คณะของลูคัสเดินทางเข้าไปยังส่วนลึกเรื่อยๆ ระหว่างการเดินทางก็ราบรื่นอย่างมาก พวกเขาไม่พบเจอสัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียว
เข้าสู่การเดินทางวันที่4 ก็พบเจอกับสัตว์อสูรตัวหนึ่งเข้า ก่อนกลายพันธุ์มันคงจะเป็หมีป่า ขนาดตัวของมันตอนนี้มีขนาดที่ใหญ่มาก มีความสูงประมาณ3เมตร บนหัวของมันมีเขาสีดำงอกออกมาบริเวณหลังกกหูทั้งสองข้าง บิลลี่ที่นำหน้าอยู่รีบส่งสัญญาณบอกเพื่อนๆ ให้เงียบทันที
“ชูว…หยุดก่อน!!ข้างหน้ามีสัตว์อสูร” ทั้งสามมองไปยังด้านหน้าตามที่บิลลี่กล่าวก็เห็นร่างของสัตว์อสูรยืนหันหลังอยู่ ลิซรีบกล่าวเตือนต่อทันที
“พวกเราค่อยๆ ถอยแล้วเดินอ้อมมันไปดีกว่า”
ทั้งสามค่อยๆ ก้าวถอยออกมาอย่างช้าๆ เมื่อมั่นใจว่าถอยถึงระยะที่ปลอดภัย จึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น เวลานี้ก็ใกล้ค่ำดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลับฟ้าไป ทั้งสามคนจึงตกลงหยุดพักที่โค่นต้นไม้ใหญ่
เมื่อตัดสินใจเื่จุดพักได้แล้ว บิลลี่ก็รีบจัดแจงเสบียงที่เก็บไว้ออกมากองไว้ที่ด้านหน้า ด้วยความหิวทุกคนก็เริ่มลงมือกินอาหารกันทันที ใช้เวลาเพียงไม่นานในการเติมอาหารลงในท้องที่ว่าง เสร็จจากการกินอาหารแล้วแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน มีเพียงบิลลี่ที่อยู่เฝ้ายามเป็กะแรก
ค่ำคืนผ่านไปโดยสวัสดิภาพ เช้าวันใหม่เวียนมาถึงอีกครั้ง เมื่อทุกคนตื่นก็แยกย้ายทำธุระส่วนตัว แต่ละคนใช้เวลาทำธุระไม่นานก็เสร็จ เตรียมตัวพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง ขบวนเดินทางนำด้วยลูคัสตามด้วยลิซและปิดท้ายด้วยบิลลี่
“ถ้าเรายังรักษาความเร็วในการเดินทางระดับนี้ อีกประมาณ2วัน พวกเราก็น่าจะถึงหมู่บ้านที่ชื่อว่าหมู่บ้านฮารุ” ลิซกล่าวแจ้งเพื่อนๆ
เวลาก็ผ่านไปอีก1วัน การเดินทางก็ผ่านไปอย่างราบรื่น เข้าสู่อีกวัน ทั้งสามออกเดินทางจากจุดที่พักออกมาเพียงไม่นาน ก็พบหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่งซึ่งหมู่บ้านนี้ไม่มีปรากฎในแผนที่ในความจำของลิซ
ซึ่งตามแผนที่ของลิซจะต้องเดินทางไปอีกประมาณ1วันจึงจะพบหมู่บ้านฮารุ แต่กลับมาพบหมู่บ้านกลางทางแบบนี้ก็ทำให้ลิซใอยู่เหมือนกัน
ทั้งสามตัดสินใจที่จะเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อสอบถามหาเบาะแสของอัลเลน หมู่บ้านนี้เป็เพียงหมู่บ้านเล็กๆ มีรั้วที่สร้างอย่างง่ายๆ จากกิ่งไม้แห้งล้อมรอบหมู่บ้านไว้ พวกกิ่งไม้นั้นดูไม่มีความแข็งแรงที่จะป้องกันพวกสัตว์อสูรได้เลย เหมือนว่าเอามาล้อมไว้ให้รู้ว่าเป็รั้วเฉยๆ แค่นั้น
ภายในหมู่บ้านประกอบด้วยบ้านทรงกรวยเหมือนหมวกทรงสูง สร้างโครงจากกิ่งไม้และมุงรอบๆ บ้านด้วยใบไม้ใบใหญ่ ขนาดความกว้างเพียงแค่คนนอนได้2คน มีจำนวนบ้านประมาณ10หลัง
เมื่อทั้งสามเดินเข้ามาใกล้เขตหมู่บ้านเรื่อยๆ ทุกคนต่างก็รับรู้ถึงความผิดปกติ ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไร ก็เริ่มได้ยินเสียงร่ำไห้โอดครวญดังยิ่งขึ้นตาม
ตอนนี้ลูคัสบิลลี่และลิซยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน ทั้งสามก้าวเท้าผ่านทางเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมๆ กัน เข้ามาในหมู่บ้านไม่ถึง10ก้าว ทุกคนก็เห็นภาพผู้คนจำนวนหนึ่งนอนร่ำไห้โอดครวญด้วยความเ็ปอยู่ที่ลานกลางหมู่บ้าน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ลิซพูดด้วยความใกับภาพตรงหน้า”
สภาพผู้คนในหมู่บ้านนี้น่าอนาจเป็อย่างมาก ทุกคนที่นอนอยู่มีอาการที่เหมือนกัน บนร่างกายจะมีวงสีขาวขนาดเท่าไข่ไก่ขึ้นทั่วร่างกาย วงกลมสีขาวนี้ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่มันขึ้น ทำให้คนที่เป็ทรมานอย่างมาก เมื่อลิซตั้งสติได้ก็รีบกล่าวเตือนลูคัสกับบิลลี่ทันที ลิซสันนิษฐานว่าอาการที่ชาวบ้านเป็อยู่นี้ อาจจะเป็โรคระบาด
“บิล ลูคัส อย่าเข้าใกล้พวกเขา ถ้าคาดไม่ผิดอาการแบบนี้น่าจะเป็โรคระบาด มันอาจติดต่อกันทางการหายใจหรือการััได้”
เมื่อได้ยินคำเตือนของลิซ ทั้งคู่ก็ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติทันที มองไปรอบๆ ภายในหมู่บ้าน เกือบทุกคนมีอาการค่อนข้างหนัก บางคนทนไม่ไหวถึงกับดิ้นทุรนทุรายน่าสงสารเป็อย่างมาก ทั้งสามเห็นแบบนั้นก็อดที่จะสงสารไม่ได้
ทั้งสามคุยกันเมื่อครู่ ทำให้ชาวบ้านคนหนึ่งสังเกตเห็นเข้า เป็ชายหนุ่มวัยรุ่นอายุน่าจะไม่เกิน20ปี อาการของหนุ่มน้อยคนนี้ยังไม่หนักเท่าไร มีวงสีขาวเกิดเพียงไม่กี่วง ทำให้ยังไม่ค่อยมีอาการใดใด เขาจึงรีบะโเตือนด้วยความหวังดี
“พวกเ้าอย่าเข้ามานะ รีบออกไปจากที่นี่เดี่ยวนี้เลย” เมื่อเห็นว่ายังมีคนที่พูดคุยได้ ลิซจึงกล่าวตอบ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็แบบนี้”
“มันคือโรคระบาดสีขาว” ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงอันแ่เบา
เป็คำตอบที่ย้ำว่าลิซเดาได้ถูกต้อง จึงสอบถามรายละเอียดจากชายหนุ่มถึงเื่โรคระบาดและถามเื่อัลเลนไปด้วย
“แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง อะไรคือพาหะ แล้วโรคนี้เกิดขึ้นมานานหรือยัง คุณช่วยบอกพวกเราได้ไหม”
“ข้าจะเล่าให้พวกเ้าฟังก็ได้ จริงๆ แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นนี้มันไม่เชิงโรคระบาดซะทีเดียว ต้องย้อนไปวันที่อุกกาบาตร่วงลงสู่โลกแล้วทำให้พวกเราเปลี่ยนไป ทุกคนในหมู่บ้านเกิดการกลายพันธุ์ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้น
แต่ละคนก็มีสิ่งที่แตกต่างกันไป บางคนกลายเป็ผู้แข็งแกร่ง หลายคนก็กลายเป็ผู้อ่อนแอ เวลานผ่านไปหลายเดือนพวกเราก็เริ่มจะปรับตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้
่เวลานั้นเกิดความขัดแย้งภายในหมู่บ้านขึ้นเรื่อยๆ คนที่แข็งแกร่งเริ่มกลั่นแกล้งผู้อ่อนแอ เดิมทีหมู่บ้านพวกเราเป็หมู่บ้านที่แยกตัวออกจากอาณาจักร จึงมีการปกครองเป็เอกเทศ มีผู้นำคือท่านซัคลาส ท่านซัคลาสเป็คนที่มีจิตใจดีมีความเมตตากับทุกคน
แรกๆ เหตุการณ์มันก็ยังไม่หนักมากเท่าไร ยังพอพูดคุยกันได้บ้าง แต่ต่อมาชาวบ้านบางคนก็เริ่มจับกลุ่มแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ซึ่งหัวหน้ากลุ่มที่ตั้งตนเป็อันธพาลมันมีพลังที่แข็งแกร่ง
ท่านซัคลาสไม่สามารถสู่มันได้ มันจึงไม่ได้ฟังคำเตือนของท่านซัคลาสเลย ตอนนั้นมันก็มีอยู่สามกลุ่ม คือกลุ่มอันธพาลนำโดยทัส กลุ่มพวกมันมีจำนวน6คน
พวกมันแต่ละคนก็มีความสามารถที่ใช้ในการต่อสู้ได้เป็อย่างดี และอีกกลุ่มคือกลุ่มต่อต้านพวกทัส นำโดยราฟซึ่งเป็หลานของท่านซัคลาสมีจำนวนสมาชิก9คน แต่สมาชิกกลุ่มของราฟมีเพียง3คนที่มีความสามารถในการต่อสู้ ที่เหลือเป็พวกกลายพันธุ์ทั่วไป และอีกกลุ่มคือกลุ่มของพวกเรา คนที่้าใช้ชีวิตแบบปกติ
ตอนแรกพวกทัส้าจะปกครองหมู่บ้านเอง แต่ด้วยความป่าเถื่อนของทัส ราฟจึงไม่ยอมและเกิดการต่อสู้กันขึ้นเรื่อยมา ทั้งสองกลุ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือด
กลุ่มของราฟถึงจะมีคนเยอะกว่าแต่คนที่ต่อสู้ได้จริงๆ มีเพียง3คนเท่านั้น ส่วนกลุ่มทัสทุกคนต่อสู้ได้อย่างดีทุกคน ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย กลุ่มของราฟโดนพวกทัสสังหารไปทีละคนๆ สุดท้ายเหลือเพียงราฟและอันดาแค่สองคน
ราฟและอันดาฝืนร่างกายตนเองเฮือกสุดท้ายเข้าต่อสู้แลกชีวิตกับทัส ราฟขว้างหอกตรงไปยังทัสหมายจะสังหารให้ได้ ก่อนที่หอกจะถึงตัวทัสมันก็ถูกสกัดจากลูกน้องคนหนึ่ง ทำให้ป้องกันหอกเอาไว้ได้
ตอนที่พวกมันกำลังเผลออันดาก็วิ่งเข้าไปหาทัส พ่นเืคำโตออกไปใส่หน้าทัส เมื่อเืตกลงใส่ร่างของทัส เพียงไม่นานก็มีวงสีขาวเกิดขึ้น ตอนนั้นทัสโกรธมาก มันสังหารราฟและอันดาด้วยความโเี้ทันที
หลังจากนั้นพวกมันก็เข้ายึดหมู่บ้าน บังคับให้ชาวบ้านทำงานให้พวกมัน ใครไม่ฟังคำสั่งก็ทำร้ายร่างกาย บางคนทนไม่ไหวตายไปก็มี แต่เมื่อหลังจากนั้น7วันหลังจากการต่อสู้ วงสีขาวที่ขึ้นบนตัวทัสมันก็เริ่มลามไปทั่วร่าง
พอเข้าวันที่10อาการก็เริ่มหนักขึ้น มันทำให้ทัสมีอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก ด้วยความเหี้ยของพวกมันทัสมันบังคับให้หญิงสาวไปบำเรอมันและลูกน้องของมัน ทำให้พวกเธอััโดยตรงกับวงสีขาวเป็เหตุให้ได้รับเชื้อมา ไม่นานเชื้อก็ได้ลามไปเกือบทั้งหมู่บ้าน
หลังจากนั้นนับจากวันที่ทัสมีอาการวันแรก พอครบ21วัน ทัสก็ได้ตายลง ลูกน้องของมันที่ได้รับเชื้อก็ทยอยตายตามกันไปเมื่อติดโรคครบ21วัน เนื่องจากมันมีลักษณะเป็วงสีขาว เราจึงเรียกว่าโรคระบาดสีขาว
ตอนแรกก็ยังมีคนที่ยังไม่ติดโรคแต่เพราะด้วยความไม่รู้ บางครอบครัวคนเป็พ่อติดโรคมา ลูกก็ได้รับเชื้อไปโดยไม่รู้ตัว มารู้ตัวกันอีกทีทุกคนก็ติดโรคกันหมดแล้ว ข้าเองก็เพิ่งติดโรคเมื่อ10วันก่อนอาการก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เฮ้อ”
เมื่อชายหนุ่มเล่าเื่จบลงเค้าก็ถอนหายใจออกมาอีกสองสามครั้ง พวกลูคัสเห็นแบบนั้นก็อดสงสารพวกเค้าไม่ได้จริงๆ ที่ต้องมาพบเจอกับโรคระบาดเช่นนี้ ด้านลิซที่ครุ่นคิดมาสักพักก็พูดกับลูคัส
“ลูคัส นายคิดว่าใช้พลังรักษาโรคนี้ได้ไหม”
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจหรอกนะ นี่ก็เป็ครั้งแรกที่เจออะไรแบบนี้ ที่ผ่านมาก็เคยรักษาบิลกับลิซแค่2คนเอง”
“เพื่อประกอบสมมุติฐานของฉัน ขอถามนายอีกอย่าง ั้แ่ได้รับความสามารถมา นายเองเคยเจ็บป่วยหรือมีแผลบ้างไหม?”
“อืมมม...เท่าที่ฉันจำได้ ั้แ่ตื่นหลังจากตกน้ำมาก็ไม่เคยป่วยสักครั้งเลยนะ”
“ถ้าเป็เช่นนั้น คิดว่ามีโอกาสรักษาพวกเค้าได้ หากรักษาไม่ได้จริงๆ ก็ไม่น่าเป็ห่วง นายเองไม่น่าจะติดโรคระบาดจากเขาได้ เพราะร่างกายของนายน่าจะสามารถป้องกันตัวเชื้อได้ อีกอย่างเราจะได้รู้ข้อจำกัดของพลังด้วย”
“ถ้าเป็แบบที่ลิซพูด เราก็น่าจะลองดูนะ”
ั้แ่เดินทางด้วยกันมาทั้งบิลและลูคัสต่างก็ตกลงพร้อมใจเชื่อในคำพูดของลิซโดยไม่มีข้อสงสัย ถ้าลิซบอกขวาพวกเขาก็จะไปขวา ถ้าลิซบอกซ้ายก็จะไม่ไปทางขวาเด็ดขาด บิลเองก็พยักหน้าให้กับลูคัส เมื่อตกลงได้แล้ว ทั้งสามก็เดินเข้าไปใกล้ๆ ชายคนนั้น
ลิซกับบิลหยุดห่างจากชายหนุ่มประมาณสามก้าว ลูคัสไม่ได้หยุดอยู่ยังคงเดินตรงไปหาชายหนุ่มผู้น่าสงสาร เด็กหนุ่มนั่งลงพร้อมกับยกมือเอื้อมจะไปจับแขน ชายหนุ่มเห็นว่าลูคัสกำลังจะโดนตัวตนเองก็รีบขยับหนีออกห่าง
“เ้าบ้าไปแล้วกันหรือไร!! ข้าเพิ่งบอกไปเมื่อครู่ หากััโดนตัวข้าเ้าจะติดโรคไปด้วย”
ที่ชายหนุ่มแสดงอาการเช่นนี้ออกมาเพราะเมื่อครู่ที่เขาเล่าจบก็หลับตาลง คิดว่าหลังจากฟังเื่ราวเสร็จแล้ว พวกลูคัสจะกลับออกไป เขาเลยไม่ได้สนใจและไม่ได้ยินสิ่งที่ลิซพูดกับลูคัส
“เราอาจจะรักษาคุณได้ โปรดให้เราลองเถอะ”
ได้ยินแบบนั้นภายในร่างกายตรงหัวใจก็เต้นอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นเต้น เดิมทีตัวเขาหมดหวังในการที่จะมีชีวิตอยู่แล้วั้แ่ที่รู้ว่าติดโรคมา ประโยคนั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งความหวัง ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับร่างกายกลับมาที่เดิมอย่างช้าๆ
“เ้ารักษาโรคนี้ได้จริงๆ หรือ” ชายหนุ่มกล่าวถามด้วยเสียงสั่นเครือ
“ปล่อยให้เป็หน้าที่ผมเอง ยืนแขนคุณออกมาให้ผมหน่อย”
ชายหนุ่มค่อยๆ ยกแขนซ้ายยื่นไปหาลูคัส ลูคัสยื่นมือทั้งสองข้างประกบมือของชายหนุ่ม พร้อมกับเพ่งสมาธิเพื่อจะใช้ความสามารถ แสงสีเขียวจางๆ ปรากฎในฝ่ามือสองข้าง พลังงานค่อยๆ ไหลเข้าไปในร่างกายของชายหนุ่ม
เพียงไม่นานอาการของชายหนุ่มก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ วงกลมสีขาวก็ค่อยๆ จางลงและหายไปในที่สุด ลูคัสรักษาจนชายหนุ่มหายเป็ปกติจึงดีงมือกลับมา ชายหนุ่มรู้ว่าตนเองหายจากโรคระบาดบัดซบนั่นแล้ว ก็แสดงออกด้วยความดีใจ
“ข้าหายแล้ว ข้าหายแล้ว ขอบคุณพวกเ้ามาก” ชายหนุ่มกล่าวซ้ำๆ
“เป็อย่างที่ลิซคาดการจริงๆ พลังของลูคัสมันโคตรจะสุดยอดไปเลยไม่ใช่หรือไง”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกบิล”
ชายหนุ่มดีใจไปพักใหญ่ก็ตั้งสติได้ หันมาทางลูคัสกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
“ข้ามีนามว่าเลค ข้าขอกล่าวขอบคุณอีกครั้ง บุญคุณครั้งนี้ในอนาคตข้าจะตอบแทนอย่างแน่นอน ท่านผู้มีพระคุณข้ามีเื่จะขอร้องอีกอย่าง ท่านช่วยรักษาคนอื่นๆ ด้วยได้ไหม”
ลูคัสกล่าวตอบตกลงกับเลค ชายหนุ่มรีบเดินนำไปหาคนป่วยทันที เมื่อมาถึงจุดที่ชาวบ้านนอนกันอยู่ นับดูแล้วมีจำนวนเพียงสิบห้าคนเท่านั้นที่ยังรอด ก่อนที่ลูคัสจะเดินเข้าไปรักษา ลิซก็หยุดไว้ก่อน
“ลูคัส ตอนนี้นายใช้พลังได้เพียงวันละ6ครั้งเท่านั้น เมื่อครู่ใช้ไปแล้ว1ครั้ง ตอนนี้เราต้องคัดแยกคนที่ป่วยหนักมารักษาก่อนอีก5คน และให้คนที่ยังอาการไม่หนักรักษาในวันพรุ่งนี้และวันถัดไป”
“ตกลง เราจะทำตามที่ลิซบอก”
พวกลูคัสดำเนินการรักษาพวกชาวบ้านจนเสร็จภายในสามวัน ระหว่างที่อยู่หมู่บ้านนี้ลูคัสก็สอบถามข่าวเกี่ยวกับอัลเลนกับเลคและชาวบ้านคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม