สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 129 ทุกอย่างมันผิดเพี้ยนไปหมด

            เมื่อซุนเฟยพูดประโยคนี้ องค์ชายอาณาจักรเซินฮัวก็แทบจะคุกเข่าลงกับพื้น

            โชคดีที่ขวานคู่ม่วงเขียวไม่ได้กลายเป็นพายุหะคมขวานซุนเฟยยกมือชี้ไปที่นักฆ่ามีดโค้งสีเหลือง “ก็เหมือนก่อนหน้านี้ใช้มีดของพวกเจ้ามาช่วงชีวิตของพวกเจ้า ชนะรอด แพ้ตาย!” พูดจบร่างก็เคลื่อนไหวกลับไปยังกลุ่มคนของเมืองแซมบอร์ดในพริบตาก่อนจะชี้ไปที่ทหารรับจ้าสาวเอเลน่าพลางพูดว่า “คู่ต่อสู้ของพวกเจ้าคือนาง!”

            ซุนเฟยอยากสร้างโอกาสให้แก่เอเลน่า

            ทหารรับจ้างสาวค่อยๆ ก้าวเข้ามาด้านแสงสว่างหลังจากหลบอยู่มุมมืดเงียบๆ นางเก็บซ่อนพลังที่แท้จริงไว้บางส่วนดังนั้นซุนเฟยจึงอยากให้เอเลน่าแสดงความแข็งแกร่งออกมาให้เบสท์และบรู๊คกับเหล่าผู้นำเมืองคนอื่นๆ ได้ประจักษ์แก่สายตาเมื่อนางได้รับความดีความชอบในการรบการเข้าร่วมกลุ่มผู้นำของเมืองแซมบอร์ดก็จะได้ราบรื่นยิ่งขึ้นและนางก็จะได้รับการยอมรับจากทุกคน

            ในตอนที่เอเลน่าถือธนูยาวเดินออกมาสองนักฆ่ามีดโค้งสีเหลืองก็พลันถอนหายใจอย่างโล่งอกพวกเขารู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของราชาน้อยคนนี้แน่ๆแต่เมื่อผู้หญิงที่ดูเหมือนแจกันดอกไม้ตรงหน้านี้ออกมาดูๆ ไปแล้วนางก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งมากนัก การจะเอาชนะนางนั้นหากพวกเขาสองคนร่วมมือกันมันก็ไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน

            การต่อสู้เริ่มขึ้นเร็วมาก

            เสียงกรีดลมดังขึ้นเล็กๆเป็นนักฆ่ามีดโค้งที่ลงมือโจมตี

            สองนักฆ่ามีดโค้ง คนหนึ่งกำมีดไว้ซ้ายมืออีกคนกำมีดไว้ขวามือ พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ดูคล้ายกันมากและระหว่างทั้งสองคนก็ดูเหมือนจะร่วมกันบุกโจมตีอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง หนึ่งซ้ายหนึ่งขวากลายเป็นประกายมีดรุนแรงสองสาย พุ่งตรงมาที่เอเลน่า

            ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!

            ฝูงชนต่างคิดว่าร่างอรชรอ้อนแอ้นนี้เป็นสาวงามมีความองอาจแปลกๆยามที่มือของนางสัมผัสกับธนูก็เกิดเสียงสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรวดเร็วในอากาศมีประกายสีฟ้าเย็นยะเยือกพุ่งออกมาสี่สายไม่มีใครเห็นว่าเอเลน่าดึงลูกศรออกมาตอนไหน นางเคลื่อนไหวเร็วมากราวกับมือเรียวสวยตั้งท่ายิงธนูไว้นานแล้ว ก่อนจะยิงลูกศรออกมา

            บรรยากาศหนาวเย็นที่แฝงมากับลูกศรเหมือนจะแช่แช็งได้แม้แต่อากาศเสียงฝ่าอากาศแหลมๆ ดังขึ้น

            ไม่มีใครสามารถมองเห็นความเร็วของลูกศรได้นักฆ่ามีดโค้งที่อยู่กลางอากาศ ใช้คลื่นของมีดปัดหัวลูกศรที่พุ่งเข้ามา

            แกร๊ง แกร๊ง!

            เสียงเหมือนก้อนน้ำแข็งแตกดังขั้นนักฆ่าทั้งสองคนก็พลันถอยกลับมา

            บนร่างของพวกเขามีชั้นน้ำแข็งสีฟ้าอ่อนบางๆ แพร่กระจายอยู่ ทันใดนั้นการเคลื่อนไหวของพวกเขาก็พลันช้าลง

            นี่คือลูกศรน้ำแข็ง

            ใครๆ ต่างก็คิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นนักธนูสาวยิงลูกศรได้เร็วขนาดนี้แม่นยำ โหดเหี้ยม การโจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถยึดครองความได้เปรียบมาได้

            คลื่นพลังธาตุไม้ของนักฆ่าระเบิดออก ชั้นน้ำแข็งบางๆ ก็ปริแตกก่อนจะละลายหายไป

            แต่พวกเขารู้ตัวว่าตอนนี้ร่างกายยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจและยังคงถูกแช่แข็งอยู่นี่เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา

            พวกเขาเป็นยอดฝีมือระดับสี่ดาวแม้ความแข็งแกร่งของพวกเขาจะไม่ได้ด้อยไปกว่ากับเอเลน่าแต่เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาต่างได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อยโดยเฉพาะตอนที่ถูกซุนเฟยโจมตีอย่างรุนแรงจนอวัยวะภายในบอบช้ำสองแขนของพวกเขาก็ได้รับบาดเจ็บหนักในตอนที่ต่อต้านซุนเฟย พลังจึงลดลงอย่างมาก ซึ่งในความจริงแล้ว ซุนเฟยก็เล็งเห็นถึงจุดนี้เช่นกันดังนั้นจึงได้วางใจให้เอเลน่าที่มีพลังเทียบเท่ากับนักรบสามดาวออกไปรับมือกับทั้งสองคน

            ตอนนี้ นักฆ่าทั้งสองคนต่างตกอยู่ในสถานการณ์คับขันอย่างมาก

            เพราะเอเลน่าไม่ปล่อยให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสเข้าประชิดร่างของนางธนูกระหน่ำยิงออกไป ‘ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว’ เหมือนจะทดสอบประสาทตาของทุกคนเสียงลูกศรน้ำแข็งฝ่าอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งห่าฝนกำลังตกลงที่หัวของสองนักฆ่าเอเลน่ามีประสบการณ์ในการต่อสู้กับพวกมอนสเตอร์ที่โลก Diablo มายาวนาน ทำให้เอเลน่าจับจังหวะการต่อสู้และข้อผิดพลาดของสองนักฆ่าได้

            พริบตาเดียวทั่วทั้งยอดเขาก็เต็มไปด้วยความหนาวเย็นเข้าปกคลุม เลือดที่ไหลเจิ่งนองอยู่บนพื้นก็ถูกแช่แข็งศพบนพื้นก็ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งสีฟ้าบางๆ คนที่มีพลังต่ำกว่าเอเลน่าพากันรู้สึกเย็นยะเยือก ซุยเฟยยืนอยู่ด้านหน้าแองเจล่า เจ็มม่า และเบสท์ เขาเปลี่ยนเป็น ‘โหมดจอมเวท’ ก่อนจะโคจรพลังเวทเพื่อรักษาอุณหภูมิรอบๆ ตัวไว้

            ผู้คนที่ได้ดูการต่อสู้ครั้งนี้ตอนนี้แทบจะลืมหายใจไปแล้วด้วยซ้ำ

            สามนาทีต่อมา ห่าธนูสีฟ้าที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าในที่สุดก็หยุดลง

            ร่างของนักฆ่าทั้งสองคนไม่มีลูกศรปักร่างแม้แต่ดอกเดียว

            พวกเขาแพ้

            ชั้นน้ำแข็งสีฟ้าปกคลุมร่างของพวกเขาทั้งสองคนต่างถูกไอความหนาวเย็นบนลูกศรน้ำแข็งแช่แข็งร่างโดยตรงแช่แข็งร่างของพวกเขาเป็นก้อนน้ำแข็ง ตอนนี้พวกเขากลายเป็นมนุษย์น้ำแข็งไปแล้ว ทั้งร่างถูกปกคลุมด้วยก้อนน้ำแข็งที่หนาประมาณห้าสิบเซนติเมตร พวกเขาหยุดหายใจไปนานแล้ว

            ฟุ่บ ฟุ่บ!

            เอเลน่ายิงลูกศรสองดอกสุดท้ายไป

            แต่ไม่ใช่ลูกศรน้ำแข็ง

            เป็นเพียงลูกศรธรรมดา

            ก้อนน้ำแข็งที่ห่อหุ้มร่างของนักฆ่าทั้งสองคนก็เริ่มแตกกระจายกลายเป็นเศษน้ำแข็งรวมไปถึงร่างของสองนักฆ่าที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เช่นกัน ร่างของพวกเขาถูกไอความหนาวเย็นรุกรานไปทั่วร่างจนร่างของพวกเขาเปราะบางมาก เพียงแค่เคาะเบาๆ ก็แตกกระจายเป็นชิ้นๆ แล้ว

            จนถึงตอนนี้ ทุกคนก็เพิ่งตระหนักได้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบ ยอดนักธนูสาวคนนี้ยังไม่ได้ขยับจากที่เดิมแม้สักนิดนางยังคงยืนอยู่ที่เดิมในขณะที่จัดการสองนักฆ่ามีดโค้งสี่ดาวระยะต้น  

            ช่างเป็นพรสวรรค์ในการต่อสู้และการจับจังหวะการต่อสู้ที่น่ากลัวมาก

            แม้แต่ยอดฝีมือที่กำลังโคจรคลื่นพลังรักษาตัวเองอยู่อย่าง ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’ อาร์ชาวินและสาวน้อยจื่อเยี่ยนทั้งสองคนก็ยังชำเลืองมองตาค้าง ยอดฝีมือทั้งสองคนต่างนิ่งเงียบเมื่อลองย้อนนึกถึงตัวเองแล้วพวกเขาต่างรู้ดีว่าตัวเองไม่ชำนาญในการจับจังหวะการต่อสู้เท่าไรนัก

            เมื่อทุกอย่างจบลงเอเลน่าก็เดินไปอยู่ที่ด้านหลังของซุนเฟย ทุกคนเองก็พลันได้สติกลับคืนมา

            ยอดฝีมืออีกหนึ่งคน!

            ความจริงแล้วเมืองแซมบอร์ดยังมียอดฝีมือแบบนี้อยู่?

            นางมาจากที่ไหนกัน?

            แม้แต่คนของฝั่งเมืองแซมบอร์ดบางส่วนก็ไม่เคยเห็นเอเลน่ามาก่อนพวกเขาต่างพากันมองนักธนูเวทมนตร์สาวแสนสวยอย่างแปลกใจไม่หยุดมีเพียงพัศดีโอเลเกร์ที่เห็นฉากนั้นแล้วอ้าปากค้างเป็นรูปตัวโอ ในใจคิดว่าโชคดีจริงๆ ที่ก่อนหน้านี้ตัวเองเป็นคนที่รักและเทิดทูนคุณย่ามาตลอดทำให้ตัวเองแคล้วคลาดภัยมาได้ทุกครั้งนี่คือยอดฝีมือที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาของจริง ยอดฝีมือระดับสี่ดาวถึงสองคนก็ยังถูกนางแช่แข็งจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งในชั่วพริบตา

            เมื่อนักฆ่าทั้งสองคนที่แข็งแกร่งที่สุดตายไปคนของฝั่งแพรีสที่เหลืออยู่ต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ ท่าทางเหมือนหมาถูกทิ้ง

            บางคนคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต

            “มีเพียงผู้กล้าหาญเท่านั้นถึงจะลงไปจากยอดเขาได้ ฮึๆ กล้ามาก่อกวนในพิธีราชาภิเษกของข้าไม่ใช่ว่าความกล้าของพวกเจ้าช่างล้นปรี่หรือ? วันนี้ข้าจะมอบโอกาสให้พวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งตอนนี้พวกเจ้าจงหยิบความกล้าหาญชาญชัยเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนของพวกเจ้าออกมาซะ ไม่ว่าใคร หากสามารถเอาชนะได้ก็ลงจากเขาไปได้ทั้งยังมีชีวิต!”

            เมื่อซุนเฟยพูดจบอัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสดร็อกบาที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นก็ก้าวมาข้างหน้า ยืนตระหง่านเหมือนยักษ์

            “ข้าก่อน!”

            เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าไม่ใช่ซุนเฟยที่สามารถสังหารยอดฝีมือระดับห้าดาวในพริบตาหรือนักธนูเวทมนตร์สาวที่มีพลังแข็งแกร่งที่น่าทึ่ง ทันใดนั้น นักรบระดับหนึ่งดาวบางส่วนก็แย่งกันวิ่งออกมาด้านหน้าเพราะต่อให้คนที่มีพลังแข็งแกร่งเพียงเล็กน้อยก็มองออกว่าคนที่ฝั่งเมืองแซมบอร์ดส่งออกมา ถึงแม้ว่าจะมีกล้ามเนื้อที่น่ากลัวไปหน่อย แต่บนร่างของเขากลับไม่มีความผันผวนของคลื่นพลังใดๆ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่ยอดฝีมือ

            คนส่วนใหญ่ที่มองเห็นโอกาสรอดต่างพากันทำหน้าเสียดายเมื่อเห็นนักรบคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าแย่งคนคนนั้นไปได้

            ชิ้ง!

            นักรบดึงดาบที่อยู่ข้างเอวตัวเองออกมาแม้ว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าจะอ่อนแอ แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท

            คนอื่นๆ พากันส่งสายตาอิจฉาไปให้นักรบคนนั้น

            แต่ไม่ช้าพวกเขาก็ไม่อิจฉาต่อไป

            กลายเป็นหวาดกลัวแทน

            พวกเขาเห็นนักรบคนนั้นยิ้มเหี้ยมออกมาขณะที่แทงไปที่ไหล่ของชายร่างยักษ์คนนั้น ทว่าชายคนนั้นกลับเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งยังยกมือขึ้นทุบไปที่หัวของนักรบคนนั้นจนแตกโผล๊ะออกมาประหนึ่งกำลังทุบแตงโมก็ไม่ปาน ทุกคนรู้สึกหนาวไปทั่วจิตวิญญาณ เห็นได้ชัดว่า ชายร่างยักษ์คนนี้เลียนแบบวิธีการต่อสู้ของราชาของตัวเองแม้ว่าจะถูกคนแทงเข้ามาที่ไหล่ แต่คิ้วของเขาก็ไม่แม้แต่จะขมวดสักนิดมิหนำซ้ำยังบดขยี้ชีวิตของนักรบระดับหนึ่งดาวตายคามืออีกต่างหาก

            นี่ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?

            หรือว่าคนของเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดกลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว

            ทุกคนต่างได้ยินเสียงฟันตัวเองกระทบกันดังกึกๆ

            พรูด!

            ดร็อกบาดึงดาบที่ไหล่ของตัวเองโยนทิ้งไฟจากนั้นก็เลียริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะใช้กำปั้นตัวเองทุบไปที่แผลบนร่างของตัวเองไม่กี่ทีทำให้เลือดไหลออกมา จากนั้นบนใบหน้าก็ปรากฏความพึงพอใจออกมา ไม่แม้จะรู้สึกเจ็บปวดเขาหันไปตะโกนว่า “คนต่อไปเข้ามา ฮ่าๆๆ!”

            กลุ่มคนตรงหน้าเริ่มแข้งขาอ่อน

            “เจ้าออกมา!” ดร็อกบาชี้ไปทางผู้คุ้มกันร่างสูงใหญ่แห่งอาณาจักรเซินฮัว

            ผู้คุ้มกันคนนี้ออกมาทั้งที่ตัวสั่นเหมือนกำลังถูกขู่ก็ไม่ปาน ทันใดนั้นเขาก็พลันร้องออกมาอย่างคลุ้มคลั่งเขาหมุนดาบในมือเหมือนกังหันลมแล้วโคจรคลื่นพลังสีแดงออกมาทั่วร่างก่อนจะพุ่งเข้ามาเหมือนสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บที่พร้อมจะสู้ตาย

            ปึง!

            หมัดเดียว

            ดาบของผู้คุมกันไม่ได้ผ่าร่างของดร็อกบาจอมเจ้าเล่ห์คนนี้แกล้งทำเป็นหลบดาบไม่ทัน ใครจะไปรู้ว่าเพียงพริบตาเดียวเขาจะออกหมัดชกเข้าที่หัวของผู้คุ้มกัน

            เดิมทีแล้วพลังของผู้คุ้มกันอยู่ในระดับหนึ่งดาว เพียงแต่สภาพจิตใจของเขาย่ำแย่มาก กลัวตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง บวกกับดร็อกบาเองก็แข็งแกร่งขึ้นหลังจากที่ดื่ม ‘น้ำยาฮัลค์’ พละกำลังของเขาเกินกว่าระดับคนปกติไปมากอีกทั้งยังเป็นคนมีไหวพริบ ทำให้หมัดนี้สามารถสังหารผู้คุ้มกันได้ในชั่วพริบตา

            เมื่อเห็นหมัดดร็อกบาชโลมไปด้วยเลือดและเศษสมองทุกคนก็พลันรู้สึกหนาวไปยันสมองอย่างควบคุมไม่ได้

            ป่าเถื่อน! ก้าวร้าว! โหดเหี้ยม!

            ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะย่นหน้าน้อยๆ จนมีรอยดำพาดผ่านบนหน้าผากหรือว่าดร็อกบามีความชอบแปลกๆ ในการทุบหัวคนอื่นกันนะ? นี่มันผิดปกตินะ! สงสัยต้องเปลี่ยนคนหน่อยแล้วไม่งั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจของพันธมิตรเมืองแซมบอร์ดเอาได้!

            “เจ้า....ออกมา” ดร็อกบาชี้นิ้วไปที่ฝั่งตรงข้าม

            กลิ่นเหม็นๆ ชวนให้คลื่นไส้ลอยออกมา เมื่อชายผู้โชคร้ายที่ถูกเลือกดันอุจจาระราด ก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้น

            ผ่านไปแค่ห้าหกนาที ก็มีนักรบห้าหกคนที่ถูกอัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสทุบสมองกระจายศพประมาณสี่ห้าศพนอนระเกะระกะบนพี้นข้างๆ ดร็อกบา ทว่าบนร่างของดร็อกบาก็มีแผลเหวอะหวะถึงสามแห่ง เลือดไหลซึมออกมาแต่ก็ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ใบหน้าดร็อกบาเองก็ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ

            ซุนเฟยเห็นว่าควรพอแล้วจึงโบกมือเรียกดร็อกบากลับมา

            ส่วนคนที่ไปแทนดร็อกบาก็คืออัศวินโกลด์เซนต์แคปริคอร์นเพียร์ซ

            ทีแรกทุกคนคิดว่าหลังจากที่เจ้าคนวิปริตที่ชอบทุบหัวคนอื่นออกไปแล้วนักรบคนใหม่ของเมืองแซมบอร์ดที่ออกมาก็คงจะเป็นคนปกติ แต่สิบนาทีต่อมารอบๆ ตัวของเพียร์ซต่างเต็มไปด้วยเศษเนื้อ องค์ราชาแห่งอาณาจักรเซินฮัวคณะทูตและพวกนักรบคนอื่นๆ ก็พากันสิ้นหวัง

            เจ้าคนหัวขาวมันวิปริตยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

            ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใครมันก็จะตะโกนเสียงดังว่า “องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ทรงพระเจริญ เอ็กซ์คาลิเบอร์!” ก่อนจะพุ่งเข้าไปจากนั้นคู่ต่อสู้ก็ถูกแยกร่างอย่างลึกลับ กลายเป็นเศษเนื้อตกลงบนพื้นเป็นพลังที่น่ากลัวมาก ชายผมขาวคนนี้เหมือนจะมีคลื่นดาบที่มองไม่เห็นที่คมกริบ ไม่ว่าจะหมวกเกราะโล่ หรือดาบอะไรก็ไม่อาจจะต้านได้ เห็นได้ชัดจากท่ามกลางซากเนื้อพวกนั้นจะมีเศษดาบหรือกระบี่ที่ถูกฟันเป็นชิ้นๆ ตกอยู่ด้วยทุกคนรู้สึกเพียงอย่างเดียวคือ อยากจะร้องไห้

            คนแรกชอบทุบหัวคนต่อมายังชอบหั่นร่างศพเป็นชิ้นๆ อีก!

            คนของเมืองแซมบอร์ดวิปริตขนาดนี้เลยหรือ?

            องค์ชายทุกราชอาณาจักรพลันน้ำตาคลอออกมา

            คนที่สามที่เดินออกมาคือ บรู๊ค

            ท่าทางของคนคนนี้ดูปกติมากไม่เหมือนเจ้าพวกวิปริตสองคนก่อนหน้านี้ ทว่าหลังจากที่บรู๊คผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างของ ‘น้ำยาฮัลค์’ ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นหากไม่ใช่คนที่มีระดับสองดาวระยะปลายขึ้นไปแล้วก็ไม่มีใครทำให้บรู๊ครู้สึกท้าทายสักนิดบรู๊คสังหารคู่ต่อสู้จนครบสี่ห้าคนก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ

            เจตนาของซุนเฟยก็คือต้องการให้เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาการของตัวเองได้มีโอกาสประลองฝีมือให้พวกเขาได้มีประสบการณ์ในการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการซ้อมรบที่กำลังจะมาถึง

            แน่นอนว่า ยังต้องการแสดงให้องค์หญิง ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’ อาร์ชาวิน และคนอื่นๆ ได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ด

            เห็นได้ชัดว่า เป้าหมายของซุนเฟยบรรลุแล้ว

            องค์ชายคณะทูต และผู้คุ้มกันที่เหลือของฝั่งแพรีสต่างก็ถูกนักรบและชายฉกรรจ์ของเมืองแซมบอร์ดสังหารอย่างไร้ความปรานีไปทีละคน แม้กระทั่งพัศดีโอเลเกร์ที่ได้รับบาดเจ็บหนักก็ยังสามารถสังหารผู้คุ้มกันของฝั่งตรงข้ามได้ถึงสองคนดวงตาขององค์หญิงและอาร์ชาวินที่เคืองโกรธในช่วงแรกๆไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกและเคร่งขรึมความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดอยู่เหนือจินตนาการของพวกเขามากถึงแม้ว่าอาร์ชาวินจะไม่พอใจอย่างมากที่ก่อนหน้านี้ซุนเฟยยอมปล่อยแพรีสไปง่ายๆ แต่เขาก็จำเป็นต้องปล่อยผ่านไปและพิจารณาดีๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์หลังจากนี้กับอาณาจักรบริวารระดับหกแห่งนี้

            สุดท้ายศัตรูที่เหลืออยู่บนยอดเขาก็มีเพียงแค่องค์ชายไม่กี่สิบคนของอาณาจักรอื่นๆ

            องค์ชายพวกนี้ แม้ว่าจะมีความแข็งแกร่งเล็กน้อยแต่พวกเขาก็ถูกประคบประหงมมาตั้งแต่เด็กๆ จะหาความกล้ามาจากไหน? พอถูกตะคอกใส่หน่อยก็ฉี่ราดร้องไห้หาแม่กันจ้าละหวั่น

            ตอนนี้ซุนเฟยก็ทบทวนเรื่องราวบางอย่าง...ก่อนจะส่งเบสท์ผู้ที่ไม่มีทั้งคลื่นพลังหรือเวทมนตร์ แม้กระทั่งความแข็งแกร่งก็ไม่มีออกไป

            “หรือว่าแม้แต่ชายชราที่เดินก็ยังไม่มั่นคงก็เป็นยอดฝีมือเช่นกัน?”

            ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’ อาร์ชาวินไม่รู้สึกถึงพลังใดๆ ในตัวของชายแก่หน้าหล่อคนนี้สักนิดแม้แต่ความแข็งแรงทางกายภาพก็ไม่มีหรือว่า พลังของชายแก่คนนี้จะแข็งแกร่งเกินกว่าที่ยอดฝีมือระดับหกอย่างเขาจะตรวจสอบได้ คิดเช่นนั้นอาร์ชาวินก็ยิ่งเคร่งเครียดเข้าไปใหญ่

            ใครจะรู้ว่า...

            “แฮ่มๆๆ!”

            ชายแก่หน้าหล่อกระแอมไอทีหนึ่งก่อนจะล่วงสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ช้าเร็วเกินไป “อืมหลังจากที่ได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วเนื่องจากพวกท่านได้มารบกวนพิธีราชาภิเษกของราชาพวกเรา ทำลายทรัพย์สิน เหยียบย่ำดอกไม้ แล้วยังทำให้เสียเวลาไปมาก...ดังนั้นคิดเป็นค่าเสียหายทั้งหมดสองแสนสามหมื่นเหรียญทอง หากพวกท่านยินดีที่จะชดเชยค่าเสียหายตามราคาที่บอกเพิ่มเป็นสองเท่า ราชาผู้มีเมตตาของข้าใจกว้างดุจมหาสมุทร ยินดีที่จะปล่อยพวกท่านจากไปอย่างมีชีวืต!”

            สิ้นประโยคนี้อาร์ชาวินถึงกับกระอักเลือดออกมาเพราะโคจรคลื่นพลังผิดจังหวะ

            ยอดฝีมือ

            ยอดฝีมือจริงๆ

            ยอดฝีมือในการต่อรองราคาที่หาได้ยาก

            แต่ประโยคนี้สำหรับเหล่าองค์ชายแล้ว มันคือเสียงกระดิ่งจากสวรรค์สายตาขององค์ชายทั้งหมดมองมาที่เบสท์เหมือนได้พบพระเจ้าเคราขาวใจดีพวกเขาทนไม่ไหวพากันโผเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาของชายแก่หน้าหล่อพลางร้องไห้โฮออกมา

            “ตกลง ข้ายินดีองค์ราชาอเล็กซานเดอร์มีเมตตาที่สุด กล้าหาญองอาจ ใจกว้างดุจมหาสมุทร...”

            สำหรับเหล่าองค์ชายแล้ว คำพูดของเบสท์เหมือนฝนตกลงมาในหน้าแล้ง ขอแค่ไว้ชีวิต จะกี่เท่าก็ยอม...ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าจำนวนเงินมันเกินจริงแต่ใครจะสนกัน

            ไม่มีใครต่อต้านสักนิดเหล่าองค์ชายต่างพากันแย่งลงนามสัญญาชดใช้กับเบสท์ เมื่อลงนามเสร็จก็ประทับรอยนิ้วมือลงไปด้วยตัวเองอย่างยินดีเพียงชั่วพริบตาเมืองแซมบอร์ดก็ได้รับ ‘ค่าปฏิกรรมสงคราม’ ถึงเกือบแปดแสนเหรียญทอง นับว่าโชคลาภหล่นทับจริงๆ

            เหตุการณ์นี้ แม้แต่องค์หญิงนาตาช่าที่ชาญฉลาดก็ยังรู้สึกคาดไม่ถึงเช่นกัน

            ง่ายขนาดนี้เชียว...หาเงินกันได้ง่ายขนาดนี้เลยหรือ?

            ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ต่างคาดเดาว่าด้วยนิสัยโหดร้ายของราชาน้อย เขาจะต้องไม่ยอมปล่อยให้หนีรอดไปได้สักคนใครจะไปรู้ว่าสุดท้ายเขาจะจัดการเรื่องราวแบบนี้ ช่างรอบคอบนัก แม้แต่ ‘นักบุญสาว’ องค์หญิงนาตาชายังดวงตาเป็นประกายอยากจะปรบมือให้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำไม่เพียงสามารถหลีกเลี่ยงความโกรธแค้นที่ยากจะแก้ไขได้กับบรรดาอาณาจักรอื่นๆยังสามารถหาเงินมาพัฒนาเมืองแซมบอร์ดได้อีก ยิงธนูดอกเดียวได้นกมาสองตัว!

            นางรู้สึกว่า ตัวเองยิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจกับความคิดของชายที่ชื่อว่าอเล็กซานเดอร์คนนี้

            ไม่ช้าองค์ชายและพวกที่มาด้วยกันกลายเป็นขอทานในชั่วพริบตาพัศดีโอเลเกร์จึงนำพวกเขาลงจากเขาไปคุมขังไว้ที่ ‘ห้องมืด’ ในเมืองจนกว่าจะได้รับ ‘ค่าปฏิกรรมสงคราม’ จากทุกอาณาจักรที่มากก่อกวนองค์ชายพวกนี้จะต้องอยู่ในฐานะตัวประกันชั่วคราวหากเมื่อใดทุกอาณาจักรนำเงินชดเชยมาให้ที่เมืองแซมบอร์ดแล้ว พวกเขาถึงจะถูกปล่อยออกจาก ‘ห้องมืด’

            พระอาทิตย์เคลื่อนขึ้นสู่ท้องฟ้าอุณหภูมิก็กลายเป็นอบอุ่นขึ้น

            บนยอดเขาตะวันออกเหลือเพียงคนของฝ่ายองค์หญิงและคนของเมืองแซมบอร์ด

            อัศวินที่องอาจนับสองร้อยคนตอนนี้เหลือไม่ถึงยี่สิบคนหัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคและนักรบสาวซูซานต่างก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยส่วนจื่อเยี่ยนและ ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’ อาร์ชาวินก็ได้รับบาดเจ็บหนักไม่แพ้กันพวกเขาทำได้แค่นั่งโคจรคลื่นพลังรักษาร่าง

            เดิมทีได้รับชัยชนะมหาศาลเช่นนั้นพวกอัศวินก็อยากจะโห่ร้องออกมา...

            แต่...

            บรรยากาศดูเหมือนจะไม่น่ายินดีเท่าที่พวกเขาคิด

            องค์หญิงก้มน้าลงไม่พูดสิ่งใดออกมาท่าทางเงียบขรึม

            และซุนเฟยเองก็ยืนมององค์หญิงและองค์ชายอาร์ชาวินอย่างเงียบๆโดยที่สีหน้าไม่ปรากฏร่องรอยความดีใจหรือสวามิภักดิ์ใดๆไม่แม้จะเคารพหรือยิ้มออกมา...

            มีเพียง...ความเย็นชาและดุร้าย

            ดวงตาของเขาดูเย็นชากว่าตอนที่มองแพรีสเสียอีก

            --------------------