ทันทีที่ประตูห้องนอนเปิดออก หลินซือเยว่ก็หยุดชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเว่ยหานเจิ้งนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างหน้าต่าง ท่าทางของเขาผ่อนคลายอย่างน่าหมั่นไส้ แขนข้างหนึ่งพาดอยู่ที่พนักเก้าอี้ ตัวเขาที่สูงใหญ่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดลำลองเรียบง่าย ผมยังหมาดจากการอาบน้ำ กลิ่นหอมจาง ๆ ผสมกับกลิ่นตัวของเขาลอยมาทักทายปลายจมูกเธอจนทำให้ใจเธอสั่นวูบ
“นี่คุณ... เข้ามาในห้องฉันทำไม?” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง แม้ว่าจะเบา แต่กลับแฝงไปด้วยความตื่นตระหนก
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาของเขานิ่งสงบ ริมฝีปากเขายิ้มอย่างเบาบาง จนทำให้เธอไม่แน่ใจว่ามันเป็การเย้ยหยันหรือแค่ความขบขัน
“ห้องของฉัน แล้วทำไมฉันจะเข้ามาไม่ได้?”
เสียงของเขานั้นฟังดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้หลินซือเยว่ชะงักไป
'…นี่มันไม่เหมือนกับเื่ราวในนิยายเลยแม้แต่นิดเดียว'
ตามเนื้อเื่ดั้งเดิม เว่ยหานเจิ้งไม่เคยแม้แต่จะเฉียดกรายเข้ามาในห้องของนางร้ายอย่างหลินซือเยว่ เขาอยู่ห้องข้าง ๆ และคอยหลบหน้าเธอเหมือนกับเธอเป็ตัวประหลาดที่เขาไม่อยากจะหายใจอยู่ใกล้ๆ ได้
แต่ตอนนี้…ชายผู้นั้นกลับนั่งอยู่ในห้องของเธออย่างสบายใจราวกับที่แห่งนี้คือ ห้องของเขาเอง
‘ทำไมเขาถึงมายังห้องนี้... หรือว่าเขาเริ่มสงสัยอะไรบางอย่างเกี่ยวกับฉันกันแน่’
หลินเสวี่ยอวิ๋นรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง การปรากฏตัวของอีตาพระเอกที่เข้ามาในห้องนี้มันไม่เป็ไปตามแผน มันไม่เคยมีอยู่ในพล็อตของนิยายเล่มนี้
ที่อีกด้านหนึ่ง เว่ยหานเจิ้งนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น แววตาเรียบเฉยทอดมองผ่านหญิงสาวตรงหน้า... ผู้หญิงที่เขาเคยแน่ใจนักแน่ว่ามองทะลุทุกเล่ห์เหลี่ยมของเธอได้โดยไม่ต้องเสียแรง
หลินซือเยว่ หญิงสาวเ้าเล่ห์ เอาแต่ใจ และเก่งนักในการเล่นบทออดอ้อนจะขึ้นเตียงกับเขาทุกครั้งที่เปิดปากพูด แต่ตอนนี้...เธอกลับยืนนิ่ง เงียบงัน ไม่มีแม้แต่ท่าทีเรียกร้องความสนใจใด ๆ แบบที่เคยเห็นจนชินตา
มีเพียงแววตาระวังเจือความลังเล ราวกับระแวดระวังว่าเขาอาจจะทำอะไรเธอสักอย่าง ความหวาดกลัวนั้นแฝงอยู่ลึก ๆ อย่างที่เขาไม่เคยเห็นจากหลินซือเยว่มาก่อนเลยสักครั้ง
เว่ยหานเจิ้งขมวดคิ้วแน่น จ้องมองใบหน้าหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ
‘เธอเปลี่ยนไป… หรือว่า… แค่แกล้งทำได้แเีมากขึ้น?’
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้ คือความรู้สึกวูบหนึ่งในอก ที่บอกเขาว่า... นี่ไม่ใช่หลินซือเยว่คนเดิมที่เขาเคยรู้จัก
เขาลุกขึ้น ก้าวเข้าหาเธอช้า ๆ อย่างไม่ละสายตา และในจังหวะนั้น เขาเห็นเธอขยับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับผนังเย็นเฉียบอย่างเงียบงัน
เขาชะงักเล็กน้อย ‘หรือว่าเธอกำลัง... กลัวว่าฉันจะจับเธอขึ้นเตียง?’
เขาหยุดยืนตรงหน้าหญิงสาว ระยะห่างมีเพียงลมหายใจกั้น ดวงตาคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ราวกับกำลังหาคำตอบ
และในจังหวะนั้นเอง กลิ่นหอมสะอาดบางเบาก็แตะปลายจมูก ไม่ใช่น้ำหอมราคาแพง ที่เย้ายวนแบบจงใจ แต่เป็กลิ่นสบู่อ่อน ๆ ที่ไม่หวาน ไม่ฉุน….. แต่กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดโดยไม่รู้ตัว
เว่ยหานเจิ้งหรี่ตาลงก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้... เสียงกระซิบของเขาแ่เบา แต่ทุ้มต่ำชิดข้างหูเธอ
“นี่เธอ… เปลี่ยนไปจริง ๆ … หรือแค่ลองเล่นบทใหม่ดู ปกติเธอชอบแต่งตัวมายั่วฉันไม่เว้นแต่ละวันไม่ใช่เหรอ…แล้วทำไมวันนี้ถึงได้ถอยละฮึ”
คำพูดของเขาหนักหน่วงเหมือนค้อนเหล็กกระแทกลงกลางหน้าอก หลินเสวี่ยอวิ๋นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง เพราะทุกถ้อยคำที่เขาพูด... มันคือนิยามของหญิงคนหนึ่งที่เธอสวมร่างอยู่ หลินซือเยว่ หญิงสาวที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ที่ทำทุกทางเพื่อให้ได้ลูกจากเขา แม้จะต้องใช้เล่ห์กลต่ำช้าก็ตาม แต่เธอหลินเสวี่ยอวิ๋นคนนี้ ไม่เคย้ายั่วยวนเขา ไม่แม้แต่นิดเดียว
ตอนนี้เธอทำอะไรไม่ถูก เมื่อตัวเขาอยู่ใกล้เธอเพียงคืบ ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาแตะแ่บนผิวแก้มของเธอเบา ๆ ทำให้หัวใจของหลินซือเยว่เต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น มือเย็นเฉียบ ดวงตาจับจ้องไปที่เขาอย่างระมัดระวัง เหมือนกำลังประเมินศัตรูที่คาดเดาไม่ได้
“นี่คุณ... ถอยห่างจากฉันเดี๋ยวนี้นะ ไหนว่าคุณรังเกียจฉันมากไม่ใช่หรือ” เธอพูดทั้งที่เสียงยังสั่น ขณะพยายามรักษาระยะห่างสุดกำลัง
เว่ยหานเจิ้งยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างเพียงคืบคลี่ยิ้มบาง “ใช่ ฉันรังเกียจ... ผู้หญิงร้ายกาจอย่างเธอ”
เธอเม้มปากแน่น กำลังจะย้อนถามว่า 'แล้วทำไมยังเข้ามาใกล้?' แต่ก่อนที่คำถามจะหลุดจากปาก เขากลับขยับตัวเข้ามาอีกนิด
เว่ยหานเจิ้งอ้อมร่างของเธอไปเงียบ ๆ แต่กลับทำให้ร่างบางตัวแข็งทื่อราวกับถูกพันธนาการด้วยบรรยากาศรอบตัว แผ่นอกของเขาใกล้จนเธอััได้ถึงไออุ่น กลิ่นอ่อน ๆ จากกายสูงยังแตะอยู่ที่ปลายจมูกทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสตางค์หนังเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะข้างผนัง แต่จังหวะกลับช้ากว่าปกติราวกับจงใจถ่วงเวลา จากนั้น เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองเธอแววตาคมกริบไล่สำรวจไปตามสีหน้าของหญิงสาวนิ่ง… ราวกับอ่านอะไรบางอย่างจากเธออยู่ก่อนที่เขาจะเอื้อนเอ่ยออกมา
“ฉันแค่มาเอาของ... แค่นั้น”
จากนั้นเขาก็ผละออก หมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบเฉียบ ทิ้งให้หลินเสวี่ยอวิ๋นยืนพิงผนัง หายใจไม่ทั่วท้อง ใบหน้าแดงซ่าน และสมองที่ยังสับสนกับทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น
‘แค่เอาของ...?’ แล้วทำไมต้องเข้ามาใกล้ขนาดนั้นด้วย…’ ใบหน้าหวานหน้าแดงจัดเหมือนเพิ่งโดนตบด้วยไอน้ำร้อน
‘หรือว่าเขาเข้ามาพิสูจน์ความจริงว่าฉันใช่ภรรยาเขาหรือไม่’
ความคิดนั้นแล่นวูบผ่านสมอง ทำให้เธอไม่อาจนอนหลับลงได้ทั้งคืน เธอพลิกตัวไปมาบนเตียงเก่าๆ ภาพรอยยิ้มเย้ยหยันของเว่ยหานเจิ้งยังคงติดตา และคำพูดที่เหมือนจะรู้ทันทุกอย่างของเขาก็ดังก้องอยู่ในหัวตลอดคืน
...
เช้าวันรุ่งขึ้น “อื้อ...”
หลินซือเยว่ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยอาการสะโหลสะเหล แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาผ่านหน้าต่างไม้ที่ไร้ผ้าม่าน มันแสบตาแต่ไม่มากไปกว่าความปวดหนึบที่หลังหัวจากการนอนไม่พอ
เธอยกมือขึ้นนวดขมับ ก่อนที่ “ติ๊ง เสียงประกาศภารกิจดังขึ้น ทำให้เว่ยหานเจิ้งประหลาดใจ ของ (วันที่ 3) เริ่มต้นขึ้นแล้ว”
เสียงร่าเริงของเ้าระบบกระแทกหัวใจอย่างไม่รู้จังหวะ
‘ให้ตายสิ…เหลืออีกตั้งสี่วัน…กว่าภารกิจจะสำเร็จ’
เธอลุกขึ้นนั่ง หัวมึนหน่อย ๆ แต่จิตใจกลับรู้สึก “ฮึด” ขึ้นมา
‘จะให้ฉันตายแบบนางร้ายที่โดนเขี่ยทิ้งไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อย…ก็ต้องทำให้เขาเลิกมองฉันเหมือนปีศาจก่อน’
เธอสะบัดผ้าห่มออกจากตัว ลุกจากเตียงไปล้างหน้า พร้อมกับตั้งใจไว้ว่า วันนี้…ต้องมี “แต้มประหลาดใจ” อีกแน่นอน
“ภารกิจหลัก: ปรับปรุงภาพลักษณ์ในสายตาของเว่ยหานเจิ้ง (วันที่ 3) เริ่มต้น”
เสียงระบบดังขึ้นในหัว เธอเหลือเวลาอีก 4 วัน ก็จะทำภารกิจสำเร็จ วันนี้เธอตั้งใจจะทำ ‘ข้าวผัดใส่ผงปรุงรสไก่’ และ ‘ไข่เจียวน้ำมันงา’ มันเป็อาหารที่ทำง่าย แต่จะอร่อยเลิศล้ำด้วยวัตถุดิบพิเศษที่เธอเพิ่งได้มา
เมื่อเธอเดินเข้าไปในครัว แม่สามีกับน้องสามีก็หันมามองด้วยสายตาที่แปลกใจระคนสงสัยเล็กน้อย หลังจากเมื่อวานที่เธอทำโจ๊กอร่อยๆ พวกเขาจึงไม่ได้พูดจาเหน็บแนมมากนัก แค่คอยจับตาดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น
หลินซือเยว่ลงมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว ฝีมือและความมั่นใจที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน
เธอเปิดคลังมิติอย่างระมัดระวัง ดึงวัตถุดิบออกมาเฉพาะสิ่งที่ไม่สะดุดตา ข้าวสารหอมจากยุคปัจจุบัน เม็ดเรียวยาว ขาวนวล ถูกตวงอย่างพอดี เธอไม่กล้าใช้เนื้อหมูที่ได้มา เพราะเกรงว่าหากใครเห็นจะเกิดข้อสงสัย
ด้วยอุปกรณ์ทำอาหารพื้นฐานที่ได้จากระบบ ราวกับหม้อบ้านทุ่งธรรมดาแต่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ เธอหุงข้าวด้วยจังหวะของผู้มีประสบการณ์ ก่อนจะตีไข่ใส่ถ้วย ปรุงด้วยผงปรุงรสและน้ำมันงา กลิ่นหอมบาง ๆ ลอยอบอวลจนแม้แต่แมวในครัวก็เงยหน้ามอง
ไข่เจียวฟูสีเหลืองทองถูกตักลงจานอย่างบรรจง ข้าวสวยร้อน ๆ ที่หุงจนขึ้นหม้อพอดี ถูกตักตามลงไป เสียงข้าวผัดในกระทะที่เธอผัดแยกไว้อีกชุด กลิ่นน้ำมันงาแตะจมูกจนคนในบ้านเริ่มหันมามอง
เว่ยหานเจิ้งเดินออกมาในบ้านพอดี กลิ่นหอมของอาหารทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เขากวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะหยุดที่หลินซือเยว่ที่กำลังจัดจานอยู่ในห้องครัว
ชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่คุ้นเคย หลินซือเยว่ตักข้าวผัดใส่จานให้เขาด้วยท่าทางเป็ธรรมชาติ เขามองข้าวผัดตรงหน้า ที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนจนท้องเริ่มร้อง
จากนั้นก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบข้าวผัดเข้าปาก…รสชาติอร่อยกลมกล่อม ซับซ้อนกว่าอาหารที่เคยทาน มันเป็รสชาติที่ชายหนุ่มไม่เคยััมาก่อนในชีวิต ผสมกับกลิ่นหอมของข้าวผัดที่คลุกเคล้ากันอย่างลงตัว และไข่เจียวที่ฟู นุ่ม หอมกลิ่นน้ำมันงาที่แปลกใหม่
ทุกคนบนโต๊ะเริ่มลงมือทานอาหารอย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบจานเบาๆ
“ติ๊ง เว่ยหานเจิ้งประหลาดใจ +10 คะแนนความประหลาดใจ ภารกิจวันที่ 3 สำเร็จแล้ว”
หลินซือเยว่ยิ้มในใจ เธอรู้ดีว่านี่คือผลงานของผงปรุงรสไก่และน้ำมันงา ของวิเศษจากมิติของระบบ
หลังจากอาหารมื้อเช้าอันแสนวิเศษจบลง เว่ยหานเจิ้งก็เตรียมตัวออกไปที่ร้านค้าของเขา ทันใดนั้นเสียงผู้เป็แม่ก็เอ่ยขึ้นมา
“เ้าใหญ่ อย่าลืมเอามันที่แม่ขุดได้ไปฝากลุงซูด้วยนะ” จ้าวซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความจริงใจ
“ลุงซูช่วยเหลือเรามาตลอดั้แ่พ่อแกเสีย อย่าให้เราขาดน้ำใจตอบแทนล่ะลูก”
เว่ยหานเจิ้งพยักหน้ารับคำสั้น ๆ ก่อนจะหิ้วตะกร้ามันเทศแน่นมือ แล้วก้าวออกจากบ้านด้วยท่าทีเรียบเฉยตามแบบฉบับของเขา
หลินซือเยว่รู้สึกได้ถึงสัญญาณบางอย่าง
'ลุงซู… นั่นต้องเป็พ่อของซูหว่านเอ๋อร์ นางเอกในนิยายแน่ๆ แล้วอีกเดี๋ยว... เธอก็คงจะโผล่ไปหาสามีของฉันที่ร้านค้าของเว่ยหานเจิ้ง เหมือนพล็อตเื่เดิม'
หญิงสาวแค่นหัวเราะเบา ๆ แววตาเปล่งประกายความเ้าเล่ห์แฝงความหวัง
‘ดี... ถ้าฉันเห็นพฤติกรรมคล้ายมีใจล่ะก็ จะขอหย่าแบบไม่ให้เขาแก้ตัวเลยสักคำ แล้วฉันก็จะได้กลับโลกเดิมไวขึ้น... แบบไม่ต้องเสียเหงื่อ’

คือเว่ยหานเจิ้งเข้าห้องมาแบบสายลับค่ะ
ในมือไม่มีปืน แต่ในใจคือพร้อมยิงคำถาม “เธอใช่เมียฉันจริงรึเปล่า”
แต่พอเดินเข้าใกล้…ปัง กลิ่นสบู่หอมสะอาดฟาดหน้าพี่เข้าเต็มรัก
อีพี่ถึงกับเบลอไปสามวินาที เดินมาดุ ๆ กลายเป็ยืนสูดดมแบบเสียลุค
ยัยน้องยืนพิงผนังแบบ “อย่าเข้ามานะ”
แต่อีพี่กลับหน้าเหม่อ…สายตาคือไม่ได้จับผิดแล้วแต่จับใจแทน
แล้วก็ปิดจ๊อบด้วยประโยค “ฉันแค่มาเอาของ” ก่อนหมุนตัวหล่อ ๆ กลับไป