เมื่อนั้น บนชั้นสอง ใต้หลังคาของเรือนปั้นหยาแบ่งห้องออกเป็สัดส่วนพอเหมาะจำนวนสี่ห้อง อันได้แก่ ห้องบรรทม ห้องทรงอักษร ห้องทรงดนตรี และห้องประทับเล่น แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็พอดีสำหรับท่านชายเพียงองค์
ท่านชายเดียวทรงตรงไปเปิดบานประตูห้องทรงดนตรีออก ทำให้แสงสว่างลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่อ้าไว้ตรงกัน พร้อมกับกลิ่นหอมฉุนของดอกกันเกราที่ยื่นช่อมาชิดขอบหน้าต่างขจรขจายเข้ามาด้วยสายลมเย็นสบาย พาให้ผู้ที่ได้รับกลิ่นเกิดความปรีดาในอารมณ์
ภายในห้องทรงดนตรีนั้น จัดไว้อย่างเป็ระเบียบ สะอาดสะอ้านตา ไม่รกระเกะระกะ ด้านหน้าเป็เปียโนตัวใหญ่หนึ่งหลัง วางอยู่ใกล้กันนั้นเป็ไวโอลินสีน้ำตาลสด ถัดไปอีกเป็ฮาฟที่วางเรียงรายเส้นสาย มีดนตรีจากนอกอยู่เพียงสามชิ้น ที่เหลืออีกสองชิ้น เป็ดนตรีของไทยเอง คือซออู้ และขิม ที่เสด็จพระองค์ชายประทานให้ก่อนหน้านี้
“ฝ่าาทรงดนตรีได้มากถึงเพียงนี้เลยหรือกระหม่อม เช่นนี้แล้ว กระหม่อมคงไม่ต้องสอนแล้งกระัะหม่อม” แขกของเรือนเย้าแหย่อย่างเป็กันเอง เพราะเขาเริ่มสนิทสนมด้วยและมั่นใจในตัวเองบ้างแล้ว
ท่านชายเดียวทรงผินพักตร์มาแย้มสรวลให้ ก่อนจะเคลื่อนองค์ไปประทับลงที่นั่งหน้าเปียโนตัวนั้น ตรัสว่า “ไม่หรอก ฉันก็เล่นพอได้ และก็จะเล่นเฉพาะอันที่ฉันชอบน่ะ อันไหนที่เล่นยาก ไม่ชอบฉันก็ไม่เล่น”
สิ้นพระวาจา ก็ทรงวางข้อหัตถ์และปลายองคุลีลงบนแผ่นคีย์บอร์ดในตำแหน่งที่สมดุล วางองค์อยู่ในท่าที่สบายแก่การเล่น และทรงเริ่มถ่ายทอดอารมณ์ผ่านคีย์เปียโน กลั่นกรองออกมาเป็ความรู้สึกอันลึกซึ้งที่สื่อสารโดยตรงกับผู้ฟังด้วยบทเพลงลาวคำหอม
จริงอยู่ที่ว่า ภาษาดนตรีฟังจับใจแปลยาก ต่างจากภาษามนุษย์ แต่ทุกท่วงทำนองที่ทรงบรรเลงออกมานั้น แทรกซึมลงลึกสู่รากหัวใจของพันวาจาสิทธิ์ ก็เป็นักดนตรีคนหนึ่ง จึงไม่ยากที่เขาจะเข้าถึงอารมณ์สุนทรีย์ได้
จนถึงขั้นที่ว่า เมื่อจบเพลงไปแล้ว คนที่ยังฟังก็ยังเคลิบเคลิ้มอยู่ต่อเนื่องไม่รู้สึกตัว ไม่รู้ว่าชายหนุ่มฟังแล้วละเมอฝันไปถึงแดนใด เป็อย่างนี้อยู่นาน จนสุดท้ายได้สติอีกที ก็ตอนที่ท่านชายเดียวรับสั่งถามขึ้น
“ด้าว เธออย่ามัวเผลอไผลไปกับเพลงซี ลืมตา แล้วบอกฉันมา ว่าฟังแล้วเป็อย่างไร แต่ฉันว่านะ ดูจากอาการของเธอแล้วนี่ เธอคงชอบไม่เบาสิท่า เพราะหูสินะ”
คนเพิ่งได้สติมีท่าทีอางขนาง เขายอมรับทั้งใจว่าหลงใหลไปกับเสียงดนตรีนั้นจริง “กระหม่อม กระหม่อมไม่เคยฟังดนตรีฝาหรั่ง พอได้ฟังจากฝ่าาครั้งแรก อยากจะฟังต่อไปทุกย่ำเช้าเย็นเลยเชียวกระหม่อม”
“จริงหรือ เธอโกหกฉันหรือเปล่า ยิ่งปากหวานอยู่แล้วด้วย”
“มิได้กระหม่อม ทุกถ้อยคำของกระหม่อมล้วนเป็สัจจริง”
“ขอให้จริงเถอะพ่อคุณ กลัวแต่ว่าจะปากหวานก้นเปรี้ยวน่ะซี”
“ฝ่าาส่งไว้หทัยได้กระหม่อม ถ้าหากว่ากระหม่อมเท็จทูลจริง ขอให้กระหม่อมมีอันเป็ไปถึงชีวิต เพราะบังอาจมุสาต่อเ้านาย…”
ชายหนุ่มพนมมือสาบานยังไม่ทันจบ ท่านชายเดียวก็ทรงกระวีกระวาดลงมาคลายมือเขาออก ไม่ให้ทำอย่างนั้น ทรงครั่นคร้ามไม่น้อยหากเป็จจริงขึ้นมา แต่ก็ไม่ทรงคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าถึงเพียงนี้
“ด้าว หยุด ฉันไม่ได้้าให้เธอสาบานอย่างนี้ เพียงอำเล่น ๆ เท่านั้น ฉันเชื่อั้แ่ทีแรกแล้ว ฉันรู้ว่าเธอเป็คนอย่างไร”
“ถึงอย่างไร กระหม่อมก็อยากให้ฝ่าาทรงสบายหทัยนะกระหม่อม ว่ากระหม่อมจริงใจกับท่านชายเสมอ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของเขาเจือด้วยความจริงใจที่ท่านชายเดียวเองก็ทรงรับรู้ได้
“ด้าว…”
“ฝ่าา…กระหม่อมรัก…”
ในระหว่างนั้น เสมือนว่าเป็แรงดึงดูดของกันและกัน ทำให้ชายหนุ่มพลั้งใจเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้นวลพักตร์ จมูกแทบจะเฉียดเจียนจะใกล้อยู่รอมร่อ สองมือยังถูกกุมด้วยกรนิ่มของผู้ทรงศักดิ์ตรงหน้า
หม่อมเ้าชายมิได้ทรงมีท่าทีรังเกียจ หรือแม้แต่ตะลึงงันเมื่อทรงถูกอีกฝ่ายปฏิบัติต่อองค์เช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น กลับทรงโน้มวรพักตร์เข้าหา สุดท้ายแล้ว ริมโอษฐ์ชมพูเรื่อก็ถูกประกบด้วยปากอุ่นจากอีกฝ่าย ััแ่เบา นุ่มนวล ติดรสหวานปะแล่ม
ความใกล้ชิดนั้นยิ่งกว่าปัสสาสะที่รินรดให้แก่กัน คนที่มีความรู้สึกดีอยู่แล้วเป็ทุนเดิม บัดนี้เพิ่มพูนความปรารถนายิ่งขึ้น แรงใคร่ในตัณหาเข้าบดบังศีลธรรม กลับลืมไปหมดสิ้นแล้วว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรอย่างไร
แต่แล้วก็คล้ายหลุดจากบ่วงสิเน่หาได้ เมื่อเสียงประตูถูกอ้าออกในบันดล
“ทะ ท่านชาย”
ไม่ใช่ใคร แต่เป็บ่าวในเรือนอยากอ้ายพุด พอตัวมันเหพอตัวมันเห็นภาพนั้นเต็มสองงับไว้ดังเดิม แล้วหลบซ่อนหนีไป
พันวาจาสิทธิ์รีบถอนปากออกในทันที ราวกับได้ยินเสียงระฆังเรียกสติกลับมาเป็คนผู้เดิม เขามารู้ตัวเอาบัดนี้ว่าได้กระทำสิ่งใดลงไป ก็ในตอนที่สายไปแล้ว ค้อมหัวขอโทษขอโพยเป็การใหญ่ด้วยใจแสนพิพักพิพ่วน
“ขอประทานอภัยฝ่าา ๆ ๆ กระหม่อมควรโดนโทษถึงกุดหัว” ไม่พอ เขายังตบปากตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนท่านชายเดียวต้องทรงรีบปราม
“พอเถอะด้าว อย่าทำร้ายตัวเองเลย เธอไม่ผิดหรอก ฉันไม่โกรธ” ทรงแยกมืออีกคนไว้ ปลอบประโลมเขาด้วยพระเมตตา แทนที่จะกริ้ว บางทีกลับทรงโปรดเสียอีก “ขอฉันออกไปคุยกับพุดก่อน”
“เอ่อ… อย่างนั้นแล้วกระหม่อมขอทูลลาเลยแล้วกันนะกระหม่อม” พันวาจาสิทธิ์รีบทูลรีบกุลีกุจอตามออกไปจากห้องทรงดนตรีโดยพลัน เกรงว่าหากอยู่นาน จะเป็ที่สงสัยไปมากกว่านี้
เขาก่นด่าตัวเองไปมาไม่หยุดหย่อนถึงเื่ที่บังอาจหาญทำเมื่อครู่นี้ หากใครทราบถึงเื่นี้เข้า มีหวังโดนคำครหาไม่ยับยั้งแน่ ลำพังตัวเขาเองนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่สำหรับท่านชายเดียวแล้ว เขาคงทนยอมไม่ได้ที่เป็ต้นเหตุทำให้ฝ่าาเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของตนเองต้องพลอยอับอายขายพักตร์ไปด้วย
“…พุด”
นายพุดคลานเข่าเข้ามาหา คงความก้มหน้างุด ไม่ยอมสบเนตรเ้านายในขณะที่ทูลความ เพราะหวั่นเกรง “กระหม่อมไม่ทราบ ไม่เห็นสิ่งใดเมื่อครู่นี้สักนิดเลยกระหม่อม”
“ฉันเชื่อว่าพุดเป็คนจงรักภักดี จะไม่มีทางทำให้ฉันเสียใจแน่ จริงไหม”
“กระ กระหม่อม”
“แล้วนี่ฉันไม่ได้เรียกหา ทำไมถึงขึ้นมา”
“ขอประทานอภัยกระหม่อม ที่ต้องขัดรับสั่งขึ้นมา ก็เพราะว่าบ่าวที่ตำหนักโน้นมาแจ้งว่าเสด็จท่านมีรับสั่งให้ฝ่าาไปเสวยมื้อเย็นที่ตำหนักใหญ่ ท่านหญิงอ้อก็ทรงรออยู่แล้วกระหม่อม”
“อ้อ” ทรงครุ่นคิดพักหนึ่ง ก่อนตรัส “ถ้าอย่างนั้นสักประเดี๋ยวฉันจะตามลงไป”
“กระหม่อม” เมื่อเสร็จสิ้นธุระ อ้ายบ่าวก็ก้มหน้าเดินเข่าจากไป มันภักดีต่อเ้านายองค์นี้มาก สิ่งใดไม่ควรพูด ก็เย็บปากไว้เสีย ทำเป็ว่าหูหนวกตาบอดแล้วก็แล้วไป
พอที่ตรงนี้เหลืออยู่องค์เดียว ทรงกลับเข้าห้องบรรทม งับประตูมิดชิด จากเมื่อสักพักนี้ สีพักตร์เรียบเฉยผันเปลี่ยนมาฉาบทับด้วยลักยิ้มแทน ดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อนฉายแววรื่นฤดีอยู่ในที เมื่อยามรำลึกถึงรอยนาบจากปากของชายผู้นั้น
ทรงยกดรรชนีแตะที่เรียวโอษฐ์ รสชาตินั้นยังฝังแน่นไม่เลือนลาง แล้วตรัสพลางทางเพ้อถึงเขาว่า “พ่อสุนทรโวหาร เธอขโมยจูบแรกของฉันไปเสียแล้ว ฉันจะให้เธอรับผิดชอบอย่างไรดีนะ ระเด่นมนตรี”
ทรงรู้ว่าเขาบังอาจมากที่กระทำการอย่างนั้น แต่อีกหทัยหนึ่งก็ทรงยอมให้เขาทำเสียดื้อ ๆ เตือนหทัยอย่างไรก็ไม่ฟัง เสน่ห์เขาเหลือล้น ทั้งกาย วาจา และใจ ใครบ้างเล่าจะฝืนไหว แล้วดำริถึงกลอนสอนใจที่ว่า
“แม้นชายใดใจประสงค์มาหลงรัก ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น อันความรักของชายนี้หลายชั้น เขาว่ารักรักนั้นประการใด”
เย็นวันนี้ ณ ห้องเสวยพระกระยาหารอย่างตะวันตกประดับประดาไปด้วยเครื่องคาวหวานจำนวนมาก สมฐานะแก่เ้าของวัง ทว่าผู้ที่อยู่ร่วมเสวยด้วยกลับบางตาลงกว่าทุกวัน เป็เพราะท่านชายที่อภิเษกแล้วสี่องค์ ท่านก็เสด็จไปประทับแยกอยู่กับชายาและโอรส บางวันถึงจะเสด็จกลับมา เหลือก็เพียงองค์ที่ยังไม่อภิเษกสมรส คือท่านชายเล็ก ท่านชายเดียว และท่านชายปิ๋ว สามองค์
อีกสองคนเป็หม่อมของเสด็จในกรมฯ พวกหล่อนนั่งตรงข้ามกัน ใกล้กับพระสวามีตรงหัวโต๊ะ พวกหล่อนไม่ค่อยมีความอัชฌาศัยต่อกันนัก จึงนั่งใครนั่งมันไป ไม่ได้กล่าวทักทายหรือแม้แต่ยิ้มให้ โดยเฉพาะหม่อมเอก ที่ถือศักดิ์ว่าตนเมียหลวง เมียพระราชทาน หาใช่เมียไพร่ที่มาจากตระกูลต่ำต้อย
เก้าอี้ด้านข้างหม่อมเ้าหญิงศศิวิมลยังเหลือที่ว่างอยู่หนึ่ง ทันทีที่ท่านชายเสด็จมาถึง ก็ทรงเข้าหทัยได้ ว่าที่ตรงนั้นมีไว้สำหรับองค์เอง ในฐานะอะไร ก็ทรงทราบดี
ทรงวางพระที่นั่งลง แย้มสรวลอ่อน ๆ ให้ท่านหญิงอ้อ ตามมารยาทที่เสด็จพ่อทรงคาดหวังไว้
หม่อมเอกเห็นแล้วเปรยขึ้นอย่างหน้าตาเฉยว่า “กว่าจะเสด็จมาได้นะเพคะ”
“จริงขอรับหม่อมแม่ ชายหิวจะแย่ ต้องมารอชายเดียว” ท่านชายเล็กทรงสำทับ สายเนตรที่มีให้แก่พระญาติร่วมพระบิดานั้น ไม่ต่างไปจากที่ผู้เป็มารดามีให้นัก ทรงถ่ายทอดมาจากสายเืของหล่อน
“ชายเล็ก” เสด็จพระองค์ชายตรัสปราม ก่อนจะรับสั่ง “ถ้าหิวมากก็กินเสียสิ ชายเดียวก็มาแล้ว ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นเอา” นอกจากนี้แล้วยังทรงให้สัญญาณกับท่านชายเดียว ว่าควรปฏิบัติอย่างไรต่อพระคู่หมั้นอีกด้วย
ซึ่งพระปิโยรสเองก็ทรงตระหนักแล้ว จึงทรงจำหทัยทำตาม มิให้ขาดตกบกพร่อง หรือทำให้เสียพระพักต์แต่อย่างใด แม้รอยยิ้มนั้นจะปกปิดความละเหี่ยโหยไม่มิดก็ตาม
“ยำทวายค่ะ น้องหญิง”
“ขอบคุณค่ะพี่ชายเดียว ไม่เห็นต้องลำบากตักให้หญิงเลยนี่คะ” เพราะหม่อมเ้าหญิงทรงรู้ถึงความรู้สึกข้างในของอีกฝ่าย การต้องทนฝืนอย่างนี้ เธอเองก็ใช่จะโปรด
แต่เสด็จพระองค์ชายทรงทักท้วง ไม่ประสงค์ให้เป็เช่นนั้น “ให้พี่เขาได้ดูแลหญิงบ้างเถิดนะหลาน ชายเดียวนี่เขาบ่นคิดถึงหญิงตลอดทุกวัน นาน ๆ ทีจะได้ออกมาพบกัน ให้พี่เขาได้หายคิดถึงเสียหน่อยสิ”
“เอ่อ… เพคะ เสด็จลุง”
“ท่านหญิงอ้อกับท่านชายเดียวนี่คู่ควรกันราวกับกิ่งทองใบหยกนะเพคะ เสด็จ ดูสิเพคะ ทรงเอาอกเอาใจกัน เกล้ากระหม่อมฉันชักอยากจะเห็นวันงานเสียแล้วสิเพคะ” หม่อมสร้อยแสดงความคิดเห็น พลางแย้มยิ้มชื่นชมภาพสง่างามเบื้องหน้านั้น
“หึ ยกยอปอปั้นกันเข้าไป” เสียงหม่อมเอกแทรกขึ้นเบา ๆ ระหว่างนั้น แต่ทุกคนเงียบ ไม่มีใครให้ความสนใจในคำพูดของหล่อน
เสด็จพระองค์ชายเปล่งพระวาจาด้วยพระสุรเสียงทุ้มแกมยินดีว่า “อีกไม่นานนี้ดอกแม่สร้อย ฉันจะเร่งให้ต่อเติมเรือนปั้นหยาหลังนั้น พอเสร็จแล้ว จะรีบจัดงานมงคลให้ทันที”
“เสด็จพ่อ… จะไม่เร็วไปหรือเกล้ากระหม่อม ชายว่า…”
“ชาย พ่อกำหนดไว้แล้ว ฤกษ์งามยามดีก็มีแล้ว เหลือแค่ถึงเวลาเท่านั้นเอง ปีนี้ชายก็ยี่สิบห้า หญิงอ้อเองก็สิบแปดแล้ว จะรอให้ลูกสาวเขาเป็สาวเทื้อก่อนหรืออย่างไร ที่พ่อพูดนี่เข้าใจหรือไม่”
“…เข้าใจแล้วเกล้ากระหม่อม”
“วันพรุ่งนี้ ถ้าชายว่างก็พาน้องออกไปเที่ยวอีกด้วยสิ จะได้เปิดหูเปิดตา สนิทสนมกันให้มาก ภายในปีนี้ยิ่งจะใกล้แต่งงานกันแล้วด้วย”
ท่านชายเดียวทรงอมพะนำนิ่งคิดไปสักพัก ก่อนจะทรงรวบรวมความกล้าทูลออกมา “เสด็จพ่อ คือว่า… พรุ่งนี้ชายไม่ว่างแล้วเกล้ากระหม่อม นอกจากงานที่กรม ชายก็ต้องเรียนดนตรีด้วย”
“ไฮ้! ชายเดียวนี่อย่างไร อย่ามัวหาข้ออ้างหน่อยเลย มันจะสำคัญแค่ไหนกันเชียวเื่ดนตรีน่ะ” เสด็จพระองค์ชายทรงแหวออกมาเสียงกังวาล ทำให้ภายในห้องเสวยเงียบกริบอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้น หม่อมเอกและโอรสของหล่อนก็แสดงท่าทีเยาะเย้ยอยู่กลาย ๆ
ซ่อนสปอยล์
อ่านแล้ว คอมเม้นท์คุยกับเราได้นะครับ????