อารมณ์ของเยี่ยนเจาเจาฉุนเฉียวขึ้นมากนางดึงแขนอาฮวาพร้อมเอ่ยว่า “ท่านหมอผู้นี้ดูมีฝีมือทางการแพทย์ยิ่งนักเม็ดยาเคลือบน้ำตาลเมื่อครู่ถูกปากข้ายิ่ง เขาสามารถทำยาลูกกลอนซานจาของตระกูลข้าได้จริงๆหรือ?”
อาฮวาพยักหน้ารับด้วยท่าทีผ่อนคลายก่อนจะพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไปกับเยี่ยนเจาเจาผ่านภาษามืออันยากลำบากครู่หนึ่งจากนั้นจึงเปลี่ยนไปยกอาหารมาให้เยี่ยนเจาเจา เห็นได้ชัดเจนว่านางไม่มีท่าทีอยากอาหารมาพักใหญ่แล้วนี่ทำให้เห็นว่าเม็ดยาเคลือบน้ำตาลที่ท่านหมอให้เยี่ยนเจาเจานั้นได้ผลจริงๆ
หลังจากทานอาหารอาฮวาก็ออกไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับให้เยี่ยนเจาเจาอาบตอนเย็น
ในหนึ่งวันนี่คือช่วงเวลาที่เยี่ยนเจาเจาเจามีโอกาสได้อยู่คนเดียวเพราะเหล่าองครักษ์ลับเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของนาง จึงพากันถอยร่นออกไปนอกจวนรอจนถึงยามดึกที่เยี่ยนเจาเจาหลับสนิทค่อยกลับเข้ามา
เยี่ยนเจาเจานั่งอยู่ในห้องขนาดใหญ่ด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้นนางหยิบหนังสือออกมาอ่าน ทำให้เห็นว่านางมีท่าทีผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
ทว่ามีเพียงขนตาของนางเท่านั้นที่สามารถบดบังความมืดมิดในดวงตาคู่นั้นได้มือบางที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อถูกกำเข้าหากันจนแน่น
เมื่อครู่นี้นางเห็นรอยช้ำเขียวที่หลังมือของหมอผู้นั้น
พวกนั้นกล้าลงมือกับเขาอย่างนั้นหรือ
หากเยี่ยนเจาเจาไม่ได้ตระหนักว่าก่อนหน้านี้ต้องวางแผนการสำหรับปัจจุบันเอาไว้ยามนี้คงไม่สามารถกลืนน้ำลายลงคอได้อย่างแน่นอน
กลืนไม่ลงแต่ก็ต้องกล้ำกลืนมันลงไปรอจนถึงวันที่สามารถพลิกตัวได้ เยี่ยนเจาเจาจะทำให้พวกเขาได้รับผลลัพธ์นี้เป็นสองเท่า
เยี่ยนเจาเจาดันลิ้นไปที่ฟันกรามซี่สุดท้ายในปากยังทิ้งรสหวานอมเปรี้ยวของเม็ดยาเคลือบน้ำตาลเอาไว้ทำให้แผนการร้ายที่อยู่ในใจของนางถูกระงับเอาไว้
ตอนนี้มันยังมิถึงเวลา
และในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางความมืดมิดของอีกด้านหนึ่งมีคนสองคนกำลังยืนอยู่ตรงข้ามกันโดยมิกล่าวสิ่งใดออกมา
คนร่างสูงเอ่ยถามขึ้นก่อน “นางยังไม่มีการเคลื่อนไหวหรือ?”
คนร่างเตี้ยกว่าเอ่ยออกมาอย่างเย้ยหยัน “ไม่มี”
คนร่างสูงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “เจ้าจับตาดูนางต่อไป”
คนร่างเตี้ยพยักหน้าแต่คำพูดที่กล่าวมันมีความไม่พอใจซ่อนอยู่ “ข้ารู้สึกว่านางไม่ได้ฉลาดเหมือนที่นายท่านกล่าวไว้แต่เป็นคนประเภทเฉลียวฉลาดในเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งเท่านั้น ใช้ลูกไม้ตามใจตนเองเพื่อให้ข้าเชื่อสุดหัวใจ
ข้าลองมาแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่เห็นว่านางจะแตกต่างจากคนอื่นๆ แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นหญิงสาวที่มีความระมัดระวังมากกว่าคนอื่นๆหากกล่าวตามพื้นฐาน นางก็เป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น”
ชายร่างสูงหัวเราะและไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านหรือเอ่ยสิ่งใดอีก
“อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องจับตาดูนางแม้นางจะไม่มีกลอุบาย แต่ก็ใช่ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังของนางจะไม่มีการวางแผนใด
อาศัยตอนที่นางเชื่อใจเจ้ามากถึงเพียงนี้เจ้าต้องทำดีกับนางให้มากยิ่งขึ้น นี่ถือเป็นหนึ่งในหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าเช่นกัน”
ชายร่างสูงตบที่ไหล่ของผู้ที่มีรูปร่างเตี้ยกว่าคนร่างเตี้ยตอบรับ หลังจากนั้นก็กลายเป็นความเงียบงันที่แสนยาวนานอีกครั้ง
มองโดยผิวเผินนั้นดูเหมือนทั้งสองคนจะเป็นเช่นนั้นแต่สุดท้ายก็ชัดเจนแล้วว่าในใจมีความไม่พอใจอยู่ไม่น้อย
วันนี้เยี่ยนเจาเจาได้พบท่านหมอทุกคนที่อยู่ในจวนล้วนรู้สึกเหมือนได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่แสนน่ากลัว มิรู้ว่าพวกเขาจัดให้คนมาคอยจับตามองอยู่ในที่ลับมากเท่าไรแต่ในบรรดาคนเหล่านั้นไม่มีผู้ใดที่เริ่มเคลื่อนไหวเลย หากไม่ใช่เพราะเจ้านายบอกพวกเขาให้จับตาดูอย่างใกล้ชิดพวกเขาก็คงให้คนออกไปทั้งหมดนานแล้ว
ยามนี้จับตามองมาทั้งวันจนเยี่ยนเจาเจานอนหลับไปอย่างสงบก็ยังไม่เห็นว่าจะมีการเคลื่อนไหวใดเกิดขึ้น ช่างเป็นสิ่งที่เปลืองพลังไปอย่างเปล่าประโยชน์เสียจริง!
ความโกรธที่เกิดขึ้นกับทั้งสองคนที่นี่ก็ยิ่งมิต้องกล่าวถึง
ว่าแต่หมอผู้นั้นโดนทหารหนุ่มพาตัวไปตอนที่เดินอยู่บนทางเดินตลอดทางก็ยังเต็มไปด้วยความสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงใด
ชายหนุ่มเก็บงำความโกรธเอาไว้ไม่ได้เขายกมือขึ้นจับเสื้อคลุมแน่น ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “แขกก็คือ...”
“นางเป็นใครหรือว่าในใจของเจ้าไม่รู้อย่างนั้นหรือ?”
สกุลเหลียงมีทายาทไม่มากนักและเมื่อรวมกับความลุ่มหลงที่เหล่าบรรพบุรุษมี จนกำเนิดเป็นทายาทที่มีสายเลือดนอกรีตทายาทที่เป็นสายเลือดโดยตรงจึงยิ่งน้อยลงทุกที
นอกจากองค์ชายทั้งห้าที่ประสูติจากฮ่องเต้หญิงเมื่อนับรวมสายเลือด คนที่มีอายุราวๆ เยี่ยนเจาเจาก็มีเพียงเจ็ดหรือแปดคนเท่านั้น
ในเจ็ดแปดคนนี้ เป็นสตรีเพียงสองสามคน
คนในวัยเดียวกันกับเยี่ยนเจาเจาที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงองค์หญิงและฮ่องเต้หญิงใต้หล้านี้มีเพียงเยี่ยนเจาเจาผู้เดียว
หมอหนุ่มครุ่นคิดโดยมิส่งเสียงใดออกมา
แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นใคร
ทหารหนุ่มส่งเขากลับไปยังที่พักเล็กๆที่เขาใช้อาศัย ตอนที่กำลังจะแยกจากกันก็ได้ยินชายหนุ่มกล่าวถามออกมา “หลังจากที่ข้าเขียนใบสั่งยาให้กับแม่นางแล้วข้าจะมิตายใช่หรือไม่?”
ความจริงแล้วคำถามนี้ทุกคนล้วนเข้าใจในคำตอบของมันเป็นอย่างดีทหารหนุ่มเผยรอยยิ้มมิเอ่ยสิ่งใด ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ถามสิ่งใดเพิ่มอีก
หลังจากที่เข้ามาในห้องพักเขาก็เหม่อลอยไปเนิ่นนาน ยืนเดียวดายภายใต้ค่ำคืนอันแสนสงบ บางทีเขาอาจจะกำลังคิดว่าเหตุใดตัวเขาถึงได้เข้ามาอยู่ในบ่อโคลนแห่งนี้ได้หรือบางทีเขาอาจจะกำลังกังวลเกี่ยวกับการมีชีวิตของเขา
ทหารรักษาการณ์ที่รับหน้าที่จับตาดูเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้พวกเขารีบจุดตะเกียง จากนั้นก็ผลักร่างเขาไปจนชิดขอบโต๊ะอย่างรุนแรงกระดาษและพู่กันถูกยัดใส่มืออีกข้าง เป็นเชิงบอกว่าเขาต้องเขียนผลการวัดชีพจรและใบสั่งยาของวันนี้ลงไป
ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นทำได้เพียงหยิบพู่กันและบันทึกมันลงไป และอาจเป็นเพราะเขาไม่เต็มใจเขียนจึงทำให้การเขียนบันทึกเป็นไปอย่างเชื่องช้า ตอนที่เขียนบันทึกเขาหยิบผ้าขาวที่เปื้อนคราบน้ำลายออกมาจากนั้นก็หยิบขวดต่างๆ ที่อยู่ในหีบยาออกมาและวุ่นวายกับมันอย่างไม่หยุดมือ
ทหารรักษาการณ์ที่อยู่ข้างกายโน้มเข้าไปอ่านสิ่งที่เขาบันทึกพบว่ามีชื่อตัวยามากมายที่ตนมิรู้จักอีกทั้งการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ ชวนให้รู้สึกสับสนจริงๆ
สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือผ้าสีขาวเผ่นน้อยนั้นได้เปลี่ยนเป็นสีแดงสดคล้ายเลือดทั้งยังมีกลิ่นคาวที่รุนแรง ทำให้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกคลื่นไส้ไปตามๆ กัน
สีหน้าของชายหนุ่มซีดเผือดเขาใจลอยอยู่นานกว่าจะเขียนใบสั่งยาต่อ เพียงแต่เขาเขียนๆ หยุดๆ แสดงการครุ่นคิดออกมาผ่านสีหน้าของตน
ตอนที่เขาเขียนใบสั่งยาอยู่ก็ได้ยินเหล่าทหารที่อยู่ด้านนอกกล่าวแสดงความเคารพคนที่กล่าวตอบโต้คือชายหนุ่มที่มีน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นน้ำเสียงที่ชายหนุ่มมิเคยได้ยินมาก่อน
คนผู้นั้นคือหัวหน้าคนใหม่
เพราะดูเหมือนอาการของเยี่ยนเจาเจาจะไม่ได้ดีขึ้นอาเฟิ่งจึงส่งคนใหม่มาเฝ้าจับตาดูสถานการณ์ของเยี่ยนเจาเจา
เมื่อเทียบกับรองผู้บัญชาการคนก่อนที่ชอบลงไม้ลงมือเมื่อเจอเรื่องที่ไม่ชอบใจหัวหน้าคนใหม่ผู้นี้จึงดูเป็นมิตรมากกว่า
เขาได้ข่าวว่าศิษย์ของสำนักโอสถทำการตรวจชีพจรของเยี่ยนเจาเจาแล้วดังนั้นเขาจึงเดินทางมาดูด้วยตัวเอง
ตอนนี้หมอหนุ่มเขียนใบสั่งยาเสร็จไปแค่ครึ่งเดียวมีตัวยาอีกมากมายที่ยังมิได้เขียนลงไป ในส่วนของน้ำหมึกที่ใช้เขียนก็ยังไม่ทันได้แห้งสนิทดี
เมื่อเห็นคนเข้ามาอย่างกะทันหันเขาก็มีท่าทีตกใจพร้อมกับลุกขึ้นด้วยท่าทียอมจำนน
ผู้มาใหม่โบกมือไปมาเป็นสัญญาณให้เขาทำต่อไปเขามองไปยังผู้มาใหม่ครู่หนึ่ง ก่อนถามออกมาด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา “ท่านเป็นเจ้านายของที่นี่หรือขอรับ?”
ผู้มาใหม่มิได้ตอบคำถามนั้นตรงๆแต่กลับเผยรอยยิ้มใจดีและเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
หมอหนุ่มถอนหายใจอย่างหนักหน่วงน้ำเสียงที่กล่าวก็เป็นน้ำเสียงแห่งความโศกเศร้า “ไม่ว่าท่านจะเป็นหรือไม่ก็ตามแต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกกับหัวหน้าของที่นี่ ในร่างกายของแม่นางมียาพิษ หากไม่ได้รับการถอนพิษอย่างทันท่วงทีมันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมาผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็มองหน้ากันอย่างทำอะไรไม่ถูก
ก่อนหน้านี้ได้เชิญท่านหมอมาเพื่อเยี่ยนเจาเจาจำนวนนับไม่ถ้วนแต่ไม่มีคนใดเลยที่บอกว่าในร่างกายของเยี่ยนเจาเจามียาพิษเหตุใดเมื่อเปลี่ยนเป็นท่านหมอคนใหม่ เขาถึงได้บอกว่าเยี่ยนเจาเจาโดนพิษเล่า?
ชายหนุ่มมองไปยังด้านหน้าราวกับมีความตื่นตระหนกอยู่ในแววตา เขาวางใบสั่งยาที่เขียนไปกว่าครึ่งไว้ด้านข้างจากนั้นก็หยิบกระดาษแผ่นใหม่ออกมาแล้วเริ่มเขียนใหม่
“เมื่อสักครู่ในตอนที่จับชีพจรให้แม่นางเพราะเกรงว่าจะทำให้แม่นางตกใจ ข้าจึงมิกล้าพูดความจริงออกไป
เดิมทีร่างกายของแม่นางก็อ่อนแอมากอยู่แล้วมิรู้ว่าเป็นเพราะได้รับความเสียหายจากสิ่งใด ร่างกายของนางถึงได้ดูขาดความสมดุลมากมายถึงเพียงนี้ในร่างกายมีพิษที่แปลกประหลาด มิรู้ว่าได้รับมันมาจากที่ใด
หลายวันมานี้ดูเหมือนอารมณ์ของแม่นางจะดีขึ้นแต่ก็ยังเป็นเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณ เมื่อวิญญาณแตกสลายไปภายในสองวันแม้แต่กระดูกของนางก็จะถูกทำลายลง”
เมื่อกล่าวถึงอาชีพดั้งเดิมของตนหมอหนุ่มก็มีเรื่องให้เอ่ย เขาใช้พู่กันขีดเขียนไปมา ก้มหน้าก้มตาเขียนอธิบายเกี่ยวกับพิษที่เยี่ยนเจาเจาได้รับ
เขาพูดเร็วมากจนผู้คนที่อยู่รอบๆไม่อาจมีปฏิกิริยาตอบสนองได้ทัน มีเพียงหัวหน้าคนใหม่ผู้มีน้ำเสียงอ่อนโยนผู้เดียวเท่านั้นที่ยกเรียวคิ้วขึ้นมองกระดาษที่อีกฝ่ายกำลังเขียน พร้อมทำท่าทางเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายพูดต่อ
เพียงอึดใจเดียว หมอหนุ่มก็เอ่ยต่อว่า “เมื่อครู่ข้าไปดูมาแล้วพิษที่อยู่ในร่างกายของแม่นางน่าจะมีคนลอบวางช่วงหลายวันก่อน และเพิ่งจะแสดงอาการวันนี้ขอรับ
ข้ารู้ว่าแม่นางคือผู้ใดแต่ไม่ว่านางจะเป็นใคร และไม่ว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร คนเป็นหมออย่างข้าย่อมต้องมีจรรยาบรรณข้ามิอาจทนเห็นนางต้องมาตายไปเช่นนั้นได้ขอรับ”
บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนว่าเยี่ยนเจาเจาโดนผงพิษที่มีชื่อเรียกว่า “ผงพิษเจ็ดราตรี”
พิษชนิดนี้ได้มาจากแมงป่องและตะขาบนำมาผสมกับพิษของงูปล้องทอง รวมทั้งสารหนูและปรอท หากไม่ได้รับการถอนพิษภายในเจ็ดวันผู้ที่โดนพิษจะต้องตายอย่างแน่นอน
หัวหน้าคนใหม่ผู้นี้ไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องใบสั่งยาที่ดูยากและน่าหวาดกลัวนั่น เขาไม่เข้าใจและในใจก็ไม่อาจจะปักใจเชื่อได้คิ้วหนาขมวดขึ้นขัดจังหวะการพูดของหมอหนุ่ม “เจ้าบอกว่าแม่นางโดนพิษเช่นนั้นเจ้ามีหลักฐานมายืนยันหรือไม่?”
สีหน้าของชายหนุ่มเผยความโกรธออกมาเล็กน้อยเมื่อโดนตั้งแง่แต่เขาเองก็รู้สถานการณ์ของตนดี จึงได้กลืนความโกรธลงคอพร้อมกล่าวตอบ “แม่นางไม่อยากอาหารใบหน้าขาวซีด กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลิ้นสีแดงระเรื่อ พลังชี่ไม่เพียงพอ นี่คือสัญญาณเตือนของการถูกพิษขอรับ
ข้าเอาพิษบางส่วนมาจากลิ้นของแม่นางใช้ยาบางตัวเพื่อศึกษาดูแล้ว จึงมั่นใจว่าต้องเป็นผงพิษเจ็ดราตรีแน่ ข้าในฐานะผู้ศึกษาด้านการแพทย์แม้วันนี้จะถูกตัดหัวก็ไม่มีทางนำความเป็นหมอมากล่าวเรื่องไร้สาระอย่างแน่นอน!”
หลังจากเอ่ยเรื่องนี้น้ำเสียงของหมอหนุ่มก็ยิ่งดังก้องขึ้น ใบหูของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงนำชิ้นผ้าขาวที่ตอนนี้เป็นสีแดงราวกับเลือดทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นคาวผืนนั้นวางลงบนโต๊ะเพื่อให้หัวหน้าผู้นั้นได้มองด้วยตาของเขาเอง
ทันใดนั้นชิ้นผ้าขาวเปื้อนสีเลือดได้เข้ามาในครรลองสายตาของเขาแต่เกรงว่าคงทำให้คนมิอาจปรับตัวยอมรับได้
ผู้เป็นหัวหน้าถอยกลับไปหนึ่งก้าวสีหน้าดูไม่ได้เล็กน้อย เขาโบกมือไปมาพร้อมกล่าว “มิใช่ว่าจะไม่เชื่อเจ้าเพียงแต่ร่างกายของแม่นางเป็นสิ่งล้ำค่า คำพูดของเจ้าจึงทำให้พวกเรามิอาจเชื่อมันได้ในทันทีจำเป็นต้องเชิญหมอท่านอื่นมาตรวจดูด้วย”
ใบหน้าของหมอหนุ่มชะงักไปเขายิ้มอย่างเยาะเย้ยพร้อมกล่าว “ข้ารู้ดีว่าข้าตกอยู่ในกำมือของพวกท่าน และยังมีเส้นความตายขีดเอาไว้ด้วยแล้วมีความจำเป็นใดที่ข้าต้องหลอกพวกท่านหรือ?
ผงพิษเจ็ดราตรีเป็นสิ่งที่นำออกมาจากวังหลวงหมอที่อยู่ด้านนอกไม่มีทางเข้าใจ หากท่านเชิญท่านหมอคนอื่นมาดูอาการ ข้าและท่านน่ะยังพอจะรอได้แต่ชีวิตของแม่นางต่างหากที่มิอาจรอได้!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดเสียงดังที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ทำเอาหัวหน้าผู้นั้นถึงกับผงะไป แต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด ก็ได้ยินหมอหนุ่มกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “สิ่งที่ข้าอยากพูดอีกอย่างก็คือท่านสามารถไปหาสาวใช้ข้างกายของแม่นางเพื่อทำการยืนยันได้”
“ผงพิษเจ็ดราตรีพอเข้าวันที่สี่จะปรากฏเส้นสีแดงตรงข้อมือและค่อยๆ ลุกลามอย่างช้าๆ ไปยังบริเวณหน้าอกพอถึงวันที่เจ็ดเส้นสีแดงจะหยุดลงตรงตำแหน่งหัวใจ เมื่อถึงยามนั้นก็ไม่สามารถรักษาด้วยโอสถและการฝังเข็มได้แล้วแม่นางจะต้องตายไปอย่างไม่ต้องสงสัย!”
เสียงยามที่เขากล่าวว่า “ต้องตายไปอย่างไม่ต้องสงสัย”ทำให้หัวใจของหัวหน้าผู้นี้สั่นไหวไปครู่หนึ่ง
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่อารมณ์ของอีกฝ่ายมีมากกว่าตนเอง ก็มักจะทำให้รู้สึกเชื่อถือไปโดยมิอาจควบคุมได้หลังจากนั้นก็ทำให้เกิดระดับของความเชื่อถือในคำพูดของคนคนนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
ครู่หนึ่งหัวหน้าก็เข้าใจ
ใช่มิว่าอย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นเยี่ยนเจาเจามิอาจตายได้
หากเยี่ยนเจาเจาตายแล้วเรื่องราวทั้งหมดก็จะจบลง
แต่ตอนนี้เรื่องที่ทำให้ผู้คนสงสัยก็คือหากเยี่ยนเจาเจาถูกวางยาพิษจริง เช่นนั้นคนที่วางยาพิษคือผู้ใดกัน?