‘เด็กนี่ หยิ่งชะมัด แต่ก็ยังหล่อมากเหมือนเดิม’ ซู่หรานคิด
ระหว่างที่เธอหน้าเจื่อน กำลังจะนั่งลง ซู่หรานเหลือบเห็นว่าปลายเท้าของจิ้งจื่อขยับเร็วๆ เตะเก้าอี้ด้านข้างของเขาจนลอยมาทางซู่หราน เธอรีบยกสองแขนขึ้นปิดหน้า
‘แค่ทักทายต้องโกรธขนาดนี้เลยหรอ!!!’ ซู่หรานหัวใจหล่นวูบ
โครม!!
เสียงเก้าอี้ปะทะกับบางคนจนล้ม ซู่หรานรีบลืมตามอง ไม่ใช่เธอที่ถูกขว้างเก้าอี้ใส่ แต่เป็ชายแก่เ้าของร้าน อิงเถาเองก็ใตาโตจนไม่กล้าขยับ
ชั่วเวลากลั้นลมหายใจ ชายแก่รีบลุกขึ้นและวิ่งหนีไปอีกทาง จิ้งจื่อรีบลุกขึ้นจะตามไป แต่ซู่หรานมือไวกว่า เธอคว้าถ้วยชาขว้างใส่ท้ายทอยของชายชราที่วิ่งเร็วมาก ถ้วยชาแตกกระจาย แล้วชายแก่ก็ล้มลงตรงนั้น
จิ้งจื่อรีบไปจับตัวเ้าของร้านคนนั้นเอาไว้ เขาใช้เชือกมัดตัวคนร้ายทันที ก่อนจะหันมามองทางร้านน้ำชา ซู่หรานยืนหอบหายใจ เหมือนนางก็ใไม่น้อย เพียงแค่ปฏิกิริยาตอบโต้ทางร่างกายไวมาก
จิ้งจื่อขมวดคิ้วมุ่น เขาประหลาดใจในตัวหญิงหน้าด้านคนนั้นยิ่งขึ้น แต่ที่เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ลูกน้องสามคนของเขากำลังอ้าปากตาค้าง จ้องมองซู่หรานด้วยความใขั้นสูงสุด
กระทั่งจิ้งจื่อลากตัวคนร้ายมายืนอยู่หน้าร้าน ลูกน้องสามคนของเขาก็ยังไม่อาจละสายตาจากซู่หราน
“อย่าเสียมารยาท” จิ้งจื่อดุลูกน้อง ซู่หรานที่เอาแต่จ้องจิ้งจื่อก็สะดุ้งเช่นกัน เธอคิดว่าเขาดุใส่เธอจึงก้มหน้าลง
“พวกเ้าจะจ้องบุตรสาวผู้อื่นเช่นนั้นอีกนานเท่าไร” เขาดุ
“ขะ..ขออภัยขอรับ” ลูกน้องของจิ้งจื่อขอโทษซู่หรานในที่สุด
“มะ..ไม่เป็ไร” ซู่หรานหันไปโบกไม้โบกมือ เธอเพิ่งเข้าใจว่าเขาไม่ได้ดุเธอ แต่ดุใส่ลูกน้อง ในใจของซู่หรานรู้สึกหนักอึ้งน้อยลงทันที เขาไม่ได้รังเกียจที่ถูกเธอจ้องมอง!
“แม่นาง ท่านเป็ยอดฝีมือจากสำนักใดหรือ” ลูกน้องคนหนึ่งของจิ้งจื่อ ขยับตัวไปใกล้ซู่หราน และถามด้วยความตื่นเต้น
“เอ่อ..” ซู่หรานไม่รู้จะตอบอย่างไร
“อย่าเสียมารยาท นี่คือแม่นางหวังซู่หราน บุตรสาวของท่านบัณฑิตหวัง” จิ้งจื่อตำหนิลูกน้องอีกครั้ง และแนะนำตัวซู่หรานให้ทุกคนรู้จัก
“อะไรนะ!” ลูกน้องทั้งสามหันไปถามจิ้งจื่อพร้อมกัน ก่อนที่จะหันมาจ้องมองซู่หรานอีกครั้ง
“แม่นางคือบุตรสาวของบัณฑิตหวังจริงหรือ”
“เอ่อ...” ซู่หรานยังคงพูดไม่ออก
“พอได้แล้ว รีบไปตรวจสอบว่าเ้าของร้านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ อย่ามาเสียเวลากับเื่ไร้สาระ” จิ้งจื่อดุลูกน้องและออกคำสั่งเด็ดขาด
‘เื่ไร้สาระงั้นหรือ เหอๆ’ ซู่หรานรู้สึกคล้ายโดนเขาด่า
ลูกน้องสามคนได้แต่ก้มหน้ารีบไปทำตามคำสั่ง เข้าไปตรวจค้นด้านหลังร้านน้ำชาด้วยความเสียดาย พวกเขาอยากรู้จักซู่หรานให้มากขึ้น ยังไม่อยากเชื่อว่าบุตรสาวจวนขุนนางจะเก่งกาจเพียงนั้น
“เหตุใดเ้าถึงปาถ้วยชาใส่เขา” จิ้งจื่อพูดคุยกับซู่หรานในที่สุด
“ก็เขากำลังหนี” ซู่หรานนั่งลง พูดโดยไม่มองจิ้งจื่อบ้าง
“เขาหนีหรือ?” จิ้งจื่อยังไม่หายสงสัย
“ก็เ้าเป็เ้าหน้าที่ตำแหน่งซื่อ เขาเห็นเ้าก็มือสั่นกลัว พอถูกเปิดเผยตัวก็หนี ชัดเจนว่าเขาเป็คนร้ายไม่ใช่หรือ” ซู่หรานหยิบถ้วยชาใหม่มารินน้ำชาไปด้วย ตอบคำถามซื่อจิ้งผู้ยิ่งใหญ่ไปด้วยความประชดประชัน
“แค่นั้นหรือ?” เขายังจี้ถามต่อ
“อะไร นี่เ้าสงสัยข้าหรือ สงสัยว่าข้าอาจร่วมมือกับคนร้ายงั้นหรือ เพราะข้าเป็หญิงหน้าด้านหรือเพราะข้าเป็คนน่ารังเกียจ เ้าถึงจ้องจับผิด หรือแค่เพียงเพราะข้าเป็บุตรีจวนขุนนาง ไม่ควรขว้างถ้วยชาได้แม่น ไม่ควรยิงธนูเป็เช่นนั้นหรือ?” ซู่หรานหันไปเผชิญหน้ากับคนหล่อตรงๆ
‘ถูกดูถูกขนาดนี้ ถึงจะหล่อแค่ไหน แต่ถ้าเธอยังหวั่นไหวกับเขาอีกก็ควรเรียกตัวเองว่าสุนัขตัวเมียได้แล้วนะ’ ซู่หรานบอกตัวเองในใจ ระหว่างหันไปเผชิญหน้ากับจิ้งจื่อคนหล่อ
จิ้งจื่อจ้องมองซู่หรานอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกผิดต่อสายตาแรงกล้าของสตรีตรงหน้า การเป็คนกล้าและเป็ผู้มีฝีมือแม้จะเป็สตรีก็ไม่ใช่ความผิดจริงๆ นั่นแหละ เขาถอนหายใจ
“ข้าขออภัย ไม่ได้เจตนาดูถูกเ้า และ..ขอบคุณที่ช่วย” เขาหลบตาตอนพูดขอบคุณ ไม่รู้ทำไม แต่เขารู้สึกไม่กล้าจ้องมองกลับ
หัวใจของซู่หรานกระตุกอีกครั้ง และเริ่มเต้นผิดจังหวะ เพราะการหลบตาของชายงามตรงหน้า มันช่างงดงามน่าเอ็นดูจนอยากกรีดร้อง ซู่หรานต้องอ้าปากเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายหายใจ เธอรู้สึกว่าคอเริ่มแห้งผิดปกติ
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องขอบคุณ” ซู่หรานทำเป็พูดประชด หันมายกถ้วยชาดื่มอีกครั้ง ทำราวกับจอมยุทธ์สูงส่งที่เพิ่งช่วยชาวบ้านตาดำๆ
‘บ้าเอ๊ย!! นางหมาตัวเมีย เธอมันหมาตัวเมียสินะ’ ซู่หรานกรีดร้องก่นด่าตัวเองในใจ เพิ่งรักษาศักดิ์ศรีได้เพียงครู่เดียว แค่เขาหลบตาก็ยอมแพ้แล้ว
“ซื่อจิ้ง เ้าของร้านและภรรยาของเขาถูกจับมัดไว้หลังร้าน พวกข้าได้ช่วยปล่อยตัวแล้ว ไม่มีผู้ใดาเ็ขอรับ”
“อืม พาพวกเขากลับไปสอบปากคำ” จิ้งจื่อไม่มองมาทางซู่หรานเลย
“ขอรับ” พวกลูกน้องตอบพร้อมกัน
“...กลับเถิด” เขาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ไม่ได้พูด
จิ้งจื่อและลูกน้องเดินจากไปนานแล้ว แต่ซู่หรานยังคงมองตามหลังไม่ยอมไปไหน กระทั่งอิงเถาเขย่ามือของซู่หราน เธอถึงรู้สึกตัวและหันมองอิงเถา
“มีอะไร”
‘ไปจากที่นี่กันเถิดเ้าค่ะ อันตรายยิ่งนัก ข้ากลัวเ้าค่ะ’ อิงทำมือบอก
หลังจากเหตุการณ์จับกุมคนร้ายครั้งนั้น ซู่หรานแม้ไม่อยากพูดคุยกับคนแปลกหน้า แต่เธอพบว่าการพูดคุยทำให้เข้าใจผู้คนมากขึ้น และจากการพูดคุยกับร้านค้าต่างๆ ทำให้เธอรู้ว่าที่นี่ ในโลกใบนี้ที่เธออยู่ ผู้คนไม่ได้มีความเป็อยู่อย่างที่เธอรู้และเข้าใจ
ซู่หรานเป็ลูกขุนนาง มีพ่อที่มีความสามารถ มีเงินรายปีใช้ตลอดไม่ต้องห่วงว่าจะอดตาย เสื้อผ้าที่เธอขาย คนซื้อส่วนใหญ่ก็เป็เพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีเงินมากพอจะซื้อ ทุกคนที่เป็ลูกค้าของเธอคือพวกชนชั้นสูง ผู้มีอันจะกิน พวกเขาซื้อครั้งละเป็ร้อยชุด
ส่วนคนชั้นล่าง บางครอบครัวอดอยากจนไม่อาจเลี้ยงลูกได้ หญิงสาวบางคนต้องยอมขายตัวเพื่อช่วยครอบครัวสามี เพราะพวกเธอไม่มีงานทำ งานทำไร่ทำสวนอย่างน้อยก็ต้องมีพื้นที่ และมีเมล็ดพันธุ์ พวกผู้ชายก็ทำงานใช้แรงงานบ้าง หรือไม่ก็ไปเป็ทหาร
ซู่หรานกลับบ้านด้วยความว่างเปล่า
ซู่หรานคิดอะไรไม่ออกเลย เธอนึกถึงตัวเองที่เคยนอนเน่าอยู่แต่ในห้อง เคยใช้ชีวิตให้หมดไปวันๆ ก่นด่าโชคชะตาที่ไม่มีโอกาสให้เธอได้พลิกฟื้นชีวิตเน่าๆ ของตัวเอง สุดท้ายจึงต้องนอนปลอบใจว่าเดี๋ยวก็ตายแล้ว ไม่จำเป็ต้องลงมือทำอะไรให้มากมาย ปล่อยเวลาไปอย่างสูญเปล่า
ในขณะที่ชาวบ้านในยุคโบราณ อย่าว่าแต่มีโอกาสนอนเน่าในห้องเลย แม้แต่ห้องดีๆ สักห้องให้นอนเน่าพวกเขาก็ไม่มี ป่วยเป็โรคก็ไม่มีโอกาสได้รับการรักษา ทุกอย่างล้วนขาดแคลน เสื้อกันหนาว ถ่านฟืนให้ความอบอุ่น อาหารสะอาด น้ำดื่มปลอดเชื้อ หรือกระทั่งความฝัน ผู้คนที่นี่ก็แทบไม่รู้จัก
ทุกวันถูกใช้ไปกับการเอาชีวิตรอด!