ใน่นี้ เฟิงหลี่เฉียงตั้งใจจะหาข้อมูลของลัทธิบัวขาวใน่เริ่มต้น โดยเฉพาะใน่ก่อตั้งพรรคบัวขาว เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคหลัง
ลางสังหรณ์บอกว่าเื่นี้ไม่ปกติแน่นอน และตอนนี้ต้าหวงเหลียนก็หายเงียบไปเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว เฟิงหลี่เฉียงรู้สึกเป็ห่วงไม่น้อยถึงต้าหวงเหลียนจะเก่งวรยุทธ์แต่เครือข่ายของพรรคบัวขาวมีมากมายและแทรกซึมเข้าไปหลายแห่ง จึงประมาทไม่ได้เลย
วันนี้ เมื่อมาที่ห้องสมุดพุทธศานาเขาจึงค้นหาข้อมูลอย่างจริงจัง จนจิวเหวินชางอดถามไม่ได้ว่า “บัณฑิตเฟิงท่านจะเอาข้อมูลไปให้ใต้เท้าท่านไหนหรือ”
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะ“ข้าอยากรู้เอง ข้าสนใจว่าทำไมคนที่ศรัทธาในศาสนา จึงกลายมาเป็ฏในภายหลังได้”
อีกฝ่ายพยักหน้าเห็นด้วย“ถ้าข้าเจอข้อมูลเกี่ยวกับเื่นี้ จะส่งมาให้เ้านะ”
เด็กหนุ่มยิ้ม“ขอบคุณท่านมาก ต่อไปท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวเฟิงก็ได้ ข้าอายุน้อยกว่าท่าน”
“งั้นเ้าก็เรียกข้าว่าพี่จิวก็แล้วกัน” อีกฝ่ายบอกอย่างดีใจ ไม่ค่อยมีใครอยากคุยกับเขานักเพราะเขาเป็คนขี้อาย และไม่ได้มาจากครอบครัวขุนนาง แต่เฟิงหลี่เฉียงกลับไม่เคยรำคาญและพูดคุยด้วยอย่างสนิทสนม
ใน่ใกล้จะเลิกงานเฟิงหลี่เฉียงกลับมาที่ห้องทำงาน เขานำหนังสือเกี่ยวกับพรรคบัวขาวมาด้วยจากนั้นจึงลงมืออ่านและจดบันทึกข้อมูลที่สนใจลงในสมุดอย่างจริงจัง
บัณฑิตหนุ่มพบว่าลัทธินี้เกิดมาจากการผสมผสานของ 3 ความเชื่อ นั่นคือ พุทธศาสนานิกายหมี่เล่อที่เคารพนับถือพระโพธิสัตว์เมตไตรยและเชื่อว่าในอนาคตพระองค์จะกลับมาจุติและทำให้แผ่นดินรุ่งเรือง ที่มีมาั้แ่สมัยราชวงศ์สุยหยวน จนถึงราชวงศ์ิในปัจจุบัน และผสมผสานเข้ากับลัทธิมอนีและลัทธิเต๋าในภายหลัง
โดยลัทธิมอนีเข้ามายังจีนในยุคราชวงศ์ถัง แต่ต่อมาได้กลายมาเป็ลัทธิเถื่อน เพราะจักรพรรดิถังอู่จงนับถือลัทธิเต๋าลัทธิมอนีเคารพแสงสว่าง และมีเทพเ้าชื่อ ิหวัง หรือาาแห่งแสงสว่าง ในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็ลัทธิแสงสว่าง หรือเหม่งก่า (เม้ง) ในภาษาแต้จิ๋ว
เมื่อประชาชนชาวฮั่นถูกกดขี่จากมองโกลจึงมีการเผยแผ่แิ เพื่อรอคอยการกลับมาเกิดใหม่ของพระศรีอริยเมตไตรย และเทพเ้าิหวังที่จะช่วยต่อต้านมองโกลได้ ฏจากลัทธิบัวขาวจึงใช้ 3 ความเชื่อนี้ มาเป็ความหวังในการก่อฏ
นอกจากนี้ยังมีลัทธิบัวขาวที่มาจากพุทธศาสนานิกายสุขาวดีอีกแนวทางหนึ่งเพิ่มเติมเข้ามา แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสมาคมลับบัวขาวนี้ก็ได้สร้างความเชื่อ พิธีกรรม และตำราที่ลึกลับซับซ้อนขึ้น มีการทำพิธีกรรมบวงสรวงบูชาและยังมีความเชื่อเื่ของขลัง ที่ช่วยในเื่อยู่ยงคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้ามีการท่องมนตรา และพิธีเข้าทรง
ในที่สุด ลัทธินี้จึงถูกกลุ่มฏเปลี่ยนแปลงและสร้างแนวทางความเชื่อที่แตกต่างออกไปจากความเชื่อดั้งเดิมเพื่อล้มล้างการปกครองของราชวงศ์หยวนที่เป็ชาวมองโกล ในยุคนี้ เกิดการฏขึ้น 3 ครั้ง มีการระดมชาวนาให้ลุกขึ้นมาต่อสู้และให้ความหวังว่าพระศรีอริยเมตไตรย ที่เป็ความหวังของพวกเขากำลังจะมาจุติ เพื่อปลดปล่อยชาวฮั่นให้พ้นจากการกดขี่ของชาวมองโกลและปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ิ จูหยวนจาง หรือจักรพรรดิหงอู่ ก็เป็หนึ่งในฏกลุ่มนี้
จนมาถึงในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อในปัจจุบันราชสำนัก้ากวาดล้างพรรคบัวขาว เพราะเห็นว่าเป็อันตรายต่อความมั่นคง
ในระหว่างนั้นเฟิงหลี่เฉียงอดนึกถึงต้าหวงเหลียนไม่ได้ เขารู้สึกว่า คนอย่างต้าหวงเหลียน น่าจะเป็ฝ่ายเดียวกับพรรคบัวขาวมากกว่าแต่ครั้งนี้เขากลับช่วยเหลือเพื่อนที่เป็จินอวี่เว่ยแทนมันอาจจะมีอะไรซับซ้อนมากกว่าที่เขาคิดก็เป็ไปได้ บัณฑิตหนุ่มคิดเงียบๆ
แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีทหารยามมาเรียกเขาที่หน้าประตูห้อง “ใตเท้าเฟิง มีแขกมาหาที่หน้าอาคารขอรับ”
เฟิงหลี่เฉียงจึงวางปากกาลงและเดินตามทหารยามไปที่ด้านหน้าตึก แล้วเขาก็พบอินเฉิน เพื่อนในกลุ่มที่ไม่ได้พบมานานหลายเดือนอินเฉินสอบได้เป็จินซื่อที่มีคะแนนอยู่ในกลุ่มอันดับสามด้วย
เมื่อเห็นเฟิงหลี่เฉียงเดินออกมาจากประตูอินเฉินก็ทักทายอย่างดีใจ “เสี่ยวเฉียง เป็อย่างไรบ้าง”
ที่จริงแล้วเด็กหนุ่มควรจะถามเขามากกว่า เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงมีเื่มาปรึกษา “ข้าสบายดีท่านมีอะไรให้ข้าช่วยหรือเปล่า”
ชายหนุ่มหัวเราะแห้งๆ“เ้าเลิกงานหรือยัง ไปกินข้าวเย็นกันไหม”
เด็กหนุ่มเงยหน้ามองพระอาทิตย์และก็พบว่าได้เวลาเลิกงานแล้ว เขาจึงชวนอินเฉินเดินเข้าไปในห้องทำงานเพื่อเก็บของในนั้นหวายฉางหรงและหลี่เว่ยกวง เพื่อนร่วมห้องที่ทำตัวไม่เหมือนเพื่อน ต่างก็แอบมองพวกเขาอินเฉินรู้สึกได้ถึงบรรยากาศไม่เป็มิตร และเห็นท่าทีของเฟิงหลี่เฉียงที่ไม่ยี่หระใดๆเขาเก็บของเสร็จ จากนั้นก็เดินออกมา โดยไม่ได้พูดอะไรกับบัณฑิตฝึกหัดร่วมห้อง
อินเฉินรู้ว่าเฟิงหลี่เฉียงเป็คนที่อ่อนนอกแข็งในเขามีท่าทางสุภาพ ใบหน้ายิ้มนิดๆ ดูไม่มีพิษมีภัย แต่พวกเขาได้เคยเห็นเฟิงหลี่เฉียงยกเท้าขึ้นเตะโต๊ะกินข้าวตัวใหญ่จนกระแทกฝาผนังมาแล้ว เขารู้ว่าถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาเด็กหนุ่มจะไม่ยอมอ่อนข้ออย่างแน่นอน และนั่นจึงเป็สาเหตุที่ทำให้เขามาพบเพื่อนรุ่นน้องในวันนี้
อินเฉินมีรถลากและคนขับมาด้วยพวกเขาจึงขึ้นรถและตรงไปที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ทั้งสองนั่งในห้องขนาดเล็ก เพื่อความเป็ส่วนตัวเมื่อสั่งอาหารแล้ว จึงเริ่มพูดคุยกัน
“ท่านมีอะไรหรือไม่”เฟิงหลี่เฉียงถามทันที
อินเฉินพยักหน้า“เ้าก็รู้ว่า ตอนนี้ข้าเป็ผู้ช่วยของผิงชือ คนหนึ่ง[1] อยู่ที่ศาลต้าลี่”
เฟิงหลี่เฉียงนึกถึงความซับซ้อนของศาลต้าลี่หรือต้าลี่ซือที่เขารู้มา ต้าลี่ซื่อ เป็ศาลที่มีอำนาจตุลาการสูงสุดบางยุคมีอำนาจสูงสุดเหนือศาลอื่นๆ สามารถพิพากษาลงโทษคดีได้ทันที แต่ในยุคของราชวงศ์ิกำหนดให้ศาลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมอาญา
ในการพิจารณาคดีจะมีผิงซือที่เปรียบเสมือนผู้พิพากษาจำนวน 8 คน ร่วมกันรับผิดชอบคดีต่างๆ ในเขตนครหลวงและอีกสิบสามจังหวัด โดยศาลต้าลี่ในสมัยินี้ มีหน้าที่หลักในการพิจารณาคดีหรือทบทวนคดีอีกครั้ง[2] ร่วมกับขุนนางหลายฝ่าย[3]
ศาลต้าลี่มีเรือนจำของตนเองและมีเ้าหน้าที่ควบคุมดูแลการลงโทษ การเนรเทศและการใช้แรงงานทางอาญา นอกเหนือจากคดีซับซ้อนแล้ว ยังมีการทบทวนคดีที่เกี่ยวข้องกับโทษปะาชีวิตและคดีที่เกี่ยวกับเ้าหน้าที่ของรัฐ
อินเฉินเล่าเื่ของตนเองต่อว่า“ข้ากำลังช่วยทบทวนคำพิพากษาคดีหนึ่ง เขาเป็ข้าราชการที่ถูกฟ้องร้อง ว่าทอดทิ้งพ่อแม่ภรรยาและลูก เพื่อไปแต่งงานใหม่ ในตอนแรกภรรยาไปร้องเรียนที่อำเภอเขาก็กลับมารับผิดชอบครอบครัวเก่า แต่ภรรยาใหม่ไม่ยอม จึงมีการทำร้ายร่างกายกัน ทำให้ภรรยาเก่าได้รับาเ็พ่อกับแม่ของฝ่ายชาย จึงไปร้องเรียนลูกชายของตนที่อำเภออีกรอบจนในที่สุดคดีนี้ก็ส่งมาที่ต้าลี่ซื่อ”
ชายหนุ่มมีสีหน้ากังวลใจในขณะที่เล่าเพิ่มเติม “พ่อตาคนใหม่ของข้าราชการคนนี้เป็ผู้ว่าการจังหวัดด้วยทำให้คดีหยุดชะงักไป บางคนมาเตือนข้าว่า อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะข้าจะเดือดร้อนเองแต่ว่านะ เสี่ยวเฉียง ข้าได้เห็นคำให้การของภรรยาเก่าและลูกแล้ว ข้าสงสารพวกเขามากจนปล่อยไปไม่ได้!”
เฟิงหลี่เฉียงรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังต่อสู้อยู่ระหว่างศีลธรรมในใจและความก้าวหน้าของอาชีพ เขาคิดไปพร้อมกับกินอาหารไปด้วยสักพักก็พูดขึ้นว่า
“ถ้าจะสู้ก็ต้องชนะด้วยหลักฐานที่มัดตัวได้เท่านั้น คือ ต้องให้รับโทษให้ได้ ไม่เช่นนั้นสู้ไปแล้วก็อาจจะแพ้ได้” แล้วแต่ก็พูดต่อว่า “อีกทางหนึ่ง คือการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้ได้ในสิ่งที่้าคนละครึ่งทาง”
อินเฉินตั้งใจฟัง“เ้าว่าพวกเขาควรทำอย่างไรดี”
เฟิงหลี่เฉียงตอบอย่างระมัดระวังว่า“ข้าคิดว่า ข้าราชการคนนี้คงไม่้ากลับไปหาภรรยาเก่าแล้ว แต่เขาจะทิ้งความรับผิดชอบไม่ได้ดังนั้น เขาจะต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดู ให้ทั้งพ่อแม่ของตนเอง และให้ลูกเมียเก่าและต้องรับรองลูกตามกฎหมายด้วยทีนี้ข้าก็ไม่รู้ว่าทางครอบครัวเก่าและครอบครัวใหม่จะยอมรับได้หรือไม่”
อีกฝ่ายพยักหน้า“นั่นสินะ ข้าไม่รู้ว่าฝ่ายครอบครัวเก่าจะคิดอย่างไร”
เด็กหนุ่มพูดต่อว่า“ท่านอย่าลืมว่าเรามีกฎหมายต้าิที่พูดถึงการเลี้ยงดูพ่อแม่ ภรรยาและลูกด้วยว่าแต่ว่า ท่านถูกสั่งให้รับผิดชอบคดีนี้หรือ แล้วผิงชือ นายของท่านล่ะเขาว่าอย่างไร”
“เขาไม่อยากให้ข้าช่วยอะไรแต่ข้าสงสารภรรยาเก่า นางเป็หญิงคนเดียว แต่ต้องมาทำงานดูแลทั้งพ่อแม่สามีกับลูกตัวเอง”
“นางทำมาหากินอะไรหรือ”เฟิงหลี่เฉียงสงสัย
“นางเปิดร้านขายสินค้าตกแต่งบ้านที่พ่อแม่ของนางทิ้งเอาไว้ให้”
เฟิงหลี่เฉียงชะงักและถามอย่างในิดๆ ว่า “ร้านของนางอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่”เขานึกถึงเ้าของร้านขายสินค้าตกแต่งบ้าน ที่เพิ่งไปซื้อสินค้ามาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
อินเฉินแปลกใจ“เ้ารู้จักนางด้วยหรือ นางชื่อ เซี่ยเหมยเซียง มีลูกชายหนึ่งคน!”
[1] ผู้พิพากษาหรือผู้ทบทวนคดีความในศาลต้าลี่
[2] คล้ายกับศาลอุทธรณ์และฎีกา
[3] การพิพากษาคดีในสมัยก่อนมีผู้เข้าร่วมพิจารณาคดีจากข้าราชการฝ่ายปกครอง และที่เกี่ยวข้องกับคดีและยังมีผู้ตรวจการ และทหารจากกองทัพเข้าร่วมตัดสินในชั้นต้นด้วยซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้เกี่ยวข้องเป็ใคร