บทที่ 33 หลังจากร่ำรวย
เมื่อออกมาจากเรือนโยวหราน
ฝีเท้าของเจียงเซิงก้ราวกับล่องลอยอยู่เสมอ
หากเงินจำนวนเจ็ดตำลึงเมื่อวันก่อนทำให้นางตัวสั่นมือสั่น วันนี้โชคลาภมหาศาลห้าสิบตำลึงก็ทำให้เส้นผมนางเต้นระบำแล้ว
หลังจากเดินมาถึงมุมเปลี่ยวห่างไกลผู้คน เจียงเซิงก็หยิบห้าสิบตำลึงออกมาด้วยตัวสั่นเทิ้ม นางเกือบกัดลิ้นตัวเองหลายครั้ง “ทะ ท่านลุงจาง พวกเราควร ควรจะแบ่งกันอย่างไรดี”
จางฉีเฉวียนพูดตะกุกตะกักเช่นกัน “อะ อะไรก็ได้”
เจิ้งหรูเชียนตาโต รู้สึกว่าหากไม่พูดอะไรสักหน่อยจะดูไม่ดี
“ไม่ใช่ว่าพวกเราจะซื้อของหรอกหรือ” ฟางเหิงค่อนข้างใจเย็นกว่า “หลังซื้อของเสร็จแล้วค่อยแบ่งคนละครึ่งก็พอ”
จางฉีเฉวียนไม่คัดค้าน
เขาเป็กำลังหลักในการล่าเสือ แต่การขายสัตว์ที่ล่ามาได้ต้องพึ่งเด็ก ๆ พวกนี้ทั้งนั้น การแบ่งเงินคนละครึ่งจึงนับว่ายุติธรรมมาก
เจียงเซิงเองก็ไม่มีความเห็นอื่น นางรีบยัดเงินใส่อกเสื้อ รู้สึกถึงความสุขอันหนักอึ้งอีกครั้ง
“พวกเราจะซื้อเนื้อเยอะ ๆ แล้วก็ผ้าห่มผืนใหม่ให้แต่ละคน...”
นางกระตือรือร้นมาก ตอนกำลังเดินจึงพึมพำคำนวณไปด้วย
ทันใดนั้นแสงอาทิตย์กลับถูกบดบัง เงาร่างสองเงาขวางทางพวกเขาไว้
เจียงเซิงจกใจ รีบกอดถุงเงินในอก ทำท่าพร้อมสู้เป็ตาย
นางเพิ่งหาได้เงินมามากขนาดนี้เป็ครั้งแรก ดังนั้นต้องไม่ให้เกิดเื่ขึ้นเด็ดขาด มันสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของนางเสียอีก
จนกระทั่งเสียงของเจิ้งหรูเชียนเอ่ยขึ้นข้างกายอย่างสงสัย “เ้าสี่ เ้าห้า พวกเ้ามาได้อย่างไร”
โอ้ ที่แท้ก็เป็จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นนี่เอง
เจียงเซิงขาอ่อนยวบแทบทรุดลงกับพื้น
โชคดีที่ฟางเหิงประคองนางไว้ทัน เขากลั้นหัวเราะกล่าวว่า “อย่ากลัวเลย เป็คนของพวกเราเอง”
เจียงเซิงไม่พอใจ ผู้ใดจะคิดว่าพี่สี่กับพี่ห้าซึ่งควรอยู่เฝ้าวัดร้างจะโผล่มาที่อำเภอได้
“หลังจากพวกเ้าจากไปไม่นาน ผังต้าซานก็พาคนมาที่วัดร้าง รื้อค้นกองฟางทั้งหมด” เวินจืออวิ่นเล่าเสียงเศร้า “เ้าห้ากังวลว่าพวกเ้าจะเกิดเื่ จึงหาทางขึ้นเกวียนลามาที่นี่”
“ในเมื่อเห็นพวกเ้าไม่เป็อะไร พวกเราก็วางใจแล้ว”
ทุกคนพูดคุยกันพลางเดินออกจากตรอกเปลี่ยว กลับสู่ถนนใหญ่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน
เจียงเซิงนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “พี่สี่ พี่ห้า พวกท่านไม่มีเงิน แล้วขึ้นเกวียนผู้อื่นมาได้อย่างไร”
เวินจืออวิ่นอ้าปาก แต่กลับไม่ได้พูดอะไร
เขาไม่มีวิธี แต่เ้าห้า...ฉลาดมาก
ครั้งก่อนเขาโกหกว่าโจวจื้อเฉียงอาจเป็โรคเรื้อน บังคับขังอีกฝ่ายในห้องมืดไว้สองสามวัน หลังจากนั้นเวินจืออวิ่นก็ถูกโจวจื้อเฉียงไม่ชอบ
เขาไม่กล้าหาเื่ท่านหมอหนุ่มอีก แต่แม้ไม่กล้าหาเื่อย่างโจ่งแจ้ง ก็ยังลอบโยนงู แมลง หนู มด หรือไม่ก็มาปัสสาวะที่หลังวัดร้างเพื่อเป็การแก้แค้น
วันนี้จ่างเยี่ยนจึงจงใจสาดน้ำไปตรงที่เขามาปัสสาวะเป็ประจำสามครั้ง ทำให้พื้นตรงนั้นกลายเป็น้ำแข็ง
โจวจื้อเฉียงไม่ทันสังเกต เขานั่งยองลง ร่างกายที่ถูกฤทธิ์สุราครอบงำถูกพื้นแข็งยึดเหนี่ยวไว้ จนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อยู่นาน
เวินจืออวิ่นปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาอย่างทันท่วงที
ถึงแม้โจวจื้อเฉียงจะไม่พอใจ แต่ในระยะสิบหลี่นี้มีหมออยู่เพียงคนเดียว จึงได้แต่ทำหน้าหนาขอความช่วยเหลือ
ครั้งนี้เวินจืออวิ่นแสดงความเมตตา และ้าสี่เหวินตอบแทน
ทั้งสองใช้เงินจำนวนนี้จ่ายเป็ค่าเช่าเกวียนลา รีบเร่งมายังอำเภอ
ถึงแม้จะช้าไปสักหน่อย แต่พี่ชายน้องสาวยังไม่เป็อะไร ก็นับว่าโชคดีที่สุดแล้ว
เพียงแต่ขั้นตอนที่เงินจ่ายค่าเดินทางนี้มา เมื่อจ่างเยี่ยนไม่พูดถึง เวินจืออวิ่นเองก็ไม่กล้าเอ่ยปาก จึงอธิบายไปอย่างคลุมเครือ
โชคดีที่เจียงเซิงไม่ใช่คนชอบขุดคุ้ยจนถึงราก
“ในเมื่อมาแล้วพวกเราก็ไปซื้อของกันเถอะ วันนี้อยากได้อะไรก็ซื้อได้หมด”
วันนี้เจียงเซิงใจกว้างใจกว้างเป็พิเศษ
ตอนนี้กองฟางในวัดร้างถูกรื้อจนเสียหายไปแล้ว เช่นนั้นนางก็ต้องซื้อผ้าห่มให้ทุกคนคนละผืน รวมสิบสองผืน
แต่เกวียนลาเล็กจะบรรทุกพอหรือ?
ทว่าพวกนางก็สามารถจ่ายเงินเพิ่มอีกสองเหวิน ให้เ้าของร้านส่งถึงวัดร้างได้
อากาศหนาวเย็น เนื้อสัตว์และผักสามารถเก็บไว้ได้นาน
ไก่สองตัว เป็ดสองตัว มันเทศหนึ่งถุง ฟักทองสองลูก ผักกาดขาวสามต้น ต้นหอมสี่มัด หัวไชเท้าห้าลูก
เมื่อมองสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่มีอยู่เต็มเกวียน เจียงเซิงก็ยิ้มตาหยี
ชั่วชีวิตนี้ นางไม่เคยเห็นอาหารมากมายขนาดนี้มาก่อน
เมื่อผ่านร้านขนมไป กลิ่นหอมโชยตามลมมา เจียงเซิงนึกถึงขนมที่เคยซื้อให้เถ้าแก่ไป๋เมื่อครั้งก่อน ตอนนั้นนางยังไม่เคยได้ลิ้มลองเลย
ดังนั้นเด็กหญิงจึงตัดสินใจซื้อมาสองห่อ
เงินห้าสิบเหวินถูกแบ่งออก เจียงเซิงนับและส่งให้จางฉีเฉวียนยี่สิบห้าเหวิน
จางฉีเฉวียนบอกให้พวกเด็ก ๆ รออยู่ที่ทางแยก ส่วนเขาไปยังร้านเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงที่สุดในอำเภอ
ไม่นานนัก เขาก็กลับมาพร้อมกับปิ่นปักผมดอกเหมยในมือ
“ซุ่ยเอ๋อร์เกิดในวันที่ดอกเหมยบาน” เขายิ้มกว้าง “ปิ่นปักผมดอกเหมยนี้ต้องเข้ากับนางแน่นอน”
เกวียนลาเล็กบรรทุกสิ่งของกลับมาเต็มคัน
ระหว่างทางผ่านตลาด ผู้คนจำนวนมากอดใจไม่ไหวจนต้องแอบมอง
บางคนที่สนิทสนมกับจางฉีเฉวียนก็กล่าวทักทาย “นี่เป็ของที่กักตุนไว้กิน่ข้ามใหม่หรือ”
เจียงเซิงเพิ่งตระหนักได้ว่า ตอนนี้ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว
เมื่อกลับมาถึงวัดร้าง
จางฉีเฉวียนถือปิ่นดอกเหมยกลับบ้าน ฟางเหิงนัดหมายกับเขาว่าพรุ่งนี้จะขึ้นไปบนูเาไปวางกับดัก
เจียงเซิงกับเหล่าพี่ชายเก็บกวาดฟางข้าว
ถึงแม้จะซื้อผ้าห่มและฟูกนอนมาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่มีเตียง ยังคงต้องนอนบนพื้น
ก่อนหน้านี้นางพูดโออวดว่าจะทิ้งกองฟาง แต่จริง ๆ แล้วอากาศยังหนาวเย็น ผ้าห่มผืนเดียวอุ่นไม่พอ จำเป็ต้องใช้ฟางข้าวปูรองไว้ก่อนด้วย
โชคดีที่พี่ชายทุกคนไม่ปริปากบ่น อดทนปูฟางข้าวให้เรียบ จากนั้นวางที่นอนเรียงติดกัน และวางผ้าห่มทีละผืนไว้้า
มองดูแล้วก็เหมือนมีเตียงนอนใหญ่
เจียงเซิงดีใจรีบมุดเข้าไปตรงกลาง ห่อตัวั้แ่หัวจรดเท้าด้วยผ้าห่ม ในใจรู้สึกพึงพอใจและตื่นเต้น
นี่เป็ครั้งแรกที่นางมีผ้าห่มและฟูกนอนเป็ของตนเอง
กลิ่นเฉพาะตัวของผ้าห่มใหม่ชวนให้ทุกคนอดใจไม่ไหว
ตกกลางคืน
เจียงเซิงมองเนื้อที่ซื้อมาใหม่ ในที่สุดก็ไม่ได้ลงมือจัดการพวกมันตามคำพูดของเหล่าพี่ชาย
นางที่รู้สึกหิวจ้องมองขนมสองห่อ ลังเลอยู่หลายครั้ง แต่ก็อดกลั้นไว้
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะคิกคักอยู่ข้าง ๆ “เจียงเซิงน้อย เ้าจะกินไปสักสองคำก็ไม่มีใครว่าหรอก”
แต่เจียงเซิงเบือนหน้าหนี ฝังตัวกับผ้าห่มและที่นอนนุ่ม ๆ
“ไม่ ข้าจะรอพี่ใหญ่กลับมา”
ของดีเช่นนี้ต้องแบ่งกันทั้งครอบครัว
คืนนั้น สวี่โม่เดินฝ่าน้ำค้างกลับมาถึงวัดร้าง
เมื่อเห็นวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารอยู่เต็มพื้น ดวงตาของเขาโค้งสุขใจ วางกระดาษและพู่กันลง เริ่มลงมือเตรียมข้าวของ
ไก่ยังสดมาก การทำไก่ตุ๋นแดงดูจะสิ้นเปลืองไปสักหน่อย สู้ทำน้ำแกงไก่สักหม้อจะดีกว่า ทั้งยังไม่ต้องใส่อะไรมาก เพียงเติมเกลือไปลงสักเล็กน้อยก็อร่อยแล้ว
ทันทีที่เปิดฝา กลิ่นหอมก็โชยไปไกลเป็สิบลี้
เด็กน้อยทั้งหมดล้อมวงเข้ามา
วัดร้างไม่มีโต๊ะ พวกเขาจึงล้อมวงกินข้าวรอบเตาไฟ ความร้อนที่เหลือก้นหม้อยังช่วยขับไล่ความหนาวเย็นได้
ขนมที่เย็นชืดไปแล้วเข้ากันดีกับน้ำแกงไก่ร้อน ๆ
นับั้แ่พวกเขามารวมตัวกัน ครั้งนี้เป็มื้ออาหารที่อร่อยที่สุด
อีกทั้งยังเป็คืนที่อบอุ่นที่สุดเช่นกัน
พวกเขานอนบนฟูกนุ่ม คลุมผ้าห่มผืนใหม่ นอนเรียงกันบนพื้นในวัดร้าง คุยเล่นกันไปมา
เจียงเซิงหลับตาลง คนอื่น ๆ ก็ทยอยง่วงงุนตามกันไป
ด้านนอกลมพัดหวีดหวิว น้ำแข็งบนผิวน้ำค่อย ๆ แผ่ขยายจากขอบเข้าสู่ตรงกลาง ผลึกน้ำค้างเกาะกินพุ่มหญ้า ผู้คนที่เดินอยู่ข้างนอกต่างห่มผ้าให้มิดชิด
มีเพียงในวัดร้างเท่านั้นที่ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม
เปลวไฟในตะเกียงไหม้จนสุดไส้ ก่อนดับแสงลงและโลกทั้งใบพลันเงียบสงบ
