ผมฝัน
ผมมักฝันถึงเื่ราวที่ตัวเองไม่เคยเห็นมาก่อน
มันเป็ภาพของโลกที่ไม่ใช่โลกเดียวกันกับที่เราอยู่ตอนนี้โลกอันห่างไกลจนยากเกินคาดเดา
มันเป็เื่ราวของฝันร้าย
ภาพไฟที่แผดเผาหมู่บ้านแห่งหนึ่งพระเพลิงพิโรธได้แผดเผาทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่งราวกับ้าลบเลือนทุกสิ่งให้หายไปผมััถึงกลิ่นเหม็นของควันไฟ ััได้ถึงขี้เถ้าที่เกิดจากไฟลอยละล่องไปทั่วบริเวณเปลวไฟอันร้อนระอุที่กัดกินสลับดังก้องกับเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ต่างส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวหวาดผวา และ เต็มไปด้วยรู้สึกอันน่าตื่นตะลึงดังขึ้นไม่หยุดหย่อน ทำเอาหัวใจของผมสั่นสะท้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ภาพเบื้องหน้าตัดไปเป็ภาพของผู้คนที่วิ่งวนเอาตัวรอดร่างของคนแล้วคนเล่าล้มลงเพราะ ถูกไฟเผาร่างกาย บ้างก็สำลักควันจนทนไม่ไหวพวกเขาสิ้นชีวิตอยู่ ณ ที่ตรงนั้น
ผมพยายามอุดจมูกกั้นลมหายมิให้สูดเอาควันเข้าไปแต่สติของผมค่อย ๆ ลางเลือนทีละน้อย ร่างกายโอนเอน เข่าสองข้างทรุดลงกับพื้นแล้วล้มลง
ผมพลิกตัวกับพื้นเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าที่ถูกทาทับด้วยสีดำสนิทไร้ซึ่งแสงดาวหรือจันทรามีเพียงควันที่ลอยละล่องออกมาเท่านั้น
มือของผมพยายามเอื้อมไปเบื้องหน้าหวังไขว่คว้าเอาตัวรอดจากห้วงนาทีสุดท้าย
ปากของผมเอ่ยเอื้อนเรียกชื่อหนึ่ง
พี่
พี่ครับ
พี่
กริ่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในห้วงที่พอเหมาะพอเจาะทำให้ผมหลุดจากภวังค์แล้วลืมตาตื่นขึ้น ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน
กลิ่นของควันไฟในฝันจางหายไปมันถูกแทนที่ด้วยกลิ่นของอาหารที่ลอยละล่องผ่านมาผสมกับกลิ่นของอากาศยามเช้าอันแสนสงบที่ปนมาอย่างเข้ากันเสียงนกร้องกระซิบกระซาบดังมาจากต้นไม้ตรงหน้าบ้านประสานเสียงของไก่ขันที่ดังมาจากที่ไกลๆ อย่างร่าเริง ผมรับรู้ว่า รุ่งเช้าของวันใหม่ได้มาถึงแล้ว
“เอาล่ะ”
ผมเอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุกที่ดังจนน่ารำคาญลงก่อนจะปล่อยให้บรรยากาศและธรรมชาติเข้าปกคลุมพื้นที่ของความเงียบทดแทน
ผมค่อย ๆลุกขึ้นจากเตียงมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วล้างหน้าล้างตา
น้ำในก๊อกเย็นะเืเมื่อััลงบนมือผมกวักมันขึ้นมากระทบลงบนใบหน้า ความเย็นััลงบนผิวใบหน้าจนรู้สึกเย็นไปทั่วร่างสายตาของผมจับจ้องมองไปในกระจกบานใหญ่เบื้องหน้าที่สะท้อนภาพของตัวเองที่อยู่ด้วยกันมาตลอด15 ปี
ไม่เปลี่ยนไปสักนิด
ชื่อของผมคือ เมฆ
วันนี้เป็วันแรกในชีวิตการเรียนม.ปลาย ถึงจะเป็เด็กมัธยมปลายแล้วแต่ตัวของผมก็ยังเตี้ยเหมือนเด็กม.ต้นไม่เปลี่ยนแปลง ขนาดยืนมองกระจกอยู่ตอนนี้ก็อ่อนใจกับสภาพร่างกายตัวเอง
“โดนมะปรางล้อว่าเ้าเตี้ยไปอีกนานแน่ ๆ เฮ้ออออ”
ผมบ่นกับตัวเองในกระจกพลางจ้องมองตัวเองด้วยความเอือมระอาก่อนถอนหายใจออกมา และออกจากห้องไปยังบริเวณที่ที่มีกลิ่นหอมลอยละล่องออกมา
ผมลองดมกลิ่นดูน่าจะเป็แกงจืดวุ้นเส้นละมั้งนะ
ผมผลักประตูห้องครัวเข้าไปสิ่งแรกที่เห็นก็คือร่างของหญิงสาวในชุดนักเรียนม.ปลายสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีชมพูกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเตาเธอกำลังใช้กระบวยตักน้ำซุปขึ้นมาชิมรสอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วพยักหน้าพอใจ ก่อนจะหันหน้ามองมาทางผม
“ตื่นแล้วเหรอ เมฆ ?”
“ทำอะไรอยู่ครับพี่นาถ?”
“กับข้าวใส่บาตรให้คุณพ่อแม่น่ะจ้ะเดี๋ยวกับข้าวของเมฆก็จะเสร็จแล้วนะ ไปล้างมือก่อนเถอะ”
“ได้ครับพี่”
เธอคนนี้คือมีชื่อว่านิรนาถหรือ นาถ เป็พี่สาวแท้ ๆและครอบครัวเพียงคนเดียวของผม เธอมีเส้นผมสีดำยาวจรดลงบนแผ่นหลังราวกับแพรไหมเลอค่ารูปร่างสูงโปร่งเหมือนนางแบบที่สมส่วนเพียงแค่มองก็รู้สึกใจเต้นไปหมด
แถมนอกจากรูปร่างแล้วด้านอื่นของพี่นาถยังเรียกว่า โคตรสมบูรณ์แบบ
ทั้งผลการเรียนที่เป็ระดับแนวหน้าของโรงเรียนเคยเป็นักกีฬาโรงเรียนและเลขาธิการของสภานักเรียนอีกต่างหาก เรียกว่า ครบเครื่องทั้งรูปร่างหน้าตาและความสามารถที่สำคัญกว่านั้นมีผู้ชายมาสารภาพรักไม่เว้นแต่ละวัน แถมคนที่มาสารภาพรักล้วนแล้วแต่เป็รุ่นพี่ในชมรมกีฬาบ้างเพื่อนร่วมห้องบ้าง หรือแม้แต่เพศเดียวกันเองยังมีเลย แต่ว่าพี่เขากลับปฏิเสธทุกคนด้วยเหตุผลว่า
‘ขอโทษนะ ต้องดูแลน้องน่ะ’
พ่อแม่ของพวกเราเสียชีวิตไปั้แ่ผมยังจำความได้ทำให้พี่นาถต้องคอยดูแลผมมาตลอดโดยได้รับการอุปการะจากคุณน้าที่นาน ๆ จะกลับมาบ้านสักทีพี่เขาจึงทำทุกอย่างในบ้านแทบทั้งหมด รวมทั้งจัดการเื่เรียนไปพร้อมกัน ๆจนหลายคนถึงกับซูฮกว่า ทำไปได้ยังไง
ด้วยเหตุนี้ทั้งที่มีผลการเรียนดีมากจนสามารถไปเรียนในโรงเรียนดีๆ ในตัวเมืองได้ แต่พี่กลับปฏิเสธว่า ไม่้าย้ายไปในตัวจังหวัด เพราะกลัวว่าจะดูแลผมไม่ได้ ถึงผมจะพยายามบอกให้พี่นาถยอมไปเรียนที่โรงเรียนในจังหวัดก็เถอะพี่สาวก็ปฏิเสธแล้วบอกว่า ถ้าจะให้ไปเรียนแล้วล่ะก็ ผมต้องไปกับพี่เขาด้วยพอบอกแบบนั้นผมก็ต้องคอตกเนื่องจากตัวผมกับพี่นาถนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ถ้าพี่เขาเพียบพร้อมไปหมดแล้วล่ะก็...ผมก็เป็ไอ้ห่วยที่ไม่มีอะไรดีเลย
ตัวก็เตี้ยผลการเรียนก็คาบเส้น เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง แถมยังป่วยบ่อยจนพี่เขาต้องเป็ห่วงบางครั้งผมก็รู้สึกว่า ตัวเองเป็ตัวถ่วงความเจริญของพี่เขาหรือเปล่าน้า
ฟังแล้วเศร้านะครับ
“ตายจริง พี่ลืมกรวดน้ำให้คุณพ่อคุณแม่รอเดี๋ยวนะ เมฆ พี่ไปกรวดน้ำแป๊ป”
“ครับ”
ผมยิ้มรับพี่นาถที่วิ่งกุลีกุจออกจากบ้านไปพร้อมกับแก้วที่ใส่น้ำไว้จนเต็มเธอเดินไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่แล้วค่อย ๆ ท่องคำสวดกรวดน้ำให้แก่พ่อกับแม่
ท่าทางของพี่นาถตอนกำลังท่องคำสวดกรวดน้ำงดงามมากๆยิ่งบวกกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องกระทบบนร่างของพี่เขาจนเหมือนเทพธิดายังไงยังงั้น
“เสร็จแล้วจ้ะ เมฆกินข้าวกันเถอะ”
“ครับ พี่”
ผมพยักหน้ารับแล้วเดินไปตักข้าวลงในจานก่อนยื่นจานให้พี่เขาดู
“ข้าวแค่นี้พอไหมครับ ?”
พี่นาถมองอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าแล้วรับจานไปส่วนผมก็ตักข้าวส่วนผมลงจานแล้วนั่งลงกับพื้น
ปกติบ้านอื่นจะกินข้าวกันบนโต๊ะอาหารแต่บ้านเราจะพิเศษหน่อยตรงที่นั่งกินมันกับพื้นนี่แหละ โดยพี่นาถจะเอาเสื่อมาปูแล้ววางกับข้าวให้พวกเราล้อมวงกัน
“แกงจืด พี่ทำให้เมฆแบบเต็มที่เลยนะมีทั้งหมูสับ มีสาหร่าย มีลูกชิ้นปลาด้วย ฉลองที่ได้เข้าเรียนม.ปลายด้วยกันไงล่ะ”
“ขอบคุณครับพี่ แต่เหมือนจะเยอะเกินนะครับ”
ผมหันมองหม้อแกงจืดบนเตาที่ใหญ่พอควรพลางคิดว่าพี่นาถชอบทำอะไรเยอะ ๆ แบบนี้ทุกทีไม่เห็นใจคนกินเลย
“ไข่ก็กินเยอะ ๆ นะจะได้โตไว ๆ”
พี่นาถเอาช้อนกลางตักไข่เจียวมาวางให้ผมบนจานไข่มีสีเหลืองชวนรับประทานอย่างมาก ฝีมือทำอาหารของพี่เขานี่ทำเอาหิวได้จริง ๆ
“ผมอยากโตจะแย่อยู่แล้วครับพี่”
“เดี๋ยวก็โตจ้ะพี่จะทำอาหารอร่อยให้กินเยอะ ๆ นะ”
“พี่ครับ กินกับบ้างสิครับ เดี๋ยวข้าวก็เย็นหมดหรอก”
ผมบอกพี่นาถที่เอาแต่ตักกับข้าวลงในจานผมจนพูนส่วนจานของพี่นาถที่แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากข้าวสวยร้อน ๆ กับน้ำแกงจืดเล็กน้อยเท่านั้น
“ไม่เป็ไรหรอกพี่กินทีหลังได้จ้ะ เมฆกินเยอะ ๆ นะ”
“ไม่ได้นะครับพี่นาถก็ต้องกินด้วย วันนี้ตื่นมาแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ มาผมตักให้”
ผมใช้ช้อนกลางตักกับข้าวให้พี่นาถกินบ้างโดยไม่ฟังที่พี่สาวคนนี้จะบอกแล้วตักกับข้าวให้พี่นาถจนล้นจาน มีของดี ๆ น่ากินเต็มไปหมด
“เยอะไปนะ เมฆ”
“แค่นี้ไม่เยอะหรอกครับพี่นาถ”
“แต่...พี่ทำให้เมฆกินนะ”
“ผมกินไม่ไหวหรอกครับพี่นาถต้องกินด้วย”
ผมยื่นคำขาดทำให้พี่สาวคนนี้ยอมใช้ช้อนตักข้าวขึ้นมากินแล้วเผยรอยยิ้มออกมา
“อร่อยดีนะ”
“ผมชอบกินข้าวกับพี่นาถที่สุดเลยครับ”
สีหน้าของพี่นาถเหมือนจะประหลาดใจแล้วตอบว่า
“อื้อ พี่ก็เหมือนกัน”