วันนี้จะอัพให้3ตอนนะครับ
บทที่ : 21
“ออกไปแล้วหรือ...”
“ขอรับ คุณหนูเพิ่งจะออกไปโดยที่มีเพียงแค่องครักษ์หัวกับหญิงรับใช้ที่เหลือรอดของนายหญิงเท่านั้นที่ติดตามไปด้วยขอรับ”
“อืม เ้าให้คนของเราตามไปด้วยห่างๆ และอย่าลืมส่งสัญญาณให้องครักษ์หัวด้วย จะได้ไม่มีปัญหา”
“ทราบแล้วขอรับ” รับคำเรียบร้อยพ่อบ้านคนใหม่...ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็พ่อบ้านที่แท้จริงที่สามารถทำงานแทนตัวจางเผิงไห่ได้ และทำหน้าที่ของตัวเองมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ออกหน้า เขาก็เดินจากไป ทิ้งให้ผู้นำตระกูลจางที่ยิ่งใหญ่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่เพียงลำพัง
.
.
.
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่นั่งรถม้าออกมาจากจวน เยว่ฮวาก็ต้องทึ่งกับความนิ่มของรถม้าที่ดีเกินคาด ถึงมันจะไม่ได้ถึงกับดีเลิสเหมือนกับยุคสมัยที่นางจากมา แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้กระเทือนมากนัก
เมื่อรถม้าไม่ได้โยกเยกหรือกระเทือนมากเกินไป การเดินทางก็ราบรื่นขึ้นกว่าที่คิด มันทำให้หญิงสาวสามารถที่จะสอดส่ายสายตามองไปถ้วนทั่ว ซึ่งทำให้นางสามารถมองเห็นชีวิตความเป็อยู่ของผู้คนได้เป็อย่างดี
แต่อาจจะเพราะแถบนี้ทั้งหมดเป็เขตที่อยู่อาศัยของคนมีเงิน และเป็ที่ตั้งของเหล่าตระกูลใหญ่น้อยที่พอจะมีกำลังทรัพย์ ทำให้ตามถนนนั้นอาจจะไม่ได้วุ่นวายอะไรมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีชีวิตชีวาไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะก็ยังมีผู้คนที่เดินไปมา บ้างก็รถม้าไม่ก็รถลากก็ยังมี
“คุณหนูมีที่ไหนอยากไปเป็พิเศษหรือไม่ขอรับ” ในขณะที่ควบคุมรถม้า องครักษ์หัวที่ทำหน้าที่เป็สารถีไปในตัวก็ถามขึ้น
“อื่ม...” หญิงสาวก็มีท่าทางครุ่นคิด เพราะเอาจริงๆ นางไม่เคยเห็นเมืองนี้ด้วยตามาก่อน จึงไม่รู้ว่าเมืองแห่งนี้จริงๆ แล้วกว้างใหญ่แค่ไหนกันแน่
เพราะถึงจะพอรู้ได้คร่าวๆ ว่าเมืองแห่งนี้เป็เมืองขนาดกลางเมืองหนึ่ง ที่มีประชากรเพียงแค่ไม่กี่หมื่นคน ที่ยังไม่นับรวมพวกขอทานและคนไร้บ้าน แต่นั้นก็คงไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนักในความคิดของนาง แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้วถึงแถบนี้จะเป็เขตบ้านของผู้มีอันจะกิน แต่ถึงอย่างนั้นอาณาเขตของแต่ละบ้านนั้นก็ยังกว้างใหญ่อยู่ดี...
“แล้วถ้าข้า้าที่จะไปดูทั่วทั้งเมืองนั้นมันกินเวลาเท่าไหร่หรือ”
“เอ่อ...”
คนพูดอาจจะไม่คิดอะไร แต่คนฟังนั้นถึงกับหลั่งเหงื่อออกมา เพราะถ้าทำแบบนั้นจริงๆ และเป็การไปแบบทุกซอกทุกมุมมันอาจจะกินเวลาทั้งเดือนเลยก็ได้ “ข้าเกรงว่าถ้าทำแบบนั้นมันอาจจะใช้เวลานานเกินไปขอรับ”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ถึงเมืองนี้จะเป็แค่เมืองขนาดกลาง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีประชากรไม่น้อย แล้วไหนจะที่ดินส่วนกลางอีก ที่ของทางการอีก ข้าเกรงกว่าต่อให้นั่งรถม้าพวกเราก็คงเหนื่อยเกินคำว่าเที่ยวไปไกลโขเ้าค่ะ”
‘แล้วใครบอกพวกเ้าสองคนว่าข้าจะไปเที่ยว...’
คิดก็ส่วนคิด แต่ว่าคนเราสามารถคิดทุกอย่างที่พูด แต่ก็ไม่สมควรพูดทุกอย่างที่คิด ถึงนางจะวางใจพี่สาวหลิงหลิน แต่นางก็ไม่ได้อยากให้พวกเขารู้ทุกอย่างที่นางจะทำเสียหน่อย
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าอยากไปดูแถวๆ ตลาดพาข้าไปหน่อยก็แล้วกัน”
“ทราบแล้วขอรับ”
หลังจากที่ผ่านไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วยาม รุม้าประจำตระกูลจางก็มาถึงเขตที่เริ่มมีผู้คนหนาตา จนผ่านไปอีกราวหนึ่งเค่อ แถบนั้นก็เต็มไปด้วยผู้คนที่พลุกพล่าน ที่บ้างก็กำลังร้องะโโหวกเหวกโวยวายเพื่อขายสินค้า บ้างก็กำลังเรียกลูกค้าเข้าร้าน ไม่ก็ประกาศขายของแบบแบกะดิน
“ลงตรงนี้เถอะ” เมื่อมาถึงที่ที่้า เยว่ฮวาก็บอกให้จอดรถ ก่อนที่นางจะลงมาพร้อมกับหลิงหลิน ‘ถึงจะเป็รถม้าก็ใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว’ “ว่าแต่แถวๆ นี้มีที่ข้าสามารถหาได้ง่ายๆ หรือสังเกตุได้ชัดเจนไหม”
“ขอรับ?”
“ข้าอยากไปเดินกับพี่หลินแค่สองคน เลยอยากให้ท่านไปรอที่ไหนสักที่หนึ่ง พอ่เที่ยงเดี๋ยวเราค่อยไปเจอกันอีกที”
“ข้าคิดว่าไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่ขอรับ คือนายท่าน...”
“เท่าที่ข้าดูข้อมูลมาในเมืองนี้มีแค่จวนเ้าเมืองกับขุนนางไม่กี่คนเท่านั้นที่ท่านพ่อต้องเกรงใจ เ้าไม่ต้องตึงเครียดขนาดนั้น ข้าแค่จะไปเดินเที่ยว ถ้ามีคนคอยคุ้มกันไปด้วยมันจะเสียบรรยากาศเปล่าๆ”
“...”
ชายวัยสามสิบถึงกับขมวดคิ้วทันทีก็จริงอยู่ที่นางกล่าวมานั้นก็ไม่ผิด แต่ถ้าหากประสบปัญหาซึ่งๆ หน้า หากคุณหนูอยู่ในอันตรายขึ้นมาเขาไม่แย่หรอกหรือ เพราะเท่าที่ผ่านมาเขาก็ละอายมากพออยู่แล้ว
แต่พอหันไปมองทางหนึ่งเขาก็หลับตาแล้วระบายลมหายใจออกช้าๆ แล้วสบตากับหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าตนถึงกึ่งหนึ่ง “ก็ได้ขอรับ เดินเข้าไปข้างในราวหนึ่งลี้ก็จะถึงเขตร้านอาหารและโรงน้ำชา คุณหนูสามารถไปเจอข้าได้ที่เรือนฉือฮ่าว ข้าจะรอคุณหนูที่นั่น”
“ตกลงตามนี้”
เยว่ฮวารับคำก่อนที่จะก้าวยาวๆ เข้าไปในตลาด โดยที่หลิงหลินที่พยายามจะรั้งนางเอาไว้แต่ก็ไม่เป็ผล ทำได้แค่เดินตามไปเท่านั้น
“ไม่ยักกะมีชาวบ้านมาเดินซื้อของเท่าไหร่เลยแฮะ...” ในขณะเดินเข้ามาเรื่อยๆ นางก็เห็นเพียงแค่ร่านค้ากับพวกเล่าบ่าวหญิงชาย ไม่ก็พวกคนที่แต่งตัวดีๆ หน่อยเท่านั้น ที่มาทำการซื้อของหรือค้าขายกันแถวนี้
ก็จริงที่พอจะมีร้านที่เป็แบกะดินหรือเพิงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก ซึ่งส่วนมากที่ร้านพวกนี้ขายก็จะเป็ของป่าเสียมากกว่า
ส่วนร้านปกตินั้นส่วนมากก็จะเป็ร้านค้ามาตรฐาน ที่มีหน้าร้านและสินค้าต่างๆ ถึงจะไม่ได้มีหลากหลายมากเท่ากับโลกเก่า แต่ก็มีสินค้าแปลกตาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ก็ต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้วเ้าค่ะ เพราะแถบนี้เป็ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจากทางการแล้วเท่านั้น ส่วนเขตที่มีชาวบ้านค้าขายหรือเดินซื้อของกันจะอยู่อีกที่หนึ่ง”
“...ยังไงนะ”
“ข้าเองก็พูดไม่ถูกเหมือนกันเ้าค่ะ แต่ที่นายหญิงเคยบอกเอาไว้ว่าเมืองแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่อะไรนัก แต่ก็ได้รับการดูแลเป็อย่างดี การค้านั้นถึงจะไม่ได้หลากหลายแต่ก็มีการแบ่งเขตตลาดกันอย่างเรียบร้อย ซึ่งแถบนี้ข้าเคยตามนายหญิงมาเมื่อนานมาแล้ว เท่าที่ทราบเขตนี้จะเป็เขตชั้นนอกส่วนด้านในที่ท่านองครักษ์กล่าวถึงนั้นจะเป็เขตชั้นในเ้าค่ะ แต่หากเป็ตลาดชาวบ้านนั้นจะถูกจัดเอาไว้อีกแห่งหนึ่งใกล้กับเขตชาวบ้านและผู้ยากไร้เ้าค่ะ”
“อื่ม...”
เยว่ฮวารับคำเบาๆ พลางเดินดูร้านรวงต่างๆ บ้างเข้าบ้างออก แต่ก็ไม่ได้จับจ่ายซื้อของอะไร เพราะนางก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อของอยู่แล้ว เพียงแค่อยากจะมาตรวจสอบเท่านั้น
ซึ่งการมาของนางก็ไม่ได้แปลกแยกจากผู้คนทั่วไปเท่าไรนัก เพราะปกติแถบนี้ก็เป็สถานที่ของคนมีอันจะกินอยู่แล้ว การที่ใครสักคนจะเดินมาพร้อมกับคนรับใช้จึงเป็เื่ปกติ นางจึงไม่ค่อยจะตกเป็เป้าสายตาของคนอื่นๆ มากนัก
‘จะว่าไปสินค้าส่วนมากที่ขายกันถ้าไม่เป็อาหาร สิ่งของเครื่องใช้ก็เป็พวกเครื่องประทินผิว ส่วนพวกร้านขายยาหรือโรงหมอเองก็ไม่ได้มีมากเท่าไรนัก...’ หญิงสาวครุ่นคิดในขณะที่สำรวจร้านค้าในละแวกนี้มาได้พักใหญ่ ‘คงต้องสำรวจให้ทั่วก่อนถึงจะพอกะคร่าวๆ ได้ เอาไว้หลังจากกลับมาจากตลาดชาวบ้านค่อยคิดอีกทีก็แล้วกัน’
ถึงจะอยากแค่ไหนแต่การเร่งรีบจนเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไรนัก นางจึงอยากจะใช้เวลาให้มากกว่านี้เพื่อศึกษาตลาด
เท่าที่รู้มาบิดาของนางนั้นค้าขายเสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่มเป็ส่วนใหญ่ และเพิ่งจะมาเริ่มกิจการพวกข้าวและธัญพืชได้ไม่นานนัก ส่วนอีกสามตระกูลพ่อค้าใหญ่เองก็ทำการค้าที่แตกต่างกันไป
ซึ่งหญิงสาวก็ยังคงเดินแวะที่นั่นที่นี่เรื่อยเปื่อยไม่ได้เจาะจงอะไร โดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นกำลังถูกใครบางคนจับจ้องอยู่...
..............................................