“เราส่งข่าวไปบอกทางโน้นว่ายัยแพรวป่วยกะทันหันดีไหมคะคุณพี่ให้เขาเลื่อนการแต่งงานออกไปก่อน แล้วในระหว่างนี้เราก็รีบตามหาตัวยัยแพรวให้พบ”
นางวิภาวีเอ่ยปากแนะนำสามีออกไปหลังจากมองตามเขาเดินไปเดินมาจนเริ่มจะเวียนหัว
“บ้าสิ ไปบอกอย่างนั้นเขาก็คงรีบเดินทางมาเยี่ยมยัยแพรว แล้วเราจะเอายัยแพรวที่ไหนมาให้เขาเห็น และถึงหากเขาจะยอมเลื่อนงานแต่งออกไปจริงๆแล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเราจะตามหายัยแพรวพบเมื่อไหร่ ยัยแพรวเคยเดินทางไปเที่ยวแล้วเกือบทุกประเทศและแกจงใจหนีไปอย่างนี้ หากเราตามหาก็คงไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร”
คำกล่าวของสามีทำให้นางวิภาวีต้องถอนใจออกมาอย่างหนักอึ้งในอก ก่อนจะนิ่งไปอย่างรู้สึกจนมุมเช่นกัน และระหว่างนั้นเองที่น้ำขิงได้เดินเข้ามาถาม
“แม่ให้มาถามว่ากลางวันนี้คุณท่านกับคุณนายจะทานข้าวที่บ้านหรือเปล่าคะ แม่จะได้เตรียมลงมือทำอาหารขึ้นโต๊ะ”
“ไม่กินที่บ้านแล้วจะให้ไปกินที่ไหน ถามโง่ๆ”
นายเพิ่มพลซึ่งกำลังหงุดหงิดตวาดใส่บุตรสาวอีกคนของตนที่เกิดมาด้วยความไม่ตั้งใจนั้นอย่างหัวเสีย
“แม่ก็แค่เคยเห็นว่าในวันหยุดบางครั้งคุณท่านกับคุณนายก็จะออกไปหาอะไรทานข้างนอก”
น้ำขิงชี้แจงออกไปเมื่อคำว่าโง่ๆนั้นะเืความรู้สึกของเธออยู่ไม่น้อย ซึ่งหากมันออกมาจากปากของคนอื่นเธอก็คงจะไม่รู้สึกอะไรนัก แต่เมื่อมันออกมาจากปากของ...ของคนที่มีศักดิ์เป็พ่อ มันก็เลยทำให้เธออดที่จะรู้สึกเ็ปมากกว่าปกติไม่ได้
“ไม่ต้องมาพูดมาก รีบไปไกลๆให้พ้นหน้าฉันเถอะ”
นายเพิ่มพลโบกมือไล่อย่างรำคาญ ทำให้น้ำขิงรีบเดินจากไปอย่างไม่รีรอ
“คุณพี่คะ ดิฉันคิดหาทางออกของปัญหาที่เรากำลังกลุ้มใจอยู่นี้ได้แล้วค่ะ”
เมื่อลับหลังน้ำขิงไปแล้วนางวิภาวีก็รีบเอ่ยขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงที่มีความหวัง
“ทำยังไง”
นายเพิ่มพลที่เดินไปเดินมาจนเริ่มเหนื่อยรีบกลับเข้าไปนั่งลงที่เดิมแล้วถามภรรยาอย่างสนใจทันที
“ส่งน้ำขิงให้ไปเข้าพิธีแต่งงานแทนยัยแพรว”
“ฮึย มันจะเป็ไปได้ยังไงกันคุณ ยัยแพรวกับน้ำขิงเป็คนละคนกัน”
นายเพิ่มพลรีบแย้งอย่างไม่เห็นด้วย
“แต่คนพวกนั้นไม่รู้นี่ค่ะ”
“นี่คุณคิดจะหลอกพวกเขางั้นเหรอ”
“เราไม่มีทางเลือกแล้วนี่คะ และอีกอย่างคนเราก็ต้องรู้จักรักษาตัวรอดจึงจะนับว่าเป็ยอดดี”
นางวิภาวีกล่าวหมายมั่นเมื่อแผนเ้าเล่ห์ซึมเข้าสู่หัวสมองแล้วจนเต็ม
“คุณคิดว่าคนพวกนั้นจะไม่มีทางรู้ความจริงเหรอ”
นายเพิ่มพลยังลังเล
“คุณอย่าลืมสิคะว่าเพื่อนของคุณคนนั้นเคยเห็นยัยแพรวตอนที่แกมีอายุได้แค่สามขวบเท่านั้น แถมตอนนี้เขาก็เสียชีวิตไปแล้วด้วยส่วนคู่หมั้นของยัยแพรว เอ๊ะ ดิฉันจำไม่ได้แล้วว่าเพื่อนของคุณขอหมั้นยัยแพรวให้กับลูกชายของเขาคนไหนกันแน่ คนพี่หรือคนน้อง”
“คนน้อง เพราะเห็นว่าคนพี่นั้นมีอายุห่างกับยัยแพรวหลายปีก็เลยเกรงจะมีปัญหาช่องว่างระหว่างวัยได้ ก็เลยเลือกหมั้นไว้กับคนน้องแต่ถึงอย่างนั้นก็มีอายุมากกว่ายัยแพรวตั้งห้าปี”
“นั้นแหละ ตอนนั้นคู่หมั้นของยัยแพรวเองก็พึ่งจะมีอายุแค่แปดขวบ เขาไม่มีทางนึกออกแน่ว่าเมื่อโตขึ้นมาแล้วยัยแพรวจะมีรูปร่างหน้าตาเป็อย่างไร”
นางวิภาวีพยายามพูดโน้มน้าวเพื่อให้สามีเห็นคล้อยตาม เพราะใจจริงแล้วนางเองก็ไม่อยากให้ลูกของตนต้องถูกแต่งไปเป็ภรรยาของชาวไร่แล้วใช้ชีวิตลำบากอยู่ที่ต่างจังหวัดเหมือนกัน ซึ่งหากสามารถโยนให้น้ำขิงเป็ตัวแทนไปได้ แพรวรุ้งก็จะรอดตัวไป
“แล้วหากเขามารู้ความจริงทีหลัง”
“ดิฉันว่าคุณพี่อย่าพึ่งคิดอะไรไปไกลเลยค่ะ เราเอาตัวรอด่นี้ไปให้ได้ก่อนดีกว่า ถึงตอนนั้นเราก็ค่อยแก้ตัวว่ายัยแพรวมีปัญหาอะไรก็ได้ที่ทำให้ไม่พร้อม ส่วนน้ำขิงนั้นก็เป็ลูกของคุณคนหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่น่าจะถือว่าเราทำผิดอะไรนัก แต่ดิฉันว่าหากไม่มีใครบอก พวกเขาก็จะไม่มีทางรู้เด็ดขาดว่าใครเป็ใคร เพราะตอนนี้ครอบครัวของเรากับครอบครัวของเขาก็ไม่ได้คบหากันอย่างสนิทสนมเหมือนแต่ก่อนแล้ว”