ฤดูใบไม้ผลิใต้เงาหิมะ (Spring Beneath the Snow Shadows) ภาค ปัจจุบัน

    เล่มที่ 1 บทที่ 10 อุณหภูมิของคนแปลกหน้า

            ตู้โดยสารรถไฟใต้ดินสายสี่มีกลิ่นเหมือนผ้าขี้ริ้วเปียกน้ำที่ถูกทิ้งไว้ในห้องปิดทึบ


            อากาศภายในทั้งร้อนอบอ้าวและอับชื้นจากการรวมตัวของมนุษย์นับร้อยคนที่สวมเสื้อกันหนาวตัวหนากลิ่นเหงื่อไคลผสมปนเปกับกลิ่นควันบุหรี่จางๆที่ติดอยู่ตามใยผ้าวูลและกลิ่นของพลาสติกเปียกชื้นไอน้ำขุ่นมัวเกาะตัวหนาเตอะบนบานกระจกหน้าต่างจนมองไม่เห็นความมืดมิดของอุโมงค์ภายนอกเครื่องปรับอากาศพยายามพ่นลมเย็นออกมาทางช่องระบายอากาศ๪้า๲๤๲แต่มันพ่ายแพ้ต่ออุณหภูมิร่างกายของฝูงชนอย่างราบคาบ


            รถไฟเบรกกระชาก


            เคทเซถลาไปด้านข้างตามแรงเหวี่ยงมือขวาของเธอกำห่วงจับพลาสติกเหนือศีรษะไว้แน่นจนข้อศอกปวดร้าวชายเสื้อโค้ตของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่เปียกโชกไปด้วยหิมะละลายเบียดเข้ามาเสียดสีกับต้นขาของเธอ หญิงสาวขยับเท้าหนีอย่างยากลำบากรองเท้าบูตของเธอแช่อยู่ในแอ่งน้ำสกปรกบนพื้นยางที่มีรอยย่ำของคราบโคลนนับไม่ถ้วนปลายนิ้วเท้าของเธอชาหนึบจนแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน


            ‘มันน่ารำคาญ’


            เธอไม่ได้คิดถึงความโรแมนติก ไม่ได้สนใจทฤษฎีโชคชะตาหรือความรู้สึกแหว่งวิ่นในจิตใจสิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวของเคทตอนนี้คือความปรารถนาที่จะทิ้งตัวลงบนเตียงนอนถอดรองเท้าเปียกๆ คู่นี้ออก และเปิดน้ำอุ่นอาบให้เร็วที่สุด


            ไหล่ซ้ายของเธอถูกกระแทกเบาๆ


            "ขอโทษครับ"


            เสียงแหบพร่าดังขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจ กู้เหยียนโจวขยับตัวกลับไปยืนตัวตรงมือซ้ายของเขายึดเสาเหล็กแนวตั้งไว้แน่นท่อนแขนของเขาตึงเกร็งจากการพยายามต้านทานแรงเบียดของฝูงชนที่ถาโถมเข้ามาทุกครั้งที่รถไฟเข้าโค้งเขาไม่ได้ตั้งใจจะเข้าใกล้เธอ ชายหนุ่มเพียงแค่พยายามรักษาพื้นที่ยืนขนาดเท่าฝ่าเท้าของตัวเองเอาไว้ให้ได้ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อในมืออีกข้างถูกบดขยี้จนยับย่นถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแห้งๆ ด้านในส่งเสียงกรอบแกรบ


            เขาหลับตาลง แพขนตาที่ยังคงมีหยดน้ำเกาะอยู่สั่นไหวเล็กน้อยอาการปวดหัวตุบๆ โจมตีขมับซ้ายอย่างเป็๲จังหวะตามการเต้นของหัวใจความอ่อนล้าจากการอดนอนกำลังจะเอาชนะสติสัมปชัญญะของเขา


            มีคนกลุ่มใหญ่เบียดตัวเข้ามาจากตู้โดยสารที่เชื่อมต่อกัน


            กู้เหยียนโจวถูกดันให้ถอยหลังร่างของเขาถูกต้อนเข้าไปชิดกับแผ่นหลังของเคทโดยไม่อาจขัดขืน เขาไม่ได้จงใจปกป้องไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสร้างฉากกั้นใดๆชายหนุ่มเพียงแค่ขยับส้นเท้าและเกร็งแผ่นหลังเพื่อไม่ให้ล้มทับผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าน้ำหนักของฝูงชนกดทับลงมาบนไหล่ของเขา เขาพ่นลมหายใจออกทางปากอย่างเหน็ดเหนื่อย


            เคทรับรู้ได้ถึงกำแพงชั่วคราวที่เกิดขึ้นด้านหลัง เธอไม่ได้หันไปมองไม่ได้กล่าวขอบคุณ มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ใครจะมานั่งใส่ใจมารยาททุกคนบนรถไฟขบวนนี้ต่างก็กำลังอดทนต่อความยากลำบากร่วมกันเธอเพียงแค่ย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อปรับจุดศูนย์ถ่วง ปล่อยให้แรงกระแทกจากคนรอบข้างถูกซับหายไปโดยสรีระของผู้ชายในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลที่ยืนซ้อนอยู่


            ห่างออกไปเพียงสี่ก้าว ตรงมุมประตูฝั่งตรงข้าม


            เสิ่นเยี่ยนฉือเขาแทบไม่ขยับ


            เขาถูกต้อนให้เข้ามาติดอยู่ตรงซอกระหว่างเสาประตูและแผงพลาสติกใสชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ติดกับเขากำลังเคี้ยวหมากฝรั่งกลิ่นมินต์ฉุนจัดสลับกับกระแอมไอกระคอกกระแคกเสื้อสูทสั่งตัดราคาแพงของเสิ่นเยี่ยนฉือมีรอยยับย่นที่เกิดจากการถูกกระชากและเสียดสีชายเสื้อโค้ตเปื้อนคราบโคลนสีดำ รองเท้าหนังอิตาลีที่เคยไร้ที่ติแช่อยู่ในน้ำสกปรก


            มันเป็๲สิ่งที่เขาไม่เคยต้องเผชิญ


            แต่นั่นยังไม่ทำให้เขาหงุดหงิดเท่ากับสิ่งที่ดวงตาของเขากำลังมองเห็น


            ช่องว่างระหว่างผู้คนเปิดออกเป็๲จังหวะตามการส่ายไปมาของขบวนรถเผยให้เห็นแผ่นหลังของกู้เหยียนโจวที่เกร็งรับน้ำหนักของฝูงชนและเส้นผมที่เปียกชื้นของเคทที่อยู่ห่างจากอกของชายคนนั้นเพียงไม่กี่เ๢๲๻ิเ๬๻๱พวกเขาไม่ได้พูดคุยกัน ไม่ได้สบตา ไม่มีการจับมือหรือโอบกอดมีเพียงจังหวะการโอนเอนของร่างกายที่สอดคล้องไปกับการเคลื่อนตัวของรถไฟ


            ฟันกรามของเสิ่นเยี่ยนฉือขบเข้าหากันจนเกิดเสียงดังกึกเบาๆ


            ลมหายใจของเขาเริ่มสั้นและถี่ขึ้น ขมับเต้นตุบๆมือข้างที่จับราวเหล็กเย็นเฉียบกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเขาบอกตัวเองว่าเขาแค่เกลียดระบบระบายอากาศที่ห่วยแตกของรถไฟใต้ดินเกลียดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงเกินมาตรฐานเกลียดความชื้นแฉะที่ซึมเข้ามากัดกินเท้าของเขา


            เสียงประกาศอัตโนมัติดังแทรกขึ้นมาจากลำโพงเหนือศีรษะเสียงผู้หญิงแหบพร่าและมีคลื่นแทรก


            "สถานีถัดไป... ถนนซีตาน... ผู้โดยสารโปรดเตรียมตัว..."


            รถไฟกระชากลดความเร็วลงอย่างรุนแรงเสียงล้อเหล็กบดกับรางจนเกิดเสียงแหลมสูงบาดแก้วหูผู้คนในตู้โดยสารเทไหลไปรวมกันด้านหน้า กู้เหยียนโจวสบถเบาๆเมื่อปลายร่มของใครบางคนทิ่มเข้าที่หลังข้อเท้าของเขาเขาเสียหลักดันไปชนกับไหล่ของเคท


            "บ้าเอ๊ย" เคทสบถตามเธอปล่อยมือจากห่วงพลาสติกเพื่อยันมือกับเสาเหล็กตรงกลาง


            รถไฟหยุดสนิท


            ประตูเลื่อนเปิดออกพร้อมกับลมหนาวกรรโชกแรงที่พัดสวนเข้ามาอุณหภูมิลดฮวบลงในพริบตา คลื่นมนุษย์ทะลักออกไปและทะลักเข้ามาใหม่เคทถูกดันให้ถอยหลังจนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับอกของกู้เหยียนโจวอย่างจัง


            เขาไม่ได้ผลักเธอออก ชายหนุ่มเพียงแค่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องยันเท้ากับพื้นรถไฟที่ลื่นปรื๊ดเพื่อรักษาสมดุลของคนทั้งสองคนไว้ท่ามกลางแรงเบียดกระแทกมันกินเวลาเพียงห้าวินาทีแห่งความสับสนวุ่นวายก่อนที่ฝูงชนจะเริ่มจัดระเบียบตัวเองได้อีกครั้ง


            เคทขยับตัวกลับมายืนตัวตรง


            "รถขบวนนี้บ้าไปแล้ว" เธอพึมพำ เอามือโอบลูบต้นแขนตัวเอง


            "ครับ" กู้เหยียนโจวตอบสั้นๆ เสียงของเขาแห้งผาก


            เสิ่นเยี่ยนฉือมองภาพเหตุการณ์ห้าวินาทีนั้นด้วยดวงตาที่แข็งกร้าวลมหนาวที่พัดเข้ามาจากประตูไม่ได้ทำให้ร่างกายของเขาเย็นลงเลยแม้แต่น้อยเ๣ื๵๪ในกายของเขากำลังสูบฉีดอย่างหนักหน่วง เขาเบือนหน้าหนีทอดสายตามองออกไปที่ป้ายโฆษณาบนชานชาลาที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน


            เขาพยายามบังคับให้กล้ามเนื้อไหล่คลายตัวลงพยายามกำหนดลมหายใจเข้าออกตามหลักการควบคุมสติที่เขาถูกฝึกฝนมาตลอดชีวิต


            เสียงสัญญาณเตือนประตูปิดดังขึ้น


            ผู้คนเริ่มหยุดการเคลื่อนไหว


            ตู้โดยสารกลับเข้าสู่สภาวะอึดอัดและนิ่งงันอีกครั้งเคทยังคงก้มหน้ามองปลายรองเท้าบูตของตัวเอง กู้เหยียนโจวหลับตาพิงเสาเหล็กและเสิ่นเยี่ยนฉือยืนหันหลังกึ่งหนึ่งให้กับคนทั้งสองซ่อนใบหน้าที่ตึงเครียดไว้ภายใต้เงามืดของมุมประตู


            ขบวนรถไฟใต้ดินกระชากตัวออกไปข้างหน้าดำดิ่งลึกลงไปในความมืดมิดของอุโมงค์