แสงสีอ่อนเข้าปกคลุมร่างกายของโจวซิงเฉิงในขณะที่เขาหลับแต่มันกลับทำให้ร่างจิติญญาของโจวซิงเฉิงซึ่งเป็เ้าของร่างตัวจริงก่อนหน้าถึงกับต้องเบิกตากว้างเพราะมันมีผลต่อเขาโดยตรงนั่นเอง
ไม่นานร่างของเขาก็หายวับไปอย่างรวดเร็วแสงสีแดงแกมม่วงอ่อนจางส่องแสงเรื่อเรืองออกมาคล้ายจะประกาศศักดาให้ทุกคนได้รู้ว่าอย่าได้เข้าใกล้ร่างกายที่มันคุ้มครองเด็ดขาด
ส่วนโจวซิงเฉิงที่หลับไปนั้นก็กำลังฝันว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ที่บ้านพักตากอากาศที่ภาคใต้แสนอบอุ่นและก็กำลังนั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าพร้อมกับการดื่มชาอย่างมีความสุข
กระทั่งหูของเขาแว่วเสียงเหมือนคนเรียกจึงได้ลืมตาตื่นขึ้นมาและแสงสีแดงแกมม่วงอ่อนจางนั้นก็หายไปทันทีอย่างไร้ร่องรอย
“เช้าแล้วเหรอเนี่ย”ชายหนุ่มััได้ถึงความหนาวเย็นอีกครั้งทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาฝันว่าได้นั่งอยู่ที่บ้านพักตากอากาศที่ภาคใต้ทั้งยังได้นั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าด้วยความอบอุ่นนั้นแม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังคิดว่าเป็เื่จริง
เมื่อลงจากเตียงได้ก็ใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินออกไปยังประตูหน้าลานบ้านดินหลังเล็กด้วยสีหน้าราบเรียบ
พอเปิดประตูออกก็เห็นว่าเป็ลู่จิวและหลินเจี้ยนกั๋วสหายรักทั้งสองคนที่ต่างก็มีครอบครัวไปแล้วทั้งคู่ทั้งตอนนี้พวกเขาก็ยังโชคดีได้แยกบ้านออกไปตามกฎของหมู่บ้านด้วย
“สีหน้าค่อนข้างดีเลยนี่เหล่าโจว”ลู่จิวเอ่ยทักสหายรักของเขาด้วยสีหน้าเบิกบาน
“อืม พวกนายเข้ามาข้างในก่อน”ว่าแล้วก็หมุนตัวกลับพาสหายเดินเข้าบ้านอย่างเชื่องช้า
เจี้ยนกั๋วที่เห็นสภาพของสหายแล้วก็ได้แต่ถอนใจทว่าเขาก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้มากกว่านี้อีกแล้วเพราะเขาเองก็แทบจะอดตายเหมือนกัน “เมื่อวานไปคำนับทักทายลุงเฉินมา เขาถามถึงด้วยนายนะเหล่าโจว”
โจวซิงเฉิงชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อยก่อนจะเดินต่ออย่างเชื่องช้า“เอาไว้ให้อากาศอุ่นกว่านี้ก็แล้วกันฉันจะไปให้ลุงเฉินตรวจร่างกาย”ลุงเฉินก็คือหมอเท้าเปล่าของหมู่บ้านหนิงสุ่ยด้วยประสบการณ์ที่มีมาอย่างยาวนานทำให้ลุงเฉินสามารถวินิจฉัยและรักษาโรคได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว
“นายนี่นะ จะทรมานตัวเองไปถึงไหนกัน”ลู่จิวที่เดินอยู่ข้างๆคอยระวังเพราะกลัวเหล่าโจวจะล้มแต่ไม่เข้าช่วยประคองเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมให้พวกเขาช่วยเหลือนั่นเอง
“ต่อจากนี้จะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้วล่ะพวกนายสบายใจได้”ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในห้องโถงเล็กๆของบ้านดินที่แทบจะหาที่นั่งไม่ได้
สองสหายก็รีบช่วยกันยกเก้าอี้เก่าๆมานั่งข้างสหายของพวกเขา“นายดูนี่เหล่าโจว ดูสิว่าพวกเราเอาอะไรมาให้นายกิน” ว่าแล้วก็เปิดกล่องอาหารออก
โจวซิงเฉิงมองเกี๊ยวนึ่งห้าตัวและบะหมี่ชามเล็กแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองสหายรักทั้งสองด้วยสีหน้ายากจะบ่งบอกความรู้สึกทว่าั์ตาของเขานั้นมันชัดเจนยิ่งกว่าสีหน้าแล้ว
“รีบกินเร็วเข้าเดี๋ยวพวกมันจะเย็นเสียก่อน”เจี้ยนกั๋วเร่งสหายรักของเขา เพราะไม่อยากให้สหายรักต้องกระอักกระอ่วนใจไปมากกว่านี้
เมื่อก่อนมีแต่เหล่าโจวที่คอยช่วยเหลือพวกเขาและมันก็เป็เช่นนี้มาั้แ่ตอนเป็เด็กแม้แต่ตอนที่อีกฝ่ายไปเป็ทหารเวลากลับมาที่หมู่บ้านเหล่าโจวก็มักจะมอบเงินให้พวกเขาเอาไว้ใช้พร้อมกับมีของฝากติดมือมาด้วยตลอด
ดังนั้นเมื่อเขาประสบกับโชคชะตาเช่นนี้แล้วพวกเขาจึงมีโอกาสได้ช่วยเหลือ แม้จะทำได้ไม่ดีพอเท่ากับที่เหล่าโจวเคยทำให้พวกเขาแต่พวกเขาก็สัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทอดทิ้งสหายรักคนนี้แน่นอน
“ขอบใจพวกนายสองคนมาก” ว่าแล้วเขาก็ใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวนึ่งไส้ผักดองเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยเพราะได้กินแค่เพียงซุปผักมาสองมื้อแล้วเกี๊ยวที่เขาได้กินในเช้านี้จึงเป็อะไรที่วิเศษสุดๆไปเลย
ลู่จิวเลื่อนชามบะหมี่ให้สหายรัก“เมียฉันบอกให้ฉันเพิ่มเนื้อตุ๋นให้นายสองชิ้นเลยนะเหล่าโจว กินให้หมดล่ะ”
“อื้ม ฉันจะกินให้หมด”ชายหนุ่มยกถ้วยบะหมี่ขึ้นมาแล้วก็คีบเส้นบะหมี่เข้าปากสายตาก็มองสหายรักทั้งสองที่ไม่เคยทอดทิ้งเขาั้แ่กลับมาอยู่ที่หมู่บ้านเขาจดจำได้ทั้งหมดแล้วต่อไปถ้าเขามีชีวิตที่ดีขึ้นสหายทั้งสองจะต้องได้สุขสบายไปพร้อมกับเขา
รอจนสหายกินบะหมี่หมดเจี้ยนกั๋วจึงได้เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง“ตอนเย็นฉันจะแบ่งฟืนกับแป้งมาให้นายเพิ่มอีกหน่อยก็แล้วกันนะเหล่าโจว”
“ไม่ต้องหรอกเจี้ยนกั๋วตอนนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้วรออีกสักสองสามวันฉันจะขึ้นเขาไปหาฟืนกับผักป่าต่อไปนี้พวกนายไม่ต้องเป็ห่วงฉันหรอกนะ”
ลู่จิวกับเจี้ยนกั๋วสบตากันก่อนจะยิ้มออกมาในที่สุดสหายรักของพวกเขาก็เริ่มคิดตกและหันมาใส่ใจตัวเองอย่างจริงจังแล้วสินะ
“เอาอย่างนั้นก็ได้แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วยนายห้ามปิดปากเงียบนะ”
“แน่นอนฉันก็มีแค่พวกนายสองคนที่คอยเป็ห่วงและทำดีด้วย ถ้าไม่ไหวต้องเรียกพวกนายอยู่แล้ว”
สองสหายมองเหล่าโจวด้วยสีหน้าเบิกบานดูเหมือนว่าปีใหม่นี้จะเป็ปีที่ดีสำหรับพวกเขาทั้งสามคน
มองส่งสหายรักทั้งสองอยู่ที่หน้าประตูบ้านครู่ใหญ่ชายหนุ่มก็เดินไปที่คลองน้ำหลังบ้าน เขาคาดหวังว่าจะมีปลาหรือไม่ก็กุ้งกับปูอยู่ในหลุมดักที่เขาทำเอาไว้เมื่อวาน
แต่โชคของเขาไม่ได้ดีขนาดนั้นเพราะในหลุมดักปลามีแค่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้นชายหนุ่มยังคงสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิม เขาเดินสำรวจออกไปไกลอีกหน่อยค่อยๆเดินเลาะเลียบริมคลองสายนี้ไปเรื่อยๆ
จนไปถึงสะพานไม้ข้ามคลองขนาดเล็กจึงได้หยุดฝีเท้าลงเพราะเขาไม่สามารถเดินข้ามไปได้ในสภาพของคนขาพิการเช่นนี้
“ถ้าสะพานกว้างกว่านี้ก็จะไปได้สินะ”ว่าแล้วเขาก็หันหลังเดินกลับไปที่บ้าน ถือว่าเดินออกกำลังกายก็แล้วกัน
โจวเฉินมองตามแผ่นหลังที่ตั้งตรงอย่างหยิ่งทระนงของโจวซิงเฉิงแล้วก็ได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
“เป็แค่คนพิการยังมีความกล้าทำสีหน้าแบบนี้ด้วยหรือไงฉันจะคอยดูว่าแกจะรอดไปได้อีกกี่วัน”การที่พวกเขาทำเช่นนี้กับโจวซิงเฉิงมีคนส่วนมากในหมู่บ้านที่ไม่เห็นด้วย ทั้งยังถูกพูดกระทบกระเทียบมาจนถึงทุกวันนี้
แต่เื่ภายในครอบครัวตระกูลโจวล้วนแต่เป็คนตระกูลโจวที่ต้องจัดการกันเองดังนั้นเมื่อแยกบ้านและพ่อแม่มอบเงินให้สำหรับสร้างบ้านอิฐให้กับเขาแล้วโจวเฉินก็เริ่มเกลี้ยกล่อมและโน้มน้าวพ่อกับแม่ให้ขจัดตัวปัญหาออกไปจากบ้านหลักเสีย
เขาเคยสงสัยมานานว่าน้องชายคนนี้ใช่ลูกของพ่อแม่จริงๆหรือเปล่าเพราะหน้าตาเขาดีกว่าพี่น้องในบ้านทุกคนแต่คำตอบก็ยังคงเป็เช่นเดิมทว่าเป็เพราะปีนั้นกว่าจะคลอดน้องชายคนนี้ออกมาได้แม่ของเขาก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด ดังนั้นความรู้สึกที่มีต่อโจวซิงเฉิงจึงไม่ได้ดีเท่าไหร่แม้แต่ชื่อก็ยังไม่สนใจจะตั้งด้วยซ้ำยังคงเป็ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ที่เข้ามาช่วยจัดการในเื่นี้
คิดมาถึงตรงนี้มุมปากของโจวเฉินก็เผยยิ้มเย้ยหยันออกมาจากนั้นก็เดินกลับอย่างไม่คิดจะสนใจโจวซิงเฉินอีกต่อไป
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เห็นว่าภรรยากำลังเตรียมทำอาหารอย่างอารมณ์ดีอยู่ในห้องครัวเขาจึงได้เดินเข้าไปหาเ้าหล่อน
“ไปไหนมาหรือคะอาเฉิน”หลิงอี้ถามสามีพลางมือก็นวดแป้งเตรียมทำหมั่นโถวแป้งข้าวโพดไปพลาง
“ผมไปดูเ้าสามมาน่ะ” พูดพลางมุมปากของเขาก็ยกยิ้มร้ายกาจออกมามันเป็ความสุขใจอยู่ลึกๆ“ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีชีวิตรอดมาได้จนผ่านปีใหม่ปีนี้มาได้”
หัวคิ้วของหลิงอี้ขมวดมุ่นเล็กน้อยแต่เมื่อคิดว่าผลประโยชน์ที่ครอบครัวของเธอได้รับก็มาจากโจวซิงเฉินคนนั้นทั้งเธอยังพลอยโดนผู้คนในหมู่บ้านบางส่วนเกลียดชังไปด้วยหัวคิ้วของเธอก็คลายออกจากกัน
“ก็แยกบ้านและตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้วไม่ใช่เหรอคะไม่เห็นต้องใส่ใจเขาเลยนี่”แม้หลิงอี้ไม่ใช่คนที่ชอบเอาเปรียบใครแต่เมื่อสถานการณ์มันเป็เช่นนี้และโจวเฉินก็คือสามีของเธอ เธอยังต้องคิดมากด้วยเหรอ
“ผมก็ไปดูเผื่อว่ามันจะมาขอความช่วยเหลือที่บ้านของพวกเรายังไงล่ะแต่ดูเหมือนว่าผมจะคิดมากไปเอง” ว่าแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เป็แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะค่ะบ้านเราไม่มีเงินมากพอจะทำทานให้ใครหรอกนะฉันยังต้องจ่ายค่าเทอมให้กับลูกชายของพวกเราอีกนะ” ลูกชายวัยแปดปีและหกปีเข้าเรียนที่โรงเรียนของหมู่บ้านทั้งสองคนค่าเทอมจึงเป็อะไรที่ทำให้คนเก็บเงินอย่างเธอเ็ปใจไม่น้อย
พอพูดถึงลูกชายโจวเฉินก็มีสีหน้าดีขึ้นมาเพราะลูกชายทั้งสองคนนั้นตั้งใจเรียนเป็อย่างมากพวกเขามีความคิดที่ดีอยากจะเรียนให้มีความรู้ และอยากเข้าทำงานโรงงานในเมืองเหมือนน้องสาวคนเล็กของเขา
“พวกเราก็ประหยัดขึ้นอีกหน่อยก็แล้วกันฤดูใบไม้ผลิปีนี้ผมคิดว่า” เขาขยับเข้าใกล้ภรรยาอีกเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็เสียงกระซิบ “ผมจะล่าสัตว์แล้วเอาไปขายในเมืองปีนี้น่าจะได้เงินไม่ต่ำกว่ายี่สิบหยวน” เขาทำเช่นนี้มาหลายปีแล้วเพราะมีคนรู้จักในเมืองที่คอยรับซื้อโดยไม่ต้องไปที่ตลาดมืดให้เกิดความเสี่ยง
“ระวังด้วยนะคะ”หลิงอี้ดวงตาเป็ประกายรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาแม้บ้านอื่นจะไม่ได้กินเนื้อก็ช่างเถอะแต่โจวเฉินนั้นไม่เคยปล่อยให้เธอและลูกๆต้องอดกินเนื้อทุกเจ็ดวันสิบวันเขาจะล่าสัตว์ป่ามาได้เสมอ
“อืม คุณทำอาหารไปก่อนก็แล้วกันนะ ผมจะไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่เสียหน่อย”ตอนนี้พ่อกับแม่ของเขาขออยู่ที่บ้านเดิมไปก่อนพวกท่านบอกว่ารอให้อายุมากกว่านี้ถึงจะมาเป็ภาระให้เขาแต่เขามีอะไรดีๆก็จะส่งไปให้พวกท่านเสมอ
“เนื้อกระต่ายตุ๋นแบ่งเอาไปให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ”ว่าแล้วหลิงอี้ก็วางมือจากการนวดแป้งหาผ้าขาวบางมาคลุมก้อนแป้งเอาไว้แล้วก็เดินไปตักเนื้อกระต่ายตุ๋นใส่ชามใบใหญ่แล้วก็ส่งให้ผู้เป็สามี
สีหน้าของโจวเฉินมองภรรยาอย่างชื่นชมแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงรับเอาชามเนื้อกระต่ายตุ๋นมาแล้วก็เดินออกจากห้องครัวไป
ทางด้านของโจวซิงเฉินเมื่อกลับมาถึงบ้านชายหนุ่มก็เดินไปที่สวนหลังบ้านที่ไม่เป็ระเบียบเท่าไหร่เขาเดินไปจนถึงรั้วไม้ด้านหลัง ก็เห็นมันผุพังทั้งแทบรอแค่เวลาจะพังลงมาเท่านั้น
พอมองออกไปยังเชิงเขาก็เห็นว่ามีป่าไผ่อยู่ไม่ไกลนักก็มีกำลังใจขึ้นมาเขาคงต้องขึ้นไปตัดพวกมันแล้วถึงค่อยจัดการมัดให้ดีแล้วชักลากลงจากเขา เอาเถอะถึงจะช้าหน่อยแต่เขามีเวลาทั้งชีวิตที่จะทำมัน
ตอนนี้คงต้องหาของกินให้ได้ก่อนมองไปบนพื้นก็เห็นว่ามีคูคันดินเล็กๆที่สหายรักทั้งสองเคยมาช่วยปลูกมันฝรั่งและมันเทศเอาไว้ให้มันน่าจะยังเหลืออยู่บ้าง
เขาใช้ไม้ปลายแหลมขุดอยู่ครู่ใหญ่ก็ได้มันเทศหัวเล็กๆมาห้าหัวและก็มีมันฝรั่งอีกสองหัว เท่านี้ก็มีอาหารกินประทังชีวิตแล้ว
ชายหนุ่มเอามันเทศและมันฝรั่งใส่ชายเสื้อตัวเก่ามือก็กำรวบชายเสื้อเพื่อไม่ให้พวกมันหล่นจากนั้นก็เดินโขยกเขยกกลับเข้าบ้าน
ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ในการเผามันเทศและมันฝรั่งเขาก็ได้กินอาหารเย็นที่แสนอร่อยที่ว่าอร่อยนั้นเพราะมันอร่อยกว่าซุปผักที่เขากินมาสองครั้งแล้วนั่นเอง
ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงกินมันเทศไปเพียงสามหัวเล็กเขาก็อิ่มแล้วที่เหลือจึงถูกเก็บเอาไว้กินในวันต่อไป
มองเห็นไฟยังเหลืออยู่ในเตาเขาจึงได้ตักน้ำมาต้มอีกเล็กน้อยเพื่อเช็ดตัวให้ร่างกายสะอาดผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกชุดที่เก่าไม่แพ้กันแล้วก็เดินกลับเข้าห้องนอน
แต่ขณะที่กำลังจะล้มตัวลงนอนนั้นเขาก็รู้สึกร้อนที่ข้อมือ และมันก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆจนเขาถึงกับดิ้นทุรนทุรายพร้อมเสียงร้องโอดครวญด้วยความเ็ป
“นี่มันอะไรกัน!!”