ตอนที่ 41 เสื้อผ้าทำยาก
ยิ่งหลินหร่วนมองดูเสื้อผ้ามากเท่าใดก็ยิ่งรับมิได้เท่านั้น“อาหัน เจ้าถอดชุดนั้นออกเสียเถิด มันดูมิได้เลยสักนิด”
นางคิดว่าเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยประชุนของเขายังน่ามองกว่าชุดที่นางตัดเย็บขึ้นมาใหม่เป็นไหน ๆ
หลินหานส่ายศีรษะพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำว่า“ข้าคิดว่ามันก็ดูดีเช่นกัน ชุดนี้ช่างสวมใส่ได้สบายตัวยิ่งนัก มิอึดอัดเลยสักนิด”
ตอนที่แม่ของเขายังอยู่ เขาเคยใส่เสื้อผ้าใหม่ ๆเช่นกัน ทว่ามันล้วนเป็นผ้าหยาบ ยิ่งใหม่เท่า เวลาใส่ก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดวันนี้มีชุดผ้าฝ้ายให้ใส่ มันเป็นเรื่องที่เขามิกล้าฝันถึง ดังนั้นผู้ใดจะไปใส่ใจรายละเอียดอย่างอื่นกันเล่า
เมื่อหลินหร่วนเห็นว่าเขามิเต็มใจที่จะถอด จึงปล่อยเลยตามเลยแต่ก็มิลืมเอ่ยปากเตือน
“เจ้าอย่าใส่ชุดนี้ออกไปข้างนอกเชียว”
มิเช่นนั้นนางอาจจะอับอายขายขี้หน้าเอาได้
ผู้ใดจะคาดคิดว่าหลินหานจะเข้าใจเป็นอื่น“ข้าเข้าใจ หากใส่เสื้อผ้าที่ดูดีเพียงนี้ออกไปนอกบ้าน หากหวังซื่อเห็นเข้า นางต้องมาหาเรื่องพวกเราเป็นแน่”
มุมปากของหลินหร่วนกระตุกขึ้นทันใด เอาเถิด ในเมื่อเจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว
หลินหร่วนก้มหน้าก้มตาเก็บของเพื่อเตรียมทำอาหารทว่าบังเอิญเหลือบไปเห็นหลินซิ่วที่กำลังจ้องมองหลินหานด้วยดวงตาเป็นประกายใบหน้าน้อย ๆ ของนางเต็มไปด้วยความอิจฉา
“ท่านพี่ เมื่อใดท่านจะทำชุดใหม่ให้ข้าบ้าง ? ”
หลินหร่วนรู้สึกปวดศีรษะยิ่งนัก “หลินซิ่วเจ้ามิต้องรีบร้อนไปหรอก ประเดี๋ยวข้าจะไปหาป้าโจว เพื่อขอให้นางช่วยเย็บชุดใหม่ให้แก่เจ้า”
นางมิอยากนั่งหลังขดหลังแข็งเย็บผ้าอีกแล้ว นางอยากขึ้นไปบนภูเขาเพื่อพัฒนาพลังวิเศษของนาง!
หลินซิ่วรู้สึกมิค่อยพอใจเท่าใดนัก “แต่หลินซิ่วอยากใส่ชุดที่ท่านพี่เป็นผู้ตัดเย็บนี่”
นางคิดว่าบัดนี้พี่สาวสนใจแต่พี่ชาย มิได้สนใจนางเหมือนแต่ก่อนแล้วก่อนหน้านี้พี่สาวพาพี่ชายไปเล่นสนุก และบัดนี้ก็ยังตัดเย็บชุดใหม่ให้แค่พี่ชายอีกดังนั้นนางจึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก
เมื่อหลินหร่วนเห็นสายตาของหลินซิ่วก็อดปวดศีรษะขึ้นมามิได้
นางมิมีทางอื่นแล้วสินะหลินหร่วนทำได้เพียงลดเวลาขึ้นไปบนภูเขา จากนั้นก็ไปเชิญโจวเหลียนเอ๋อมาสอนนางตัดเย็บเสื้อผ้า
เมื่อโจวเหลียนเอ๋อเห็นเสื้อผ้าของหลินหานที่บิดเบี้ยวไปมาก็ถึงกับต้องกลั้นหัวเราะอย่างหนัก
“อาหร่วน หากเจ้ามิรังเกียจ เช่นนั้นให้ข้าช่วยซ่อมชุดของอาหานเถิด”
หลินหร่วนพยักหน้าราวกับแม่ไก่ที่กำลังจิกข้าว“มิรังเกียจ มิรังเกียจเลยสักนิด เมื่อได้เจ้ามาช่วยแก้ให้ ย่อมเป็นเรื่องดี ชุดแบบนั้นแม้แต่ข้าก็มิกล้าสวมออกไปนอกบ้าน”
โจวเหลียนเอ๋อคล่องแคล่วเป็นอย่างมาก นางใช้เวลามินานก็สามารถเลาะชุดที่หลินหร่วนเย็บนานถึงสามวันออกมาได้ทั้งยังตัดชายผ้าส่วนเกินออกไปเล็กน้อย
นางใช้เวลาเพียงแค่สองวันก็เย็บชุดที่ดูดีออกมาแล้ว
“เจ้าตัดชุดนี้เล็กไปหน่อยมันใส่ได้พอดีแค่ปีนี้เท่านั้น เกรงว่าปีหน้าคงจะใส่มิได้แล้ว”
หลินหานใส่ชุดใหม่ด้วยความดีอกดีใจ จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า“ตอนที่กำลังตัดเย็บ ข้าได้บอกนางเอาไว้แล้วว่าจะตัดชุดให้ใหญ่สักหน่อย เช่นนี้เจ้าจะสามารถใส่ได้อีกสองปีทว่านางมิยอมฟังเชื่อ นางกล่าวว่าหากใส่เสื้อผ้าใหญ่เกินไปมันจะดูมิดี”
หลินหร่วนถลึงตาใส่เขา “ข้าหวังดีอยากให้เจ้าได้ใส่ชุดที่มันพอดีตัวเยี่ยงไรเล่า! ”
โจวเหลียนเอ๋อปิดปากหัวเราะ “เด็กหนุ่มมักจะโตเร็วดังนั้นควรตัดชุดให้ยาวสักหน่อย หากตัดพอดีตัว ประเดี๋ยวพรุ่งนี้คงสั้นเต่อ ชายเสื้อลอยแล้ว”
หลินหร่วนรู้สึกอับอายเล็กน้อย นางมาจากยุคปัจจุบันหากซื้อเสื้อผ้ามักจะซื้อชุดที่พอดีกับตัว แม้แต่เสื้อผ้าของเด็ก ๆ ก็จะมิซื้อเสื้อผ้าที่ใหญ่จนเกินไปดังนั้นนางจึงมิได้คิดมากถึงเพียงนั้น
ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ หลินหานกับหลินซิ่วมิมีโอกาสได้สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ นางจึงมิได้คำนึงถึงจุดนี้
โจวเหลียนเอ๋อเข้าใจหลินหร่วนดี ดังนั้นนางจึงมิได้หัวเราะต่อไปอีกนางอดทนสอนหลินหร่วนตัดผ้าและเย็บผ้า เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน ในที่สุดนางก็ตัดเย็บชุดของหลินซิ่วได้สำเร็จโดยที่มีโจวเหลียนเอ๋อคอยกำกับอยู่ข้าง ๆ
หลินซิ่วสวมชุดที่พี่สาวทำให้ด้วยตนเอง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
หลินหร่วนยังมิได้ตัดความสัมพันธ์อันดีกับหอจุ้ยเซียนเช่นกัน
หลงจู๊เฉียนยังช่วยในเรื่องการเข้าเรียนของหลินหานอีกด้วย
ค่าเล่าเรียนเป็นเงินสองตำลึงต่อเดือน เขาจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนและต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอีกหนึ่งร้อยอีแปะต่อเดือน ส่วนอุปกรณ์การเรียนให้เตรียมไปเอง
จางซิ่วไฉกล่าวว่า...หลินหานที่เป็นบุตรชาวนา เช่นนั้นต้องรอเก็บเกี่ยวข้าวโพดให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อนถึงจะรับเข้าเรียนอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้เขาหยุดเรียนเพื่อไปช่วยครอบครัวเก็บเกี่ยวข้าวโพด
หลินหร่วนประทับใจในตัวจางซิ่วไฉเป็นอย่างมากทั้ง ๆ ที่มิเคยพบเจอกันมาก่อน แต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่าเขามิใช่คนที่แข็งกระด้าง มิคิดว่าการเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดคนเช่นนี้ช่างหาได้ยากอย่างแท้จริง
ถึงการเรียนจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใช้ชีวิตก็สำคัญมิแพ้กัน
ถึงเยี่ยงไรก็มิสามารถหลงลืมปัจจัยพื้นฐานไปได้เพราะมัวแต่ร่ำเรียนตำรา ศิษย์ที่ถูกอบรมสั่งสอนมาเช่นนั้น มิได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับความทุกข์ยากในใต้หล้าเลยสักนิด
หลังจากที่จัดการเรื่องเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้วหลินหร่วนจึงขอให้ลุงโจวช่วยทำกระบะทรายให้แก่นาง นางเททรายละเอียดที่แห้งแล้วลงไปในกระบะทรายเพื่อให้หลินหานฝึกเขียนตัวอักษร เมื่อฝึกจนชำนาญแล้ว จึงเริ่มฝึกเขียนลงในกระดาษ
สิ่งแรกที่หลินหานฝึกเขียนก็คือชื่อของตนเองเป็นคราแรกที่เด็กน้อยได้ลองเขียนชื่อของตนเอง ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
หลินหร่วนคิดว่าเขาตื่นเต้นเกินไปหน่อยหรือไม่แต่ก็พอจะเข้าใจความตื่นเต้นของหลินหานได้
ในยุคปัจจุบัน เด็ก ๆ ทุกคนต่างก็มีหนังสือ ทั้งยังได้รับการศึกษาโดยที่มิต้องเสียเงินทว่าในยุคนี้การที่บุตรหลานชาวนาได้ร่ำเรียนตำรานั้น แทบจะเป็นเรื่องที่พวกเขามิกล้าฝันถึง
หากต้องการร่ำเรียนตำรา ครอบครัวก็ต้องทำงานหนักยิ่งขึ้น
ในใต้หล้านี้มีคนที่รู้หนังสือมากมาย ทว่าคนที่อ่านอุบายออกนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ดังนั้นครอบครัวชาวนาส่วนใหญ่จึงมิมีความคิดส่งบุตรของพวกเขาไปเรียนหนังสือ
วันเวลาที่มีเป้าหมายมักจะผ่านไปเร็วเสมอ
เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงช่วงกลางเดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติอากาศเริ่มเย็นลง บัดนี้ใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวโพดในไร่แล้ว
ท้องนภายังมิทันสว่าง หลินหร่วนก็ได้ปลุกหลินหานขึ้นมาทั้งสองสะพายตะกร้าไว้บนหลังแล้วเดินออกมาจากบ้าน
ไร่ข้าวโพดอยู่ข้าง ๆ บ้านหลังเก่า ซึ่งใช้เวลาเดินเพียงมิกี่อึดใจเท่านั้น
เมื่อทั้งสองคนมาถึงไร่ข้าวโพด ลุงโจวกับป้าโจวที่มีไร่ติดกันก็ได้มาถึงแล้วเช่นกัน
“ท่านลุง ท่านป้า เหตุใดพวกท่านถึงมาเร็วนักเล่า? ”
“ยามเช้าอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ดังนั้นพวกข้าจึงออกมาเร็วสักหน่อยจะได้กลับเร็วขึ้นอีกนิด เช่นนี้จะได้มิลำบากจนเกินไป”
ในขณะที่เอ่ย มือของป้าโจวยังคงเก็บเกี่ยวฝักข้าวโพดอย่างต่อเนื่อง“อาหร่วน อาหาน พวกเจ้าก็ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวไปเรื่อย ๆ เถิด หากเหนื่อยก็พักสักหน่อยเมื่อพวกข้าเก็บเกี่ยวข้าวโพดของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปช่วยพวกเจ้าอีกแรง”
หลินหร่วนยกยิ้มแล้วตอบว่า “ป้าโจว ท่านมิต้องห่วงงานเช่นนี้พวกข้าทำได้สบาย ๆ ”
ตอนที่เจ้าของร่างเดิมยังอยู่ในตระกูลหลิน นางทำไร่ทำนามาตั้งมากมายที่ดินเพียงแค่สองหมู่นี้เทียบกับแต่ก่อนมิได้เลยด้วยซ้ำ
ป้าโจวทราบว่าหลินหร่วนเป็นคนดื้อรั้น ดังนั้นนางจึงมิได้เอ่ยอันใดออกไปมากนักในใจครุ่นคิดว่ายามเว่ยค่อยให้ต้าหลางมาช่วยพวกเขาเก็บเกี่ยวข้าวโพด ที่ดินสองงานมินับว่ามากมายอันใดหากเร่งมือสักหน่อย คาดว่าพรุ่งนี้ก็คงจะเสร็จ
พอหันหน้ากลับไป นางก็ต้องตื่นตกใจจนอ้าปากค้าง
นางเห็นหลินหร่วนใช้สองมือจับฝักข้าวโพดแล้วหักมันออกมาอย่างคล่องแคล่วฝักข้าวโพดที่มีเปลือกนอกติดอยู่หลุดออกมาจากต้น จากนั้นก็ถูกโยนใส่ตะกร้าด้านหลังข้าวโพดหนึ่งฝักเพิ่งจะลงตะกร้าไป ข้าวโพดฝักใหม่ถูกโยนตามลงไปติด ๆ
ความเร็วแบบนี้ เร็วกว่าผู้ใหญ่สองคนเสียอีก !