“ถวายบังคมแม่บุญธรรม” ไป๋ซีอวิ๋นจับมือฉีเมี่ยวสองคนทำความเคารพสูงสุดพร้อมกัน
ว่านกุ้ยเฟยพิงโต๊ะค้ำบนเตียงหลัวฮั่นอย่างเอื่อยเฉื่อยมองมาอย่างเรียบเฉย ดวงตาเย็นชา แต่ราวกับแฝงไว้ด้วยอารมณ์มากมาย เอ่ยปากก็ชดช้อยซึมซาบถึงกระดูก“ลุกขึ้นมานั่งเถอะ”
ไป๋ซีอวิ๋นดึงฉีเมี่ยวนั่งลงบนเก้าอี้พนักพิงโค้งฝั่งหนึ่ง
“เหตุใดจาวเกอเอ๋อร์มาด้วย”
“วันนี้เมี่ยวเอ๋อร์เข้าวังครั้งแรก กลัวล่วงเกินแม่บุญธรรมจึงพานางมา”
“กลัวล่วงเกินอะไร ข้าไม่ใช่ภัยพิบัติสัตว์ร้ายเสียหน่อย แค่มองยังกินนางได้หรือ”ว่านกุ้ยเฟยหน้าตาอมยิ้ม ราวกับพบว่าไป๋ซีอวิ๋นรู้จักเอาใจใส่ภรรยาช่างน่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อมองฉีเมี่ยวก็สังเกตมากขึ้น “เจ้าคือคุณหนูสามสกุลฉี?”
“ทูลพระสนม ใช่แล้วเพคะ”
“เรียกข้าว่าแม่บุญธรรมตามจาวเกอเอ๋อร์เถอะ”
“เพคะ ขอบพระทัยแม่บุญธรรม” ฉีเมี่ยวยิ้มทำความเคารพ
ว่านกุ้ยเฟยก็พูดว่า“หน้าตาท่าทางก็ดูดี เพียงแต่ เหตุใดข้าได้ยินว่าก่อนออกเรือนเจ้ายังฆ่าตัวตายหรือว่าลูกบุญธรรมของข้ายังไม่คู่ควรกับเจ้า?”
น้ำเสียงของนางยังคงเรียบเฉยแต่ความน่าเกรงขามที่เผยออกมาโดยไม่ตั้งใจทำให้ในใจฉีเมี่ยวกังวล แอบคิดว่าการใช้ชีวิตในวังสมัยโบราณไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอนสตรีที่เป็นพระชายาคนโปรดของฮ่องเต้ได้ย่อมไม่ใช่สตรีธรรมดา ประโยคเดียวถ้าตอบไม่ถูกต้องเป็นไปได้มากว่าจะผูกใจแค้นกลายเป็นบ่อเกิดแห่งภัยพิบัติ
ฉีเมี่ยวกำลังจะพูดไป๋ซีอวิ๋นก็พูดว่า “แม่บุญธรรม ในนี้มีลับลมคมใน”
ว่านกุ้ยเฟยกลอกตาขาวใส่ไป๋ซีอวิ๋น“ให้นางพูดเอง เจ้าพูดแทรกอะไร”
“ข้ากลัวเมี่ยวเอ๋อร์พูดไม่ดียั่วโมโหท่านไม่ใช่หรือ”แม้เสียงของไป๋ซีอวิ๋นไม่นับว่ามีเรี่ยวมีแรง แต่ไม่กี่วันนี้ได้บำรุงรักษา เขาไม่ใช่ขยับนิดหน่อยก็หอบหายใจหืดหาดอีกแล้ว
เห็นเขามีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ว่านกุ้ยเฟยหน้าตาผ่อนคลายขึ้นมาก ในคำพูดก็แฝงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “กลัวยั่วโมโหข้า? ข้าว่าเจ้ารักสงสารภรรยา ในหมู่ชาวบ้านมีประโยคหนึ่งพูดว่าแต่งภรรยาลืมแม่คงเป็นเรื่องจริง”
จากมุมมองของฉีเมี่ยวประโยคนี้ของว่านกุ้ยเฟยก็คือการตำหนิสองแง่สองง่าม
ไป๋ซีอวิ๋นกลับยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน“แม่บุญธรรมทรงเลี้ยงลูกดี ลูกไม่มีวันลืม”
ว่านกุ้ยเฟยยิ้มแย้ม“ช่างเถอะ งั้นเจ้าพูดแทนฉีซื่อหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างไรเสียเจ้าพูดอย่างไรข้าก็เชื่ออย่างนั้น”
‘พูดจาไพเราะอ่อนหวาน’ประโยคเดียวก็จัดการกุ้ยเฟยที่เดิมทียังปากไม่ตรงกับใจอยู่บ้างได้?
ฉีเมี่ยวอดไม่ได้ที่จะแอบรู้สึกทึ่งกับความสามารถของไป๋ซีอวิ๋นและความรักใคร่ที่ว่านกุ้ยเฟยมีต่อเขา
ไป๋ซีอวิ๋นพูดถึงเรื่องพวกนั้นเล่าทุกอย่างโดยละเอียด พูดแม้แต่ข้อตกลงสกปรกระหว่างฉีหย่งกับอานลู่โหว
ฉีเมี่ยวหน้าร้อนผ่าวลอบสังเกตสีหน้าว่านกุ้ยเฟย กลับเห็นพระสนมยังคงเพียบพร้อมสง่างาม ราวกับไม่รู้สึกว่าเรื่องพวกนั้นมีอะไรเมื่อไป๋ซีอวิ๋นพูดจบก็พยักหน้าพูดว่า “ข้ารู้แล้ว”
ฉีเมี่ยวยิ่งอับอาย
แม้ไม่ใช่ความผิดของนางแต่อย่างไรเสียนางก็เป็น ‘บ่อเกิดแห่งภัยพิบัติ’ของเรื่องราว
ว่านกุ้ยเฟยหันไปถามว่า“ข้าเห็นเจ้ามีสีหน้าดีกว่าเมื่อก่อน วิชาแพทย์ของเมี่ยวเอ๋อร์ได้ผลจริงใช่หรือไม่”
คำเรียกขานเปลี่ยนไปทำให้ฉีเมี่ยวปลาบปลื้ม ในใจรู้ว่ากุ้ยเฟยเชื่อคำพูดของไป๋ซีอวิ๋น ไม่รังเกียจนางแล้ว
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพูด“ลูกเชิญหมอมาพักอยู่ในจวน รวมทั้งเมี่ยวเอ๋อร์ดูแลข้าด้วยตนเองอย่างละเอียดหนึ่งวันสามมื้อยามนี้ล้วนเป็นอาหารบำรุงสุขภาพที่นางจัดเตรียม ลูกรู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ”
“งั้นก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องกังวลทั้งวัน”ว่านกุ้ยเฟยหันไปยิ้มให้ฉีเมี่ยว รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนเพริศแพร้ว น้ำเสียงก็อ่อนโยนมากขึ้น“เมี่ยวเอ๋อร์ วันหน้าจาวเกอเอ๋อร์ยังต้องดูแลให้มาก”
“เป็นหน้าที่ของหม่อมฉัน เป็นสิ่งที่ควรทำ”ฉีเมี่ยวยิ้มพูด “ขอเพียงอาจาวสุขภาพดีขึ้น ชีวิตถึงมีความหวัง”
“ใช่แล้ว เขาหายดี ชีวิตถึงมีความหวัง”ว่านกุ้ยเฟยพึมพำ จากนั้นสั่งว่า “ซุนเต๋อเฉวียน สั่งห้องเครื่องจัดเตรียมอาหารกลางวันข้าจะให้อานลู่โหวซื่อจื่อและภรรยารับประทานอาหาร เตรียมอาหารรสอ่อนอบอุ่นมากหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”ซุนกงกงทำความเคารพออกไป
ว่านกุ้ยเฟยพูดคุยเรื่องทั่วไปกับฉีเมี่ยวและไป๋ซีอวิ๋นอย่างอ่อนโยนต่อไป
ซุนกงกงออกไปสั่งจงใจเดินผ่านห้องข้างนอก ยืนอยู่ในลานตำหนักสั่งข้ารับใช้ “ไปห้องเครื่องสั่งอาหาร กุ้ยเฟยจะให้ไป๋ซื่อจื่อสามีภรรยารับประทานอาหาร”
อานลู่โหวฮูหยินนั่งตัวตรงบนที่นั่งข้างน้ำชาในถ้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบลงยาในมือซึมซาบสู่ร่างกาย สูญเสียรสชาติของชา มิใช่ว่านางดื่มชามากถึงเพียงนี้ในครั้งเดียวจิบเล็กจิบน้อยจนถึงยามนี้ก็เริ่มดื่มต่อไปไม่ไหว เห็นได้ว่าว่านกุ้ยเฟยเพิกเฉยนางนานเพียงใด
อานลู่โหวฮูหยินใช้การไม่ได้เพียงใดอยู่ในจวนนอกจากเหล่าไท่จวินก็เป็นนายหญิง ไป๋หย่งชุนมีเรื่องละอายใจต่อนาง ซ้ำยังคร้านจะยุ่มย่ามเรื่องในจวนย่อมไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งของนาง ชาตินี้จะเคยถูกเพิกเฉยเช่นนี้ได้อย่างไร
เดิมทีคับแค้นใจก็น่าโมโหมากพอแล้วซุนกงกงยังตะโกนให้ห้องเครื่องจัดเตรียมอาหารกลางวันอีก
อานลู่โหวฮูหยินที่ควบคุมตนเองไม่ได้อีกต่อไปลุกขึ้นยืนออกแรงเล็กน้อยวางถ้วยชา
ได้ยินเสียงถ้วยชากระทบโต๊ะซุนกงกงเดินเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า “โอ๊ย อานลู่โหวฮูหยิน นี่เป็นอะไรไปบ่าวรับใช้ไม่ทั่วถึงหรือไม่”
คำตำหนิมาถึงข้างปากแล้วแต่จางซื่อยังหลงเหลือสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง ข่มกลั้นอารมณ์ถามว่า “ยามนี้กุ้ยเฟยทรงว่างแล้วหรือไม่”
ซุนกงกงยิ้มพูด“อานลู่โหวฮูหยินโปรดรออีกเดี๋ยว ท่านก็รู้ว่ากุ้ยเฟยทรงงานยุ่ง”
ทรงงานยุ่ง? ยุ่งถึงเพียงนั้นยังเจอไป๋ซีอวิ๋นกับฉีเมี่ยวก่อน จากนั้นสั่งอาหารท่าทางจะร่วมกินข้าวด้วยกันเหตุใดไม่ว่างพบนาง นางไม่ได้อยากมาเองเสียหน่อย ไม่ใช่ว่านกุ้ยเฟยถ่ายทอดราชโองการให้นางเข้าวังเอง? เข้าวังแล้วเพียงยกชาให้ทิ้งไว้ที่นี่ มองคนรุ่นหลังทั้งสองเข้าไปพูดคุยก่อนนี่ไม่ใช่ตบหน้านางจะเรียกว่าอะไร
เพิกเฉยอย่างชัดเจนเช่นนี้จางซื่อข่มกลั้นความโกรธไม่ได้จริงๆ น้ำเสียงก็แหลมสูงอยู่บ้าง “ถ้าว่านกุ้ยเฟยทรงไม่ว่าง วันนี้ข้าคงต้องกลับก่อนแล้ว เดี๋ยววันหลังค่อยมาใหม่”
ซุนกงกงได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ้มพูดว่า“ถ้าอานลู่โหวฮูหยินมีเรื่องยุ่งในจวนย่อมกลับไปก่อนได้เพียงแต่ให้บ่าวพูดสักหน่อย บ่าวรับใช้กุ้ยเฟยมานานถึงเพียงนี้ ยังไม่เคยเห็นฮูหยินสกุลใดรับราชโองการเข้าวังมาแต่ไม่รอเข้าเฝ้าพระสนมก็กลับไปก่อน”
ที่จริงสิ่งที่ซุนกงกงกล่าวมานั้นจางซื่อจะไม่รู้ได้อย่างไรเพียงแต่นางรับไม่ได้กับการเพิกเฉยอย่างชัดเจนเช่นนี้ ข่มกลั้นอารมณ์ไม่ได้เท่านั้น
“รอต่อไป พระสนมยังทรงให้ข้าเข้าเฝ้า?”
“ถ้าท่านคิดเช่นนี้ งั้นก็เชิญกลับไปเถอะ บ่าวสั่งคนไปเตรียมรถให้ท่าน” ซุนกงกงก็ไม่รั้งจางซื่อมากเท่าใด ซ้ำยังอมยิ้มพูดคุยเสมอ หันหลังจะไปสั่งให้คนเตรียมรถ
ชั่วเวลาความคิดแวบเข้ามาจางซื่อรีบเอ่ยปากขัดขวาง “ช่างเถอะ ข้ารออีกหน่อย โอกาสที่ว่านกุ้ยเฟยเรียกเข้าเฝ้าหาได้ยากนักนี่ก็เพื่อเข้าเฝ้ากุ้ยเฟย ถ้าเป็นผู้อื่นข้าไม่รอหรอก”
ซุนกงกงขบขันในใจทว่าภายนอกยังคงนอบน้อมยิ่งนัก “งั้นบ่าวไปสั่งยกชามาให้ท่านอีก”
ซุนกงกงทำความเคารพแล้วก็ไปสั่งคนเตรียมชา
ในตำหนักปีกไป๋ซีอวิ๋นและฉีเมี่ยวร่วมกินอาหารกลางวันกับว่านกุ้ยเฟยเสร็จ ว่านกุ้ยเฟยก็พูดว่า“จาวเกอเอ๋อร์สุขภาพไม่ดี กินอาหารกลางวันเสร็จย่อมต้องเหนื่อยล้าไม่สู้นอนกลางวันที่นี่สักหน่อย?”
ไป๋ซีอวิ๋นรีบพูดว่า“น้ำพระทัยของแม่บุญธรรมเดิมทีไม่ควรปฏิเสธ แต่ท่านก็ทรงงานยุ่งยิ่งกว่านั้นอย่างไรเสียลูกก็เป็นบุรุษนอก พาครอบครัวมานั่งที่นี่สักพักยังดี แต่อยู่นานก็ไม่ดีแล้ว”
ว่านกุ้ยเฟยถอนใจเบาๆ
เดิมทีนางก็เกิดมาหน้าตางดงามบอบบางทำให้คนนึกสงสารอยากปกป้อง บัดนี้ทอดถอนใจ ยิ่งทำให้ฉีเมี่ยวนึกถึงเรื่องจุดไฟหลอกเจ้าแคว้นเพื่อรอยยิ้มหญิงงามที่จริงเพื่อหญิงงามเช่นนี้ก็เข้าใจได้
ว่านกุ้ยเฟยถึงอย่างไรก็ไม่ใช่คนเซ้าซี้นางสั่งซุนกงกงไปจัดเตรียมรถม้า ส่งฉีเมี่ยวและสามีออกไป
ขณะที่ฉีเมี่ยวกับไป๋ซีอวิ๋นจับมือออกมาเดินผ่านข้างหน้าเห็นอานลู่โหวฮูหยินยังนั่งดื่มชาอยู่ตรงนั้น
ฉีเมี่ยวอดยิ้มอย่างนิสัยเสียไม่ได้รอนานถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงดื่มน้ำชาไปมากแล้ว ไม่รู้เข้าห้องส้วมไปตั้งกี่ครั้ง อีกทั้งถ้าอานลู่โหวฮูหยินเป็นคนไม่แสดงออกทางสีหน้านางอาจยังไม่รู้สึกอยากหัวเราะถึงเพียงนั้น ที่สำคัญคือยามนี้สีหน้าขมขื่นฝืนกลั้นทำเป็นสบายดีของอานลู่โหวฮูหยินน่าสนใจเกินไปแล้ว
ฉีเมี่ยวรู้มีไป๋หย่งชุนเฒ่าสารเลวผู้นั้นอยู่ ไม่ว่านางเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ ต่อหน้าอานลู่โหวฮูหยินนางก็เป็นนางปีศาจจิ้งจอกแม้ทีแรกนางทำไม่ดีกับไป๋ซีอวิ๋น นางก็คงไม่โง่ไร้เดียงสาถึงขั้นหวังให้จางซื่อทำดีกับนางได้
อย่างไรเสียก็เป็นเช่นนี้แล้วนางไม่ว่างคิดหาทางไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ จึงทำให้เรื่องแย่ลงเสียเลยอยากหัวเราะก็หัวเราะ อยากเสียดสีก็เสียดสี
“แม่สามี” ฉีเมี่ยวเดินเข้ามาใกล้ทำความเคารพ ยิ้มพูด“ท่านยังต้องนั่งอีกสักพัก?”
เมื่อเห็นฉีเมี่ยวเข้ามาจางซื่อก็โกรธจนใจเต้นรัวแล้ว เมื่อได้ฟังคำพูดนี้จึงแทบอยากตบนางระบายความแค้นหลายครั้งพูดอย่างเย็นชา “ข้าไม่เหมือนกับพวกเจ้า รอให้พระสนมรับสั่งยามใด ข้าก็เข้าเฝ้ายามนั้น”
“พวกเราก็ไม่ใช่รอให้พระสนมรับสั่งถึงไปเข้าเฝ้าหรือ แม่สามีเชิญนั่งต่อ ลูกสะใภ้ไม่รบกวนแล้วท่านดื่มชามากหน่อย ไม่แน่ว่าจะแก้หิวได้”ฉีเมี่ยวย่อเข่าทำความเคารพ หันกลับมาจูงมือไป๋ซีอวิ๋นเดินไปข้างนอก
ซุนกงกงได้ยินบทสนทนาของพวกเขาถ้าไม่ใช่มีฝีมือที่ฝึกฝนในวังมาหลายปี เขาคงแทบจะเปล่งเสียงหัวเราะ แอบคิดว่าไป๋ซื่อจื่อฮูหยินเป็นคนมหัศจรรย์เดี๋ยวจะต้องเล่าบทสนทนาของพวกนางให้กุ้ยเฟยฟัง
ฉีเมี่ยวติดตามไป๋ซีอวิ๋นนั่งรถออกจากตำหนักหย่งโซ่วมุ่งสู่หน้าประตูวัง
ส่วนอานลู่โหวฮูหยินยังคงดื่มชา...
รถม้ามาถึงตลาดไป๋ซีอวิ๋นสั่งคนรถจอดรถ ก่วนจวินเยี่ยนก็ขี่ม้าเข้ามาถามว่า “พี่รอง เหตุใดไม่ไปต่อ ท่านไม่สบายหรือไม่”
“อาเยี่ยน ข้าจะพาพี่สะใภ้เจ้าไปเดินเที่ยวร้านขายเครื่องเงิน”
“ข้าไม่ไป ข้าไม่อยากได้เครื่องประดับ”เสียงคัดค้านของฉีเมี่ยวแว่วมาจากในรถม้า ก่วนจวินเยี่ยนฟังแล้วหัวเราะพรืด
ไป๋ซีอวิ๋นหันกลับมาขมวดคิ้วตำหนิว่า“ออกเรือนเชื่อฟังสามี นี่เพิ่งไม่กี่วันเจ้าก็ไม่เชื่อฟังสามีแล้วถ้าสามวันไม่โดนตีต่อไปคงซนจนไปรื้อกระเบื้องหลังคาแน่?”
ฉีเมี่ยวโมโหจนหน้าแดงก่ำ“ปกติข้าก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรต้องออกไปข้างนอก อีกทั้งเครื่องประดับสินเดิมก็มากพอแล้วเหตุใดต้องไปเสียเงินเปล่า ต่อให้ท่านร่ำรวย ก็อย่าได้ฟุ่มเฟือยเช่นนี้”
“ฟุ่มเฟือย? ให้เจ้าใช้เหตุใดถึงเรียกฟุ่มเฟือย” ไป๋ซีอวิ๋นพูดอย่างเอาแต่ใจ “เดี๋ยวพวกเราเปลี่ยนเส้นทางไปร้านขายเครื่องเงินไม่ต้องฟังพี่สะใภ้เจ้า”