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เธอคนนี้มีอิทธิพลในเชิงมาเฟียรึเนี่ย “ไม่ใช่เพราะว่ากูกลัวมึงหรอกนะนังแม่มด”
นายมิทสะบัดแขนของตัวเองออกจากนักเรียนหญิงคนนั้น แล้วหันหลังเดินออกไปที่ประตูห้อง แต่ไม่วายยังหันมาพูดกับผม “ฝากไว้ก่อนนะมึง”
ผมไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่นักเรียนหญิงคนนั้นยังยืนอยู่ที่เดิม กำลังมองมาทางผม
ในจังหวะนั้น ครูปุ้ยก็เข้ามาพอดีพร้อมกับนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ผมคุ้นหน้าเอามากๆ ‘พนักงานแคชเชียร์คนเมื่อเช้านี่’
“มีอะไรกันเหรอมาลี?” ครูปุ้ยถามนักเรียนหญิงคนนั้น ที่มิทเรียกว่า ‘แม่มด’ เธอตอบเสียงเรียบๆแค่ว่า “ป่าวค่ะ” และกลับไปนั่งที่เดิม
“แล้วเธอล่ะนักเรียนใหม่ มีอะไรรึป่าว?”
ผมพึ่งสังเกตว่าอันธพาลคนอื่นก็กลับไปนั่งที่ของตัวเอง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงมีแค่ผมคนเดียวที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียน นักเรียนคนอื่นๆก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ‘คนพวกนี้ทำเหมือนเื่ที่เกิดขึ้นเป็นเื่ปกติ’ สังคมในโรงเรียนนี้ดูท่าทางจะไม่ปกติซะแล้ว
“ไม่มีอะไรครับ”
“งั้นก็กลับไปนั่งที่โต๊ะให้เรียบร้อยสิจ้ะ เดี๋ยวคาบนี้จะมีแบบทดสอบก่อนเรียนให้ทำกันนะ ทุกคน”
ผมกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง เริ่มเรียนวันแรกก็มีปัญหาซะแล้วแบบนี้ ผมจะอยู่ที่นี่แบบคนปกติได้มั้ยนะ?
เวลา 10:30 น.
“วันนี้พอแค่นี้นะจ้ะ คาบหน้าครูจะมาบอกคะแนนให้ทราบกันนะ” ครูปุ้ยกล่าวจบคาบเรียน และรีบเดินออกจากห้องไป หลังจากที่ทุกคนทำแบบทดสอบก่อนเรียนเสร็จ เสียงดังโหวกเหวกของกลุ่มนักเรียนก็กลับมาอีกครั้ง ระหว่างนั้นผมได้ค้นพบว่าตัวเองโง่อังกฤษแค่ไหน ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่ผมมี เหมือนจะไม่พอสำหรับการทดสอบนี้เลยสักนิด คำศัพท์ที่เคยเรียนรู้มา มันตีกันในหัวจนไม่มั่นใจเลยสักข้อ ‘ภาษาอังกฤษนี่ยากจริงๆ’
ปึก! ใครบางคนเดินมาชนที่ไหล่ของผม ถ้าให้เดา คงเป็โจทก์เก่า
และใช่จริงๆด้วย นายมิทเดินผ่านผมไป แต่ไม่วายยังลอบส่งสายตาอาฆาตมาให้ผม ไม่ซัดให้สลบคงไม่จบง่ายๆแน่
“นาย…” เสียงนั่นฟังดูคุ้นหูพิกล แถมยังอยู่ใกล้มากๆด้วย
“นาย…” เสียงนั่นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าเป็เสียงของมาลี สาวมืดมนที่นั่งข้างๆผม หล่อนกำลังจ้องหน้าผมไม่กระพริบตาเลย
“เอ่อ… ว่าไง” ยิ่งมองใกล้ๆก็ยิ่งคุ้น ผมเคยเจอเธอมาก่อนแน่ๆ
“นายคือคนพี่ใช่มั้ย?”
“.........” คำถามนั่นมันอะไรกัน หล่อนรู้จักผมงั้นเหรอ หล่อนรู้ว่าผมมีน้องชาย แต่… ได้ยัยังไง คนที่รู้เื่ผมกับน้องมีแต่ลุงอ๊อดที่รับอุปถัมภ์ผม และคนที่อยู่ในองค์กรลับ(?)นั่นเท่านั่นนี่ “.....นี่เธอ”
ศัตรูเหรอ? หรือจะเป็คนในองค์กร? แต่คนพวกนั้นมีแต่พวกผู้ใหญ่นี่ หรือที่จริงจะมีเด็กแฝงตัวอยู่ด้วย เอาไงดี?
“จำฉันไม่ได้เหรอ?” หล่อนถามขึ้นอีกครั้ง สมองผมพยายามนึกใบหน้าของคนรู้จักที่มีอยู่น้อยนิดขึ้นมา ผมคุ้นหน้าหล่อน แต่ยังนึกไม่ออกเลยว่าเคยเจอที่ไหน ใคร? หล่อนเป็ใคร?
“ถ้าเป็สิ่งนี้คงนึกอะไรได้” หล่อนปลดเสื้อคุมไหล่สีดำลงเล็กน้อย แล้วจับไปที่ชายแขนเสื้อข้างขวา เพื่อเลิกมันขึ้น เผยให้เห็นรอยสักรูปเถาวัลย์ที่ขึ้นปกคลุมสัญลักษณ์หนึ่งเอาไว้ “โซดี้ รหัส ศูนย์เก้า”
“.....!?” ไม่จริงน่า “เธอ…คือ ‘เวอร์โก้’ เหรอ?”