“อู๊ย...”
จินป๋ายไช่ครางเสียงยาวนางรู้สึกแสบๆ คันๆ เพราะฤทธิ์ยาที่ เฟยเฟยทาให้ เฟยเฟยคือหญิงสาววัยสิบแปด ผู้รับหน้าที่เป็ทั้งบ่าวและคนคอยดูแลสุขภาพท่านยายเหม่ย
“ทนได้หรือไม่” นางเหม่ยถามหลานสาว
“ได้เ้าค่ะท่านยายเื่เล็กน้อยนัก” นางยิ้มเพื่อคลายความห่วงกังวลของหญิงชรา“เมื่อก่อนข้าเคยตกต้นไม้เพราะปีนขึ้นไปเก็บรวงผึ้งเลยปวดเคล็ดไปทั้งตัวต้องนอนอยู่บนเตียงตั้งหลายวันแน่ะ”
“ยังทำมาคุย” เฟยเฟยกระเซ้า ก่อนลุกไปเก็บยาเข้าหีบ
“ชีวิตเ้าที่ผ่านมาคงลำบากไม่น้อยเลย”นางเหม่ยกล่าวอย่างเวทนา
หญิงชราพอจะรู้จากจดหมายมาบ้างว่าจินป๋ายไช่นั้นต้องลำบากทำงานเกินกำลังมาั้แ่เล็กนางกำพร้าครอบครัวตอนอายุได้เพียงหกขวบเท่านั้นเจ็ดปีที่ผ่านมานางต้องเปลี่ยนครอบครัว ย้ายไปอยู่บ้านญาติๆ ร่วมห้าครอบครัวแล้วไม่ใช่ว่าเด็กสาวนิสัยไม่ดี เพียงแต่ว่าแต่ละครอบครัวก็ยากจนข้นแค้นมีลูกมีหลานที่ต้องเลี้ยงดูกันหลายชีวิตอยู่แล้วญาติที่สนิทชิดเชื้อต่างก็ล้มหายตายจากและติดต่อไม่ได้ จะว่าไปห้าครอบครัวนั้นก็เป็เพียงญาติห่างๆ ของนางเท่านั้น
จินป๋ายไช่คงคิดว่าการทำตัวให้เป็ประโยชน์จะทำให้ผู้ใหญ่เห็นค่าว่าน่าเลี้ยงนางไว้นางจึงต้องขยันขันแข็ง อดทนต่องานหนัก และทำทุกอย่างเพื่อเป็อีกแรงในการหาเงินเข้าบ้านให้กับทุกครอบครัวที่นางไปอาศัยด้วย
เมื่อหลายเดือนก่อนนางเหม่ยได้มีโอกาสพบญาติที่แต่งออกเรือนและกำลังจะย้ายครอบครัวไปอยู่ทางตอนใต้ไถ่ถามชีวิตความเป็อยู่กันค่อนวัน ทางนั้นก็เล่าชีวิตความเป็อยู่ของญาติแต่ละสายที่พอจะมีข่าวคราวให้ได้ยินว่าเป็เช่นใดจนมาหยุดอยู่ที่เื่ราวของจินป๋ายไช่นางได้ฟังเื่เล่าของเด็กสู้ชีวิตคนนี้แล้วก็พลันให้นึกถึงชีวิตแต่หนหลังของตน โชคดีที่ได้บ้านสกุลผายซื้อตัวไว้เป็บ่าวไม่เช่นนั้นนางคงถูกญาติใจร้ายคนหนึ่งบังคับขู่เข็ญขายนางให้หอนางโลมไปแล้ว
ชีวิตนางตอนนี้เข้าสู่วัยชราได้อยู่สุขสบายบ้านสกุลฟู่มีเมตตาเลี้ยงไว้เพราะเป็บ่าวของสะใภ้ที่ตายจากไปคุณชายใหญ่ก็ให้ความเคารพต่อนางเสมอญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทรัพย์สินเงินทองที่คุณชายให้ไว้และนางเก็บหอมรอมริบได้ส่วนหนึ่งนั้น นางอยากจะเอามาใช้ในการอุปการะเลี้ยงดูจินป๋ายไช่อยากจะมอบชีวิตใหม่ให้กับเด็กสาว สร้างบุญกุศลนี้ให้แก่นายสาวและบ้านสกุลฟู่นางจึงได้ปรึกษาฟู่ฟูเหริน และนายหญิงก็มิได้คัดค้านเดือนก่อนนางจึงส่งจดหมายไปตามที่อยู่ซึ่งญาติให้ไว้
ฟังน้ำเสียงเอื้ออาทรของท่านยายเหม่ยแล้วจินป๋ายไช่รู้สึกเต็มตื้นในหัวใจยิ่งนัก นางจึงเอ่ยตอบ
“ไม่ลำบากมากหรอกเ้าค่ะข้าโชคดีที่มีญาติๆ ใจดีรับเลี้ยงดู และตอนนี้ข้าก็ได้มาอยู่กับท่านยายแล้ว”
ต่อให้ลำบากแสนเข็ญสักเพียงใดการมองโลกในแง่ดีที่ติดตัวมาแต่กำเนิดก็มิเคยลบเลือนไปจากจินป๋ายไช่
“ขี้ประจบเห็นๆ เห็นทีเ้าคงมาแย่งความรักของท่านยายไปจากข้าแท้เชียว”เฟยเฟยเย้าขึ้น
“ฮ่าๆๆ...อุ๊ย!”เด็กสาวทำหน้ามุ่ย คิดว่าก้นของนางคงกำลังบวมเป็ผลแตงแน่ๆ
“วันนี้นอนแต่หัวค่ำก้นของเ้ายังจะต้องระบมไปอีกอย่างน้อยวันสองวัน” นางเหม่ยสรุป
“เ้าค่ะ ขอบคุณท่านยายขอบคุณพี่เฟยเฟย”
เพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการเดินทางติดต่อกันหลายวันซ้ำยังมาโดนตีด้วยความผิดที่ไม่สมเหตุสมผลของผู้ใหญ่บางคน จินป๋ายไช่ที่นอนคว่ำหน้าจึงพริ้มตาหลับอย่างว่าง่ายแต่ก่อนเปลือกตาจะปิดสนิทนั้น น้ำเสียงและความใจดีของนายท่านชุดสีน้ำเงินเข้มยังเด่นชัดในมโนสำนึกนางรู้สึกชอบและนับถือน้ำใจนายท่านผู้นี้ยิ่งนัก
จากนี้ไปอย่าให้ชีวิตนางต้องมีอุปสรรคใดๆอีกเลย พระโพธิสัตว์โปรดเมตตาผักกาดขาว[1]หัวน้อยๆนี้ด้วยเถิด เด็กสาวภาวนาก่อนปล่อยร่างกายและจิตใจเข้าสู่ห้วงนิทรา...
ล่วงเข้าเวลาสองยาม ในค่ำคืนที่เงียบงันที่ซุ้มสระบัวหลังเรือน เยวี่ยฉง ฟู่หลิงเฉินในชุดนอนตัวยาวทรุดนั่งลงบนก้อนหินริมสระบัวบัวทั้งหมดที่ปลูกในสระคือสายพันธุ์และสีที่ภรรยาของเขาชื่นชอบ ชายหนุ่มช้อนดอกบัวที่บานแย้มอวดเกสรภายในไว้บนอุ้งมือเสียงทอดถอนใจหนักหน่วง หวนคิดถึงเื่การดูตัวหาสะใภ้ของมารดาเมื่อหลายวันก่อน
ผ่านมาแล้วสองปีกว่าแต่เขาไม่เคยลืมนางอันเป็ที่รักได้สักคืนความโดดเดี่ยวอ้างว้างจากการสูญเสียเข้าจู่โจมเสมอเมื่อราตรีเข้ามาเยือนยามต้องล้มตัวลงนอน ม่านเตียงไหวโยนมองแล้ววังเวงยิ่งนักไหนจะความรู้สึกอ้างว้างกับผืนเตียงข้างกายที่ว่างเปล่าไร้เงาของนางที่เคยชิดใกล้จนทำให้เขาไม่อาจข่มตาหลับอย่างมีความสุขได้แม้สักคืน
ชิงซิน...นางทั้งสวยและอ่อนหวานยิ่งนักใช่เพียงนางมอบทายาทให้แก่บ้านสกุลฟู่เท่านั้น แต่ยังเก่งงานบ้านงานเรือนนางรู้จักพูดคุยและนอบน้อมเข้าหาผู้ใหญ่ถึงขนาดมารดาของเขาซึ่งแสดงท่าทางปั้นปึ่งแต่หนแรกยังยอมใจอ่อนในที่สุดชีวิตนางต้องเจอเื่ทุกข์ใจทุกข์กายมามาก ได้อยู่สุขสบายเพียงไม่กี่ปีนางประพฤติตัวดีถึงเพียงนี้ แล้วทำไม์ยังใจร้ายพรากนางไปจากเขาและลูกได้
สายลมหอบความเย็นมาต้องผิวกายวูบหนึ่งเป็อีกคืนที่คำถามของฟู่หลิงเฉินยังไร้คำตอบจากเบื้องบน...
บ้านสกุลฟู่ใหญ่โตเกินจะบรรยายถึงห้องหับทั้งหมดได้ในวันเดียวจินป๋ายไช่มาอยู่ที่นี่ได้เจ็ดวันแล้ว เวลาว่างเฟยเฟยจะพานางเดินซอกแซกทำความรู้จักและฝากตัวเบื้องต้นกับบ่าวไพร่ของสกุลฟู่ซึ่งมีจำนวนมาก ทั้งที่ทำงานรับค่าจ้างและขายตัวเป็สิทธิ์ขาดนางคิดว่าตัวเองคงต้องใช้เวลาจดจำกันไปอีกพักใหญ่กว่าจะจำชื่อและหน้าตาทุกคนได้หมด
จากคำบอกเล่าของท่านยายเหม่ยนายท่านที่เสียชีวิตไปแล้วมิได้แต่งภรรยาน้อยบ้านสกุลฟู่จึงมีทายาทซึ่งเกิดจากนายหญิงฟู่หลันเพียงสองคนหลังจากนายท่านเสียชีวิตกิจการโรงเตี๊ยมของครอบครัวก็ตกอยู่ภายใต้การดูแลของคุณชายใหญ่ แม้คุณชายขึ้นเป็หัวหน้าครอบครัวแต่เขายังคงยกอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองคนในบ้านไว้แก่มารดาเช่นเดิม
เรือนใหญ่เอ้อร์หลิวคือที่พำนักของฟู่ฟูเหรินคุณชายใหญ่กับบุตรชายแยกพำนักอยู่เรือนเยวี่ยฉงด้านตะวันออกของเรือนใหญ่เรือนนี้สร้างเป็เรือนหอของคุณชายและคุณหนูชิงซิน ส่วนคุณหนูอวิ๋นอี้นั้นแต่งงานออกไปอยู่บ้านสามีที่เมืองกวงซีญาติฝ่ายบิดาของคุณชายก็ล้วนแต่เป็คหบดีมีอันจะกินทำการค้าขายอยู่หลายเมือง
ห้องใหญ่ของชั้นล่างในส่วนลับตาของเรือนคือห้องของนางเหม่ยซึ่งนับว่ากว้างโอ่โถงและมีความเป็ส่วนตัวมากด้านหน้าของห้องถูกกั้นด้วยไม้ฉากฉลุลายงดงามไว้เป็ส่วนรับรองแขกด้านในนั้นนอกจากเตียงนอนของหญิงชราแล้วนางได้ตั้งเตียงสี่เสากั้นเป็สัดส่วนให้หลานสาวที่มุมหนึ่งของห้องโดยมีเตียงนอนของเฟยเฟยอยู่ใกล้กันแม้ว่าหลานนางจะเติบโตเข้าสู่วัยสาวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสามชีวิตก็คงอาศัยอยู่ในห้องเดียวกันได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่อย่างใด
[1] ป๋ายไช่ แปลว่า ผักกาดขาว