เฉินม่อไป๋หัวเราะจนปวดท้อง หลายพันปีแล้วที่ไม่ได้รู้สึกสนุกแบบนี้ หลังจากปรับอารมณ์ให้เป็ปกติ เธอก็นำโถกระเบื้องไปขายยังสถานที่ที่เสิ่นอันบอก
มันเป็ร้านรับซื้อของโบราณที่สร้างเป็ตึกสองชั้น เมื่อเข้าไปก็จะพบกับวัตถุโบราณที่วางเรียงรายอยู่ในตู้ไม้ซึ่งกั้นด้วยกระจกใส ที่เด่นสุดตาก็คือภาพแขวนซึ่งเป็ภาพทิวทัศน์ของเมืองถานในยามเย็น ให้ความรู้สึกลึกลับทว่าร่วมสมัยอยู่พอสมควร
"พ่อหนุ่มมาขายของหรือ" ชายวัยกลางคนสวมแว่นตาทรงกลมขนาดเล็กกล่าวถามขึ้นเมื่อเห็นว่าในมือของเธอถือโถกระเบื้องเอาไว้ ผมของเขาถูกรวบเสยไปด้านหลังทั้งยังแต่งกายแบบประยุกต์แต่กลับดูไม่แก่เลยสักนิด
"ครับ ก่อนอาจารย์เสิ่นเสียชีวิต เขาบอกว่าคุณให้ราคายุติธรรมที่สุด" เฉินม่อไป๋เดินมาที่โต๊ะคิดเงินก่อนจะวางโถกระเบื้องลง
ชายวัยกลางเลิกคิ้ว ปกติแล้วคนนอกจะเรียกเสิ่นอันว่าปรมาจารย์เสิ่น จะมีก็แต่ลูกศิษย์เท่านั้นเรียกว่าอาจารย์ เขาจึงเริ่มมองประเมินชายหนุ่มคนนี้ใหม่อีกครั้ง "นายเป็ลูกศิษย์ของอาจารย์เสิ่นด้วยเหรอ ทำไมฉันถึงไม่รู้ นายได้มางานศพหรือเปล่า"
"ผมชื่อเฉินม่อไป๋ครับ อาจารย์เสิ่นรับผมเป็ศิษย์ก่อนเสียชีวิตแค่หนึ่งอาทิตย์เองครับ ตอนนั้นเขากำลังยุ่งกับการประมูลหยกจึงยังไม่ได้บอกเื่นี้แก่ใคร แถมผมเองก็ป่วยหนักพึ่งออกจากโรงพยาบาล" เฉินม่อไป๋หันไปได้หลังเพื่อให้ได้เห็นผ้าปิดแผลบนศีรษะ
จากนั้นหญิงสาวก็หลุบตามองเสิ่นอันเล็กน้อย เื่นี้เขาเป็คนบอกให้เธอพูดเอง อีกอย่างคือเธอพึ่งได้รับการยอมรับศิษย์เมื่อครู่นี้ด้วย ดังนั้นจึงไม่ถือว่าโกหกเพียงแค่เติมแต่งเนื้อเื่เข้าไปเท่านั้น
แววตาของเมิ่งหลานอ่อนลง เขาเชื่อว่าชายหนุ่มพูดเื่จริง เนื่องจากการประมูลหยกที่ว่า เขาเป็คนดำเนินเื่ให้เอง อีกทั้งยังไม่ได้บอกกล่าวแก่ใครจึงไม่มีคนรู้เื่นี้นอกเสียจากว่าอาจารย์เสิ่นเป็คนพูดให้ฟัง
"น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสทำความรู้จักกันตอนอาจารย์ยังมีชีวิต" เมิ่งหลานถอนหายใจด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
"นั่นสิครับ เขายังบอกเลยว่าหลังจากจบเื่ประมูลหยกจะพาผมมาทำความรู้จักกับศิษย์พี่ทุกคน อาจารย์เผาเื่พวกคุณไว้เยอะเชียวละ" เฉินม่อไป๋หัวเราะเบาๆ
"โถ่เอ๊ย อาจารย์นะอาจารย์ ก่อนตายยังจะมาเผาพวกผมให้ศิษย์น้องฟังอีก แย่จริงเชียว!" ถึงจะพูดเหมือนโกรธแต่ทว่าใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มลำลึกถึง
"จริงสิ แล้วนี่ศิษย์น้องเอาของมาขายสินะ มาเลย ฉันจะตีราคาให้" เมิ่งหลานกระตือรือร้นขึ้นมาทันใด
"ใช่ครับ แต่บอกไว้ก่อนว่าผมยังเรียนกับอาจารย์ได้ไม่กี่ครั้งเลยไม่แน่ใจว่าโถกระเบื้องใบนี้เป็ของโบราณรึเปล่า" เฉินม่อไป๋ยิ้มแห้ง
"ไม่เป็ไรหรอก ถึงนายจะเรียนได้ไม่นานแต่ก็เป็ลูกศิษย์ที่อาจารย์ยอมรับแล้ว ฉันเชื่อสายตา" เมิ่งหลานหัวเราะเมื่อฟังถ้อยคำที่ดูถ่อมตัว เขาอดรู้สึกดีให้กับชายหนุ่มเพิ่มขึ้นไม่ได้จริง ๆ
"ขอบคุณครับ" เฉินม่อไป๋รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย หากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาเลือกของจากความรู้สึกถูกชะตาคงไม่ยกย่องกันถึงขนาดนี้แน่
เมิ่งหลานตรวจสอบโถกระเบื้องอยู่ครู่หนึ่งก็สามารถตีราคาได้ เขาให้ราคาสูงถึงสามแสนสองหมื่นหยวนเลยทีเดียว
"จะรับเป็เช็คเงินสดหรือโอนธนาคารดีล่ะอาไป๋" หลังจากเมิ่งหลานได้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีพร์สมกับที่อาจารย์เสิ่นรับเป็ศิษย์จริงๆ เขาก็เปลี่ยนคำเรียกอย่างสนิทสนมทันที
"เป็เช็คเงินสดก็แล้วกันครับ" เฉินม่อไป๋ยิ้ม เขามีบัญชีธนาคารที่เจี้ยนลู่เปิดให้ แต่เพราะตอนนั้นเธอน่าเป็ห่วงเกินไป แม่เลยไม่ได้บอกเลขบัญชีและรหัสแก่เธอ
"ได้" เมิ่งหลานหยักหน้าก่อนจะหยิบสมุดเช็คขึ้นมาเขียนตัวเลขจำนวนหนึ่ง
"อะนี่ เก็บไว้ดี ๆ อย่าทำหายล่ะ" เมิ่งหลานมองเฉินม่อไป๋ด้วยแววตาเอ็นดู อาจารย์มักจะรับศิษย์ที่ประสบปัญหาด้านการเงินเสมอ ซึ่งชายหนุ่มตรงหน้าเองก็คงเป็เหมือนเขาเมื่อก่อนแน่นอน
"ขอบคุณครับ" เฉินม่อไป๋พยักหน้าแล้วรับเช็คมาเก็บไว้ในกระเป๋าเป้
หญิงสาวมองประเมินสีหน้าของศิษย์พี่คนนี้เล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น "ผมพอจะดูดวงเป็อยู่บ้าง ศิษย์พี่สนใจลองสักหน่อยไหมครับ"
เมิ่งหลานเลิกคิ้วแปลกใจ เขาไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมีความสามารถด้านนี้จริง ๆ แต่ก็พยักหน้าตกลงเพราะเห็นว่าน่าสนุกดี "เอาสิ"
เฉินม่อไป๋ยิ้ม จากนั่นก็แบมือไปด้านหน้า "ขอดูมือข้างที่ถนัดหน่อยนะครับ"
ชายวัยกลางคนไม่คิดอะไรมาก เขาวางมือลงบนมือของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวยิ้มก่อนจะจับมือของเมิ่งหลานเอาไว้ จากนั้นก็ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งของมืออีกข้างนวดคลึงลงบนนิ้วโป้ง นิ้วกลาง และนิ้วนางของเมิ่งหลานเป็ลำดับ ทั้งยังใช้พลังของตัวเองเสริมเข้าไปในการทำนายเพื่อให้แม่นยำยิ่งขึ้น
วิธีแบบนี้ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับเมิ่งหลานอยู่พอสมควร
หลังจากเงียบไปไม่กี่นาที เฉินม่อไป๋ก็พูดขึ้น "ดวงชะตาชีวิตของศิษย์เดิมทีค่อนข้างดีทีเดียว แต่กลับยากลำบากใน่แรก อ่า แหวนที่คุณเก็บไว้วงนั้น...ลองสวมมันไปเดินเล่น่เช้ามืดที่สวนสาธารณะใกล้บ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ดูนะครับ"
เมิ่งหลานได้ฟังคำพูดของคนตรงหน้าก็นิ่งอึ้งไป แหวนวงนั้นที่ว่าเป็สมบัติชิ้นเดียวที่เขามีก่อนจะถูกส่งให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาไม่เคยบอกใครแม้แต่ภรรยาเองก็ตาม เพราะคิดว่ามันไม่ได้สลักสำคัญกับชีวิตต่อจากนี้ของตนเองอีก
แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับรู้ได้อย่างไร!
หรือว่าอีกฝ่ายสามารถดูดวงได้จริง ๆ ?
"....อืม ดูเหมือนว่าภรรยาคุณจะสุขภาพไม่ดีเท่าไหร่จึงมีลูกยาก"
เฉินม่อไป๋เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้ม "วันนี้ภรรยาของศิษย์พี่จะโทรมาเื่หนึ่ง ถ้าเธอบอกให้คุณกลับบ้านเร็วหน่อยก็อย่ารีบร้อนเกินไปนะครับ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ขับรถตามปกติด้วย"
กว่าเมิ่งหลานจะหายใ เขาก็เห็นชายหนุ่มก้าวออกจากร้านไปแล้ว
สีหน้าของเมิ่งหลานสับสนอย่างถึงที่สุด ทันใดนั้นเองโทรศัพท์ของเขาก็แผดเสียงร้องขึ้น
เมื่อดูสายเรียกเข้าก็พบว่าเป็ภรรยาที่โทรมา ในใจก็เต้นรัวอย่างตะลึงงัน คำพูดของชายหนุ่มเมื่อครู่ย้อนกลับเข้ามาอัดสมองของเขาอีกรอบ
"วันนี้ภรรยาของศิษย์พี่จะโทรมาเื่หนึ่ง ถ้าเธอบอกให้คุณกลับบ้านเร็วหน่อยก็อย่ารีบร้อนเกินไปนะครับ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ขับรถตามปกติด้วย"
เมิ่งหลานกดรับสายด้วยมืออันสั่นเทาพร้อมกับกรอกเสียงลงไปให้ดูปกติที่สุด "โทรมามีอะไรเหรอที่รัก"
"คุณปิดร้านแล้วกลับมาบ้านตอนนี้เลยได้ไหม ฉันมีเื่จะบอก!" น้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนกังวล
"มีเื่อะไรรึเปล่า บอกผมผ่านโทรศัพท์ก็ได้นี่" เมิ่งหลานพยายามสะกดไม่ให้เสียงตัวเองสั่น
"ฉันอยากพูดต่อหน้าคุณมากกว่า...ช่างเถอะ ไม่กลับตอนนี้ก็ได้ แต่ตอนเย็นฝากซื้อผลไม้กับอาหารมาเยอะหน่อยล่ะ" เสียงปลายสายฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อย
"ไม่เป็ไร ๆ เดี๋ยวผมกลับบ้านเลยดีกว่า คุณรอหน่อยแล้วกันนะ" เมิ่งหลานพูดอย่างรีบร้อน
หลังจากวางสายก็เร่งปิดร้านแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านทันที เขายังจำคำที่เฉินม่อไป๋พูดได้ว่าให้หลีกเลี่ยงเส้นทางขับรถตามปกติ ดังนั้นจึงอ้อมไปอีกเส้นทางหนึ่งที่ไกลกว่าเล็กน้อย
ทว่าขับไปได้ไม่กี่่ตึกก็ได้ยินเสียงะเิดังขึ้น
หัวใจของเขาตกไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อลองมองในกระจกมองหลังก็ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นรถขนแก๊สที่ขับนำหน้าเขาเกิดไฟลุกท่วม คาดว่าเป็ถังแก๊สะเิ
เมิ่งหลานจำไม่ได้เลยว่าขับรถกลับมาถึงบ้านได้อย่างไร รู้ตัวอีกทีก็ได้ยิงเสียงเคาะกระจกรถข้างคนขับแล้ว
"คุณนั่งทำอะไรในรถตั้งนานสองนานน่ะ ออกมาได้แล้ว" หลิงอ้ายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
เมิ่งหลานกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะปั้นสีหน้าให้เป็ปกติ
หลังจากเข้ามาในบ้านเขาก็ถามภรรยา "คุณมีเื่อะไรจะพูดเหรอ"
หลิงอ้ายดูท่าทางกระตือรือร้นอย่างผิดปกติ เธอเดินไปหยิบของบางอย่างขึ้นมาจากโต๊ะแล้วชูให้เขาดู
เมื่อเมิ่งหลานได้เห็นสิ่งนั้นก็ถึงกับผงะไป ทุกครั้งเขาจะเห็นขีดสีแดงเพียงขีดเดียว แต่นี่กลับมีถึงสอง!
ขณะนั้นคำพูดของเฉินม่อไป๋ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"...อืม ดูเหมือนว่าภรรยาคุณจะสุขภาพไม่ดีเท่าไหร่จึงมีลูกยาก...วันนี้ภรรยาของศิษย์พี่จะโทรมาเื่หนึ่ง..."
ตอนนั้นชายหนุ่มเหมือนจะยิ้มที่ดูมีลับลมคมในออกมาด้วย หรือจะรู้ว่าภรรยาเขาตั้งท้องแล้ว!
ไอ้หยา! นี้เขาได้พบกับผู้วิเศษจริง ๆ เหรอเนี่ย!
เมิ่งหลานทั้งตื่นเต้นเื่ลูกและเื่ที่ได้พบเจอมาในวันนี้อย่างถึงที่สุด เขาถึงขนาดอดไม่ได้ที่จะเล่าให้ภรรยาฟัง
หลังจากที่เมิ่งหลานเล่าเื่นี้จบ ภรรยาของเขาก็มีท่าทีตกตะลึงตามคาด
"คุณมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่ออาจารย์หนุ่มคนนั้นหรือเปล่า ถ้ามีก็รีบเอามาเร็ว ฉันอยากจะดูดวงให้ลูกสักหน่อย!" หลิงอ้ายพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ทว่าเมื่อหลานกลับชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามของภรรยา เขายิ้มอย่างประหม่าก่อนจะพูด "ผ ผมลืม แหะ ๆ "
หลิงอ้ายอ้าปากค้าง จากนั้นก็ทุบตีเขาไปยกหนึ่ง "คุณนี่มันจริง ๆ เลย เขาเป็ถึงศิษย์น้องไม่ใช่รึไง ทำไมถึงไม่ขอเบอร์โทรเอาไว้ หา!"
"โอ๊ยๆ ก็ตอนนั้นมันคิดไม่ทันนี่ คุณเบาหน่อย เดี๋ยวก็กระทบลูกหรอก!"
มือที่กำลังทุบตีสามีหยุดชะงักลงทันใด เมื่อนึกถึงลูกในท้องก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด