่เช้ายังคงเป็เช่นเดิม แสงอาทิตย์ไม่อาจสาดส่องลงกระทบพื้นได้ เมฆหมอกและไอเย็นแผ่นกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ พวกเราสามพ่อแม่ลูกได้ตื่นขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ด้วยเพราะนอนเตียงเดียวกัน หากใครขยับหรือลงจากเตียง ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้คนที่เหลือต้องตื่นนอนตามกัน
เวลาตื่นนอนถูกบันทึกลงร่างกายของทั้งพ่อและแม่แน่ๆ เพราะว่าทั้งๆ ที่ในกระท่อมมืดจนแทบจะมองไม่เห็น แต่ทั้งคู่กลับตื่นได้ถูกเวลาเสียจริง
อากาศในบ้านไม่ได้เย็นอย่างที่คิดไว้ แต่ก็ยังเย็นในระดับที่สามารถป้องกันด้วยเครื่องสวมใส่แล้วหายหนาว หลี่จินเดินไปจุดไฟที่เตาไฟ ต้มน้ำเพื่อล้างหน้า ก่อนที่ตงหยางจะทำการเปิดประตู และค่อยๆ เคลื่อนก้อนน้ำแข็งที่ปิดทางเข้าออกอย่างเบามือ
คลืดดด!! ฟู!!!!!!!!
ไอเย็นด้านนอกเข้าปะทะช่องประตูดัง ฟู!!!! ตงหยางรีบปิดประตูทันที ก่อนที่จะหันมาคุยกับหลี่จินผู้ภรรยา
“ด้านนอกลมแรงมาก พวกเ้าสองคนอยู่ข้างในบ้านก่อน ส่วนข้าจะไปหาท่านหัวหน้าสักครู่”
“ระวังตัวด้วยนะท่านพี่”
“ระวังตัวด้วยนะเ้าคะท่านพ่อ”
หลี่จินเริ่มทำกับข้าวง่ายๆ จากน้ำร้อนที่เหลือแบ่งจากน้ำที่ล้างหน้า พร้อมทำข้าวต้มที่ปรุงจากเนื้อแห้งและเกลือ จากนั้นจึงตักให้หนิงเอ๋อ และตนเอง
“ไม่รอท่านพ่อหรือเ้าคะ?”
“เ้ากินก่อนเถอะ จะได้เตรียมตัวออกนอกบ้านกัน หากรอพ่อเ้าก็จะช้าไปกันใหญ่”
“เ้าคะ”
ข้าวต้มเศษหมูแห้งกับเกลือ รสชาติก็เป็ไปตามที่คิดไว้ นอกจากจะมีเพียงรสเกลือเค็มๆ ก็ยังไม่พอทำให้อิ่มได้ จำต้องดื่มน้ำตามเข้าไปให้อยู่ท้อง
เมื่อได้กินแล้ว ก็ถึงคราใช้สมองหาวิธีเอาชีวิตรอดจากฤดูหนาวนรกแตกเสียก่อน หากต้องใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะต้องตายอีกรอบแน่ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ…หาข้อมูล
“ท่านแม่เ้าคะ เหตุใดพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่กันเ้าคะ?” ใช่แล้ว…เหตุใดถึงต้องเอาชีวิตมาเสี่ยง ณ ดินแดนแห่งนี้กัน
“หนีภัยแล้ง โจรป่า า บ้านเกิดเราได้พบกับทุกสิ่งที่แม่บอกเลยนะหนิงเอ๋อร์?”
“แล้วมันคุ้มค่าหรือเ้าคะ? ที่แห่งนี่มีแต่ความเหน็บหนาว เหตุใดจึงเป็ที่นี่หรือเ้าคะ?”
“ที่นี่คือดินแดนสุดท้ายที่พวกเราเดินทางมา ติดเทือกเขาสุดท้าย ดินแดนที่มีแต่สัตว์ิญญาที่มีพลังลมปราณ”
“อัตรายไม่ใช่หรือเ้าคะ?”
“แต่ที่นี่ก็ไม่มีา และโจรป่า แถมยังมีแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ ถึงแม้จะมีฤดูหนาวถึงสี่เดือนก็เถอะ”
สัตว์ิญญาที่มีพลังลมปราณ า กับโจรป่า ถ้าอ้างอิงตามที่ท่านเทพผู้สร้างว่ามา ก็ต้องมีผู้มีวิทยายุทธด้วย ชาวบ้านตาดำๆ ที่ไร้พลัง ก็ต้องหนีตายมาสุดชายแดดแบบนี้…เลี่ยงไม่ได้สินะ
“แล้วตอนนี้เป็เดือนหนาวเดือนที่เท่าไรแล้วเ้าคะ”
“เข้าเดือนสามแล้ว อีกเดือนกว่าๆ น้ำแข็งก็จะละลายแล้วละ”
“แบบนั้นแย่แน่เ้าค่ะ!”
“ทำไมหรือหนิงเอ๋อร์?!”
“เพราะกว่าจะหมดหนาวก็อีกเกือบสองเดือน แล้วพอหมดหนาวอีกสองสามเดือนถึงจะได้กินผลผลิตจากการเพาะปลูก แสดงว่าพวกเราต้องมีของกินเก็บไว้เกือบๆ ห้าเดือน แม้หิมะละลายอาจจะทำให้ล่าสัตว์ได้บ้างก็เถอะ”
“ถึงลูกจะพูดแบบนั้นก็เถอะ”
“มีสัตว์บางชนิดที่จำศีลได้ แต่่หิมะละลายนั้นอันตรายมาก เพราะสัตว์เ่าั้ล้วนแต่หิวโหย แถมพวกเรายังไม่มีแรงด้วยเพราะขาดแคลนอาหารการกิน ่หิมะละลายลูกเกรงว่าโอกาสที่พวกเราจะพบอัตรายจากสัตว์ร้ายมีสูงมากเลยเ้าคะ”
“มิน่า เมื่อหิมะละลายปีก่อน ถึงได้มีสัตว์ร้ายมากมาย หมู่บ้านเราเสียคนไปร่วมสิบ กว่าจะล่าสัตว์ได้แต่ละตัวก็มีแต่ตัวที่ผอมโซกันทั้งนั้น”
“ลูกว่าพวกเราต้องหาอาหารเพิ่มก่อนเ้าคะ”
“เราล่าตอนหิมะตกไม่ได้หรอกนะลูก”
“เอาไว้ลูกขอออกไปเดินดูรอบๆ หมู่บ้านก่อนนะเ้าคะ เผื่อจะคิดอะไรออกบ้าง”
“งั้น…เอาไว้รอพ่อเ้ากลับมาก่อนแล้วกัน”
(-)
เอียด!!!
“ข้างนอนลมแรงมากเลยอาหลี่” ตงหยางเปิดประตูเข้าบ้านมา แล้วเอามืออังเตาไฟ
“ท่านพี่ ท่านหัวหน้าเขาว่าอย่างไรบ้าง”
“เมื่อคืนมีพายุเข้าเหมือนกัน แต่ไม่มีใครเป็อะไร หนำซ้ำยังนอนสบายกันมาก”
“เช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะ”
“ท่านหัวหน้าบอกว่า ถ้าเขาไม่ตื่นมาปลดทุกข์ตอนกลางคืน คงไม่รู้ว่าพายุเข้า ต้องยกความดีให้กับหนิงเอ๋อร์แล้วละ”
มือเย็นๆ ของตงหยางลูบหัวหนิงเอ๋อร์อย่างเอ็นดู
“ลูกเย็นเ้าคะท่านพ่อ”
“อ่ะ โทษทีๆ”
“ฮ่า!!!”
เสียงหัวเราะของทั้งสามสะท้อนอยู่กลางสายลมเย็น จนผู้คนข้างนอกหันมายิ้มให้อย่างอบอุ่น
“หนิงเอ๋อร์ ท่านหัวหน้าอยากจะคุยกับเ้าสักหน่อย”
“ได้เลยเ้าคะ ลูกเองก็อยากจะชวนท่านพ่อออกไปเดินข้างนอกเช่นกัน”
“งั้นรอพ่อสักเดี๋ยว ให้พ่อได้กินข้าวก่อน เดี๋ยวพ่อจะพาไปหาหัวหน้า”
“เ้าคะ”
ผ่านไปครู่เดียว ตงหยางก็นำหนิงเอ๋อร์ขี่คอออกไปหาหัวหน้ากลุ่ม ทุกคนในกลุ่มค่อยๆ กวาดหิมะออกจากทางเดิน ก่อนแยกย้ายกันต้มน้ำจากหิมะหาฟืน เมื่อทุกคนเดินผ่าน ก็ทักหนิงเอ๋อร์ว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ หัวหน้า!” ทำเอาหนิงเอ๋อร์อายม้วนก่อนส่งยิ้มและทักทายกลับไป
เดินมาไม่นานก็ถึงกระท่อมรวมพลที่ใช้สำหรับประชุม ซึ่งเป็ที่เดียวกับที่หนิงเอ๋อร์มาเมื่อวาน
“ท่านลุงเฟย”
“มาแล้วๆ หัวหน้าตัวน้อย”
“นี่จ้ะน้ำชา”
“ขอบคุณเ้าคะท่านป้าซู”
“ขอบคุณขอรับพี่ซู”
หญิงวัยสามสิบปีใกล้เคียงกับเฟยฉี คือ ซูลี่ ภรรยาของหัวหน้ากลุ่ม เดินมาเสิร์ฟน้ำชาสองพ่อลูกด้วยรอยยิ้มแล้วจากไป
“มีอะไรจะปรึกษาหรือเ้าคะท่านลุง”
“ข้าจะมาขอบคุณเ้า ความคิดของเ้าทำให้หลายคนได้หลับสบายเชียวละ”
“มิได้เ้าคะ”
“แต่ข้าก็คิดว่ามันไม่สามารถใช้ได้ตลอดไปใช่หรือไม่?”
“เป็เช่นนั้นเ้าคะ เท่าที่ได้ตรวจสอบ หากน้ำแข็งละลายก็อาจจะทำให้บ้านเสียหายไปพร้อมๆ กันเ้าคะ”
“เพราะเหตุใดเล่า”
“ตอนนี้เราอาจจะโชคดีที่หิมะตกลงมาจะหนา ทำให้หลังคาเราทนต่อลมได้เล็กน้อย แต่ไม่ได้แปลว่าจะรับน้ำหนักได้นะเ้าคะ ตอนนี้ที่หลังคาบ้านแข็งแรงเป็เพราะน้ำแข็งได้ยึดกันไว้ หากปล่อยไว้ หลังคาอาจจะถล่มลงมาในฤดูหิมะละลายก็ได้”
“ถ้าเช่นนั้นคงต้องเตรียมซ่อมหลังคาสินะ”
“ไม่ทันการเ้าคะหากเราจะรอซ่อมตอนที่หลังคาเสียหายแล้ว แต่…ก็ไม่ได้แปลว่าหลังคาจะถล่มมาภายในเดือนนี้นะเ้าคะ”
“เช่นนั้นเราจะทำเช่นไรดี”
“แม้จะยากลำบาก แต่ค่อยๆ ช่วยกันสร้างบ้านใหม่กันเถอะเ้าคะ ผลัดกันช่วยกันสร้างไปทีละหลัง แล้วค่อยๆ สร้างบ้านที่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักของหิมะในฤดูต่อไปกันดีกว่าเ้าคะ”
“เลี่ยงไม่ได้สินะ”
“แต่เื่ที่เร่งด่วนก็มีนะเ้าคะ แต่ข้าไม่รู้ว่าจะพอจะมีทางออกหรือไม่”
“สิ่งใดที่เ้าหนักใจหรือ?”
“อาหารเ้าคะ”
“หนิงเอ๋อร์ เราไม่สามารถทำงานไร่ท่ามกลางหิมะได้หรอกนะ” ผู้เป็พ่อกล่าวขัด เพราะคิดว่าลูกสาวจะชวนออกไปทำไร่กลางหิมะอีก
“ลูกไม่ทำแบบนั้นหรอกเ้าคะ ลูกแค่คิดว่าจะลองไปเดินสำรวจรอบๆ สักหน่อย”
“งั้นหรือ” ตงหยางกำลังครุ่นคิดว่ามีสิ่งใดที่จะพาลูกสาวไปดูได้บ้าง
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็ห่วง ท่านแค่คอยคุ้มครองลูกก็พอ…นะเ้าคะ”
“ได้สิ พ่อจะปกป้องลูกเอง”
“ฮ่าๆ เื่นั้นลุงต้องขอฝากเ้าด้วยนะหนิงเอ๋อร์ แล้ว…บ้านที่เ้าจะให้ทำนั้นเป็เช่นไร”