มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 31 กลับมาคืนดีกันอีกครั้ง

            เจียงเฉิงเยว่พยักหน้าพร้อมกล่าว“ลูกมีความผิด ทำตามความคาดหวังของเสด็จพ่อไม่ได้”

           จักรพรรดิทำได้เพียงถอนหายใจในท้ายที่สุด หลังจากนั้นเป็นจึงตรัส“เจ้าอ่อนแอตั้งแต่ยังเด็กช่างมันเถิด...กระแสน้ำวนในโซ่วหลิงนี้ไม่เหมาะกับเจ้าจริง”

           เจียงเฉิงเยว่มองท่านพ่อของตนเอง ในใจมีความอบอุ่นพรั่งพรูเข้ามาปัจจุบันในราชสำนักมีสถานการณ์อย่างไรเขาไม่ได้ทราบทั้งหมดและทอดทิ้งท่านพ่อไปเช่นนี้เสด็จพ่อต้องเผชิญหน้าโดยลำพังกับแรงกดดันของขุนนางชั้นผู้ใหญ่มากเพียงไหนจึงจะสามารถปกป้องตนผู้ที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดซึ่งเป็นทายาทสูงศักดิ์ที่ไม่คู่ควรอย่างยิ่งนอกจากนี้ยังเป็นเพียงคนเกียจคร้านที่ร่ำรวยและอยู่ห่างไกลจากข้อพิพาท

           เจียงเฉิงเยว่ไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงโขกศีรษะให้ท่านพ่ออีกสองสามครั้งความรักของบิดาที่ราวกับภูเขาซึ่งไม่เคยได้สัมผัสยามมีชีวิตกลับไม่คาดคิดว่าจะได้สัมผัสผ่านหลี่อวิ๋นเฉิน กล่าวตามความจริงแล้วเขามีความรู้สึกอิจฉาอยู่หลายส่วนต่อหลี่อวิ๋นเฉินที่มีท่านพ่อเช่นนี้

            หากคิดดูแล้วสิ่งที่เขาสามารถทำได้เพื่อท่านพ่อมีเพียงพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาวิญญาณของบุตรชายคนโตที่แท้จริงซึ่งท่านพ่อโปรดปรานมากที่สุดให้สมบูรณ์ให้มีโอกาสได้กลับชาติมาเกิดตามปกติแทนที่จะโดนคนทรยศทำร้ายถึงขั้นวิญญาณแตกสลาย…

           หากพวกเขามีวาสนากันจริง...ไม่แน่ว่าชาติหน้าอาจกลายเป็นครอบครัวเดียวกันอีกก็ได้

           .............................

           เจียงเฉิงเยว่ไม่กล้าไปที่วังหลินเฉวียนด้วยตนเองกลับส่งคนไปแจ้งหลี่อวิ๋นหังถึงเวลาที่ตนเองเตรียมจะกลับไปเขาฉีหวนพร้อมสอบถามความคิดเห็นของเขา

           สำหรับความต้องการที่จะอยู่ในโซ่วหลิงต่อเจียงเฉิงเยว่เคยกล่าวกับเสด็จพ่อแล้วจึงไม่มีปัญหาใดและผลลัพธ์เป็นไปอย่างที่คาดคิด หลี่อวิ๋นหังมีความคิดเหมือนกับเขาเลือกจะกลับไปยังเขาฉีหวนเพื่อบ่มเพาะเช่นเดียวกัน

           .............................

           ช่วงเวลาออกเดินทางเจียงเฉิงเยว่จงใจเลือกเวลาที่เสด็จพ่อยุ่งอยู่กับเรื่องภายในโดยไม่มีเวลามาส่งเขาเพียงพาคนไปที่นอกวิหารเพื่อบอกลาคนในวิหารรอบหนึ่งแล้วจึงจากไปสิ่งที่เจียงเฉิงเยว่เกลียดที่สุดในชีวิตนี้คือการจากลาเดิมทีนับเป็นเรื่องโศกเศร้าและเจ็บปวด หากยังต้องกระทำการอย่างจริงจัง...ย่อมเป็นการรนหาความโหดร้ายให้กับตนเองมิใช่หรือ?เขาชอบการจากไปอย่างเงียบงันมากกว่า การกลับมาอย่างเงียบๆได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นนี้ย่อมมีอิสระมากขึ้น

           หลังจากเห็นหลี่อวิ๋นหังบริเวณนอกราชรถ เจียงเฉิงเยว่รู้สึกอับอายเล็กน้อย

            “เสด็จพี่”หลี่อวิ๋นหังทำความเคารพด้วยสีหน้าปกติ

           เจียงเฉิงเยว่ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างแข็งทื่อ เอ่ยพร้อมรอยยิ้มแห้ง “พอดีเลยใกล้จะได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะๆ”

           หลี่อวิ๋นหังพยักหน้าพร้อมตามเจียงเฉิงเยว่ขึ้นรถ

           ภายในรถม้าที่เงียบสงัด ได้ยินเสียงล้อรถหมุน ‘กุบกับๆ’ เสียงของคนขับที่นอกรถม้าเสียงเกือกม้าขององครักษ์ที่ติดตามมา และเสียงดังจอแจของผู้สัญจรนอกเมืองโซ่วหลิงองค์ชายทั้งสองยังคงนั่งอุดอู้อยู่ในรถ ต่างไม่สนทนา

            โชคดีที่เจียงเฉิงเยว่คาดคิดมาก่อนจึงแสร้งทำเป็นหยิบหนังสือออกมาอ่านช่วยผ่อนคลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจได้เล็กน้อย เขาก้มศีรษะจ้องอยู่ที่หน้าหนังสือไม่กล้าเงยหน้ามองหลี่อวิ๋นหัง ไม่รู้ว่าเดินทางไปนานเท่าไรแล้วหนังสือในมือของเขาไม่เคยพลิกแม้แต่ครึ่งหน้ากระดาษแต่กลับใกล้จะผล็อยหลับไปทีละนิด

           เขาคิดว่าท่าทางเช่นนี้น่าเกลียดอยู่เล็กน้อย แต่ว่าความง่วงงุนนั้นความจริงแล้วใช่ว่าใช้ความพยายามแล้วจะสามารถต้านทานได้ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรศีรษะของเขาเริ่มแกว่งไกว ศีรษะเกือบลงไปกับพื้นองค์รัชทายาทตกใจจนตื่นขึ้นการหลับใหลในทันที เขาลอบมองหลี่อวิ๋นหังยังดีที่อีกฝ่ายไม่ได้มองมาทางนี้ เจียงเฉิงเยว่ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นจึงกระแอมไอสองครั้งเพื่อให้โล่งคอก่อนยืดร่างตรงเปลี่ยนท่าทางเป็นแสร้งอ่านหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้ง

            ทันใดนั้นหนังสือในมือถูกคนที่นั่งตรงข้ามดึงออกจากฝ่ามือเบาๆหลังเจียงเฉิงเยว่เงยหน้าขึ้นก็เผชิญกับใบหน้าที่สงบของหลี่อวิ๋นหังอีกฝ่ายพูดอย่างเฉยเมย “การอ่านในรถนานๆ จะทำให้ปวดตา”

            “เอ่อ...โอ้...”หนังสือถูกหลี่อวิ๋นหังเอาไปแล้ว เจียงเฉิงเยว่รู้สึกอึดอัดใจอีกครั้งมือไม้เขาอ่อนจากนั้นจึงเลียนแบบหลี่อวิ๋นหังโดยหันศีรษะไปมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างพลางยื่นมือไปเลิกม่านขึ้น

            “เสด็จพี่...”

            “หืม?” เขาหันกลับมามอง

           หลี่อวิ๋นหังดูเหมือนจะเครียดเล็กน้อย อีกฝ่ายหยุดนิ่งชั่วคราวเม้มปากเล็กน้อยแล้วถาม “เสด็จพี่...โกรธข้าหรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่ตกใจ เขารีบส่ายศีรษะตอบ “ไม่ๆๆ อาหัง เจ้า เจ้าอย่าคิดมาก”เจียงเฉิงเยว่ครุ่นคิดในทันที หลังจากที่ตนเองถูกไล่ลงจากเตียงเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันที่ไม่ได้ไปเกาะแกะอีกฝ่ายอืม...สถานการณ์นี้กลับดูเหมือนโกรธจริงเชียว

           ข้าไม่ได้โกรธเจ้า เพียงแค่หมกมุ่นกับเจ้าแล้วรู้สึกไม่มีหน้าไปพบเจ้าก็เท่านั้นแน่นอนว่าเหตุผลนี้ เจียงเฉิงเยว่ไม่มีทางอธิบายให้ฟังได้

           หลี่อวิ๋นหังเพียงแค่มองเขาอย่างเงียบงัน สีหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เชื่อ

           หลังจากมองเห็นความเศร้าและความโดดเดี่ยวเผยบนใบหน้าของหลี่อวิ๋นหังอีกครั้งดูเหมือนว่าจะได้รับความทรมานอย่างที่สุดจากความน้อยเนื้อต่ำใจเจียงเฉิงเยว่จึงรีบยื่นมือไปจับพร้อมอธิบาย “อาหัง...เสด็จพี่ไม่ได้โกรธจริงๆเพียงแค่...เพียงแค่สองวันที่ผ่านมา...รู้สึกไม่ค่อยสบายนักจึงคร้านที่จะออกไปข้างนอกและอยู่ในวังตลอด” เจียงเฉิงเยว่ครุ่นคิดอยู่นานสุดท้ายแล้วจึงคิดคำอธิบายที่สมเหตุสมผล

            เมื่อกล่าวจบหลี่อวิ๋นหังเข้าใจขึ้นมา ภายในวังองค์รัชทายาทไม่อาจเยี่ยมแม้ว่าเขาต้องการไปเยี่ยมแต่กลับมิอาจพบ หลี่อวิ๋นหังจับมือของอีกฝ่ายไว้แน่นลุกขึ้นตามมานั่งข้างกัน จากนั้นกระชับเสื้อคลุมที่คลายจากการงีบหลับบนร่างนั้นตบไหล่ของตนเองแล้วพูดอย่างอ่อนโยนด้วยรอยยิ้มน้อย “ให้เสด็จพี่พิง”

           หลังจากเจียงเฉิงเยว่เห็นเขาทำตัวเหมือนเด็กอีกครั้ง มีความออดอ้อนความห่างเหินและความน้อยอกน้อยใจที่สะสมในหลายวันที่ผ่านมาจึงหายไปหมดจดในใจเริ่มอบอุ่นขึ้นอย่างหอมหวานต่อมาจึงปฏิบัติกับอีกฝ่ายเหมือนเป็นเด็กด้วยการบีบใบหน้านั้น กล่าวด้วยรอยยิ้ม“ขอบใจนะอาหัง!” ขณะที่พูดก็พิงบนไหล่นั้นอย่างไม่เกรงใจ เอนกายเอาเสื้อคลุมมาห่มบนร่างแล้วหลับใหลไปจริงๆ

           เมื่อหลับตาลงเขาก็ยังคงคิด ช่วยไม่ได้จริงเชียวไม่ว่าจะบอกตนเองอย่างไรว่าให้รักษาระยะห่าง การหยอกล้อเด็กเป็นสิ่งเสพติดได้ง่ายอย่างไรก็ตาม การกลับไปที่วิหารหลิงเซียวคือการฝึกฝนไม่มีผู้คนและเรื่องราวเหล่านั้นในโซ่วหลิงแล้ว มีเพียงเขากับอาหังเท่านั้นที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน...อย่างน้อยรอให้อาหังโตขึ้นรอให้เขารู้ว่าความรักคืออะไร...บางทีตนเองอาจรักษาระยะห่างหรืออาจถูกอีกฝ่ายล่วงรู้เข้า…

            เดิมทีเขามีใบหน้าเซื่องซึมแต่หลังจากคืนดีกับหลี่อวิ๋นหังแล้วราวกับทิ้งหินก้อนใหญ่ที่อยู่ในใจออกไปทั้งร่างผ่อนคลายขึ้นมา ดังนั้นจึงเข้าสู่ความฝันแสนหวานอย่างรวดเร็ว

           เจียงเฉิงเยว่ฝันถึงเรื่องราวมากมายจากนั้นถูกปลุกด้วยเสียงดังกับความรู้สึกไร้น้ำหนักจากการหมุนที่น่าวิงเวียนเขารู้สึกว่าตนเองชนกับอะไรอย่างกะทันหัน ทว่าเนื่องจากถูกโอบกอดไว้แน่นใต้ร่างมีร่างที่อบอุ่นและนุ่มนวลรองรับอยู่จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย เพียงรู้สึกตกใจเท่านั้น

           เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ จากอ้อมแขนของหลี่อวิ๋นหัง หลังจากนั้นขยี้ตากลับเห็นว่าตนเองกดหลี่อวิ๋นหังไว้ใต้ร่าง รถม้าทั้งคันเอียงมีเสียงตื่นตระหนกอยู่ด้านนอก

           ศีรษะหลี่อวิ๋นหังแนบไปบนผนังไม้ของรถม้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขณะเดียวกันก็กอดเจียงเฉิงเยว่อย่างแน่นหนาแล้วเงยหน้ามองออกไปด้านนอกเจียงเฉิงเยว่รีบถามด้วยความตกใจ “อาหัง...เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”

           หลี่อวิ๋นหังส่ายศีรษะเล็กน้อยบอก “ไม่เป็นไร”

           ผ้าม่านรถถูกยกขึ้นอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นใบหน้าที่หวาดกลัวสุดขีดขององครักษ์กับคนขับรถม้าทั้งสองคนประคองหลี่อวิ๋นหังกับเจียงเฉิงเยว่ที่อยู่ในรถขึ้นมาจากนั้นใบหน้าซีดเซียวของพวกเขาเริ่มคุกเข่าอยู่ด้านนอกกับเหล่าผู้รับใช้ที่ติดตามมาอย่างตัวสั่นงันงก“ฝ่าบาท พวกเราสมควรตาย! ทำให้ทั้งสองพระองค์ทรงตกพระทัย!!!”

           หลี่อวิ๋นหังกระโดดลงจากขอบรถที่บิดเบี้ยวไปแล้วก่อนยื่นมือมาประคองเจียงเฉิงเยว่ที่อยู่ด้านหลังเจียงเฉิงเยว่กระโดดเข้าไปในอ้อมแขนแล้วหันมาสบตาเดิมทีเป็นล้อรถที่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงหลุดออกไปส่วนเพลาครึ่งหนึ่งหักหลังจากที่ถูกแรงเฉื่อยลากไประยะหนึ่ง

            “ชิ”เจียงเฉิงเยว่มองสภาพอันน่าเวทนาของเพลารถนั้น รู้ว่าอาจซ่อมไม่ได้เป็นเวลานานการเดินทางช่างยากลำบากล้อไม้กับเพลารถที่ไม่ได้รับการกระแทกหรือหักไปก็มีอยู่บ้างเพียงแต่เขากับหลี่อวิ๋นหังอาจต้องโชคร้ายในเวลาต่อมา

           หลังมองดูกลุ่มคนที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้นดินยามนี้หากจะตำหนิพวกเขาว่าเหตุใดจึงไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนย่อมไม่ช่วยอะไรเขาจึงมองไปรอบๆ แล้วถาม “ที่นี่คือที่ไหน? พวกเราเดินทางมาไกลเท่าไรแล้ว?”

           ขันทีในชุดสีม่วงรีบกล่าวอย่างชัดเจน “ทูลฝ่าบาทออกจากโซ่วหลิงมาระยะหนึ่งแล้ว...ควรจะเป็นเมืองหลงเกิงที่อาจอยู่ไม่ไกลจากข้างหน้าดูเหมือนว่าราชรถอาจยังจัดการไม่เรียบร้อยไปสักพัก ฝ่าบาททั้งสองพระองค์ไม่อย่างนั้นเคลื่อนย้ายไปที่เมืองก่อนเพื่อพักสักหน่อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

           เจียงเฉิงเยว่พยักหน้า เขามองไปยังแสงสนธยากำลังลาลับบนขอบฟ้าคาดว่าวันนี้มีความเป็นไปได้มากที่จะต้องค้างคืนในเมืองหลงเกิง เวลาไม่คอยท่าเขาจึงบอกกับทุกคน “ตกลง”

           องครักษ์รีบปล่อยม้าหลังจากนั้นเจียงเฉิงเยว่กับหลี่อวิ๋นหังจึงแยกกันขี่ม้าคนละตัวพาคนบางส่วนเดินทางไปก่อนเหลือไว้เพียงบางส่วนที่คอยคุ้มครองกับรอซ่อมราชรถสักครู่

           เมื่อเจียงเฉิงเยว่กับหลี่อวิ๋นหังออกจากพระราชวังต่างก็เปลี่ยนจากฉลองพระองค์ขององค์ชายที่ปักลวดลายมังกรจำศีลซึ่งอาจเปิดเผยตัวตนเวลานี้ต่างสวมชุดลำลองเข้ามาในเมืองอย่างเงียบงันคนสัญจรรับรู้เพียงว่าเป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่มาจากโซ่วหลิง ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่ธรรมดาจึงอดไม่ได้ที่จะมองอยู่หลายครั้ง

           หลายคนเลือกโรงเตี๊ยมที่มีทำเลและการตกแต่งไม่เลวเพื่อเข้าพักเหล่าข้าราชบริพารและคนรับใช้ล้อมทั้งสองคนไว้ต่างเกรงกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดซึ่งอาจไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปเจียงเฉิงเยว่ถูกท่าทางราวกับต้นไม้ใบหญ้ากลายเป็นทหารทั้งหมด[1] ทำให้รู้สึกรำคาญใจเล็กน้อย เขาปิดปากก่อนยกยิ้ม“เอาล่ะ...เสียงเบาหน่อย กลัวคนอื่นไม่รู้หรืออย่างไร? แยกย้ายกันให้หมดแยกย้ายเสีย ไปหาห้องพักของตนเอง หากมีเรื่อง ข้าจะเรียกหาเอง”

            ทุกคนกล่าว“ขอรับ” แล้วแยกย้ายกันไปตามคำสั่ง

            เจียงเฉิงเยว่กับหลี่อวิ๋นหังเข้าไปในห้องห้องของทั้งสองคนอยู่ติดกัน ทั้งอยู่ติดถนนและหันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์เป็นห้องรับรองที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก

           เจียงเฉิงเยว่ตรวจสอบรอบห้องของตนเอง นับว่าน่าพึงพอใจเมื่อเห็นว่าหน้าต่างที่หันไปทางถนนปิดอยู่จึงลุกขึ้นเพื่อเปิดหน้าต่างเนื่องจากต้องการสูดอากาศทว่าเมื่อเปิดหน้าต่างกลับพบว่าหลี่อวิ๋นหังที่อยู่ห้องถัดไปเองก็เปิดหน้าต่างออกกำลังเอนตัวไปด้านหน้าโดยเอาคางเกยมองโรงน้ำชาที่เต็มไปด้วยลูกค้าฝั่งตรงข้ามของถนนด้วยความสนใจขณะนี้มีเสียงหัวเราะ น้ำเสียงสนุกสนานปะปนกับเสียงเครื่องดนตรีเป็นระยะดูเหมือนยังมีเสียงดังฉะฉานของนักเล่าเรื่องแว่วมาอย่างแผ่วเบาอีกด้วย

           เจียงเฉิงเยว่สังเกตเห็นว่าเวลาอีกฝ่ายอยู่คนเดียวเป็นการส่วนตัวจะเผยความสงสัยและความคาดหวังที่มีต่อสิ่งใหม่ๆอย่างแท้จริง จึงอดไม่ได้ที่จะใจเต้นรัว

            “แค่กๆ อาหัง”เขากระแอมเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ

           หลี่อวิ๋นหังตกใจไปครู่หนึ่ง จากนั้นหันศีรษะมาทางเขา เผยความเขินอายเล็กน้อยราวกับว่าไม่ควรให้เสด็จพี่เห็นตนเองจ้องมองที่ถนนด้วยท่าทีไร้เดียงสาทั้งยังเหม่อลอยเริ่มเอ่ยเสียงต่ำ “เสด็จพี่”

           เจียงเฉิงเยว่ยิ้ม จากนั้นหันหน้าไปทางโรงน้ำชาแห่งนั้นที่อยู่ตรงข้ามบอกด้วยรอยยิ้มบาง “เสด็จพี่หิวแล้ว ได้เวลาพอดีพวกเราไปที่ตรงข้ามถนนเพื่อกินและดื่มชากัน ว่าอย่างไร?”

           หลี่อวิ๋นหังลังเลเล็กน้อยพลางหันศีรษะกลับไปมอง แล้วถึงหันมาหาเจียงเฉิงเยว่เจียงเฉิงเยว่เข้าใจในทันทีว่าเหล่าข้าราชบริพารและองครักษ์เหล่านั้นอาจมาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่จึงไม่ค่อยเห็นด้วยนัก

           เจียงเฉิงเยว่กล่าว “ดูข้านะ” หลังจากพูดจบ เขาหันหลังกลับแล้วเปิดประตูห้องก่อนยื่นมือออกไปเรียกข้าราชบริพารที่ยืนคุ้มครองและรับใช้ตลอดเวลาบริเวณหน้าบันไดพร้อมกำชับเสียงต่ำ“ข้าอ่อนเพลีย จะนอนก่อน อาหารเย็นไม่ต้อง พวกเจ้าไม่ต้องมารบกวน...”

           ข้าราชบริพารลำบากใจอยู่เล็กน้อย “ฝ่าบาท นี่...”

           เจียงเฉิงเยว่ขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ “หืม?”

           ด้วยอำนาจที่บีบบังคับ ข้าราชบริพารทั้งสองจึงรีบพยักหน้าราวกับโขลกกระเทียม“พ่ะย่ะค่ะ...ฝ่าบาททรงพักผ่อน หากตื่นบรรทมด้วยความหิว โปรดรับสั่งกับพวกเรา”

            หลังจากนั้นเจียงเฉิงเยว่จึงเงยหน้าขึ้นด้วยความพึงพอใจแล้วกำชับอีกครั้ง“องค์ชายห้าใกล้เข้าสู่จุดสำคัญของการฝึกฝน หากเขาไม่ได้เรียกก็ไม่ต้องไปรบกวน”

            “พ่ะย่ะค่ะ”

           เจียงเฉิงเยว่กลับมาที่ห้อแล้วปิดประตูจากนั้นกระโดดเข้าไปในห้องของหลี่อวิ๋นหังจากขอบหน้าต่าง หลี่อวิ๋นหังตกตะลึงแต่เจียงเฉิงเยว่กลับระบายยิ้ม “ไปกันเถอะ”

            ด้วยเหตุนี้องค์ชายทั้งสองจึงทิ้งเหล่าข้าราชบริพารที่ติดตามมาลอบออกไปพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง เจียงเฉิงเยว่จับมือหลี่อวิ๋นหังด้วยความตื่นเต้นหลังจากที่เข้าไปยังร่างของหลี่อวิ๋นเฉินแล้ว ไม่สิควรกล่าวว่าตั้งแต่ก่อนที่ประเทศซีเฉียนจะล่มสลาย เขาไม่เคยได้เดินไปตามถนนอย่างผ่อนคลายและพึงพอใจเช่นนี้อีกทั้งการแอบออกมาภายใต้หนังตาของเหล่าข้าราชบริพารและองครักษ์ค่อนข้างตื่นเต้นนักราวกับแหกคุกได้สำเร็จยิ่งไปกว่านั้นคือมือเขายังคงจับหลี่อวิ๋นหังไว้อยู่

           เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้องครักษ์เหล่านั้นที่ติดตามมาจากโซ่วหลิงพบเห็นทั้งสองคนจึงวิ่งด้วยความรวดเร็วพลางย่อตัวเข้าไปในโรงน้ำชาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน

           ------------------------

            [1]ต้นไม้ใบหญ้ากลายเป็นทหารทั้งหมด เป็นสำนวน หมายถึง หวาดระแวงไปหมด

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730