ข้าชื่อเซี่ยฝูคุน และตอนนี้ข้ากำลังโกรธจัดจนถึงขีดสุด
ตอนที่ยังอยู่บนโลกมนุษย์ เซี่ยฝูคุนเคยเห็นโพสต์เกี่ยวกับพวกโจรลักพาตัวเด็กในโลกอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่เห็นเขาจะรู้สึกโกรธแค้นอย่างยิ่ง และต้องเข้าไปด่าทอสาปแช่งอยู่หลายประโยค สาเหตุไม่ใช่สิ่งใดอื่น แต่เป็เพราะเขารู้สึกว่าเด็กนั้นช่างบริสุทธิ์และไร้เดียงสา ไฉนคนพวกนี้จึงต้องสร้างผลประโยชน์ส่วนตนบนความตายของเด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย
เพียงแต่ตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์ หลายสิ่งหลายอย่างไม่อาจทำได้ตามใจปรารถนา อีกทั้งเซี่ยฝูคุนเองก็ไม่ได้มีกำลังความสามารถพอที่จะลงมือทำในสิ่งที่ใจคิด
ทว่าตอนนี้เขามาอยู่ที่ทวีปจิ่วโยวแล้ว ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไป
เมื่อจ้องมองเย่าตู๋จิ่วที่อยู่ตรงหน้า สีหน้าของเซี่ยฝูคุนก็พลันทะมึนลงในทันที
เย่าตู๋จิ่วถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความใ เขาหลงนึกไปว่าในกองซากศพเด็กที่อยู่เื้ัตนนั้น มีทายาทหรือคนในครอบครัวของเซี่ยฝูคุนปนอยู่ด้วย
“โทษของเ้านั้น มิอาจอภัยได้”
ดวงตาของเซี่ยฝูคุนราวกับจะมีเปลวไฟพ่นออกมา และทันทีที่เขาพูดจบ เย่าตู๋จิ่วก็ได้ยินเสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นจากทางด้านหลังของตน
ก่อนหน้านี้ หลังจากที่เซี่ยฝูคุนและเยี่ยชิงหว่านจัดการหยางกั้วลงได้ เขาได้เรียกพยัคฆ์อสรพิษอัคคีกลับเข้าสู่ระบบไปก่อน แต่ตอนนี้เมื่อพบเห็นว่าเย่าตู๋จิ่วกระทำการอันอำมหิตผิดมนุษย์ถึงเพียงนี้ เซี่ยฝูคุนก็ะเิโทสะออกมา และปลดปล่อยพยัคฆ์อสรพิษอัคคีออกมาอีกครั้ง
กลิ่นอายอันเย็นะเืที่เคยปกคลุมอยู่ พลันถูกคลื่นความร้อนระอุเข้าจู่โจมและกลืนกินไปในพริบตา...
“นี่มัน...”
เย่าตู๋จิ่วไม่ได้สนใจเซี่ยฝูคุนอีกต่อไป เขาััได้โดยสัญชาตญาณว่าทางด้านหลังของตนมีกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าแผ่ซ่านออกมา เขาจึงรีบหันไปมอง และพบว่าพยัคฆ์อสรพิษอัคคีกำลังพุ่งเข้าหาตนพอดี
“สัตว์อสูรระดับแปด!”
เย่าตู๋จิ่วสูดลมหายใจเข้าลึกพลางรีบะโหลบหลีกอย่างรวดเร็ว
แม้เขาจะมีพลังอยู่ในขอบเขตห้าวหาญเช่นเดียวกับหยางกั้ว ทว่าเย่าตู๋จิ่วคือนักหลอมโอสถ อีกทั้งยังมิใช่นักหลอมโอสถทั่วไป กระบวนท่าและเล่ห์เหลี่ยมของเขาจึงประหลาดพิสดารยิ่งนัก การโจมตีครานี้ของพยัคฆ์อสรพิษอัคคีจึงถูกเขาหลบพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด
“บัดซบ!”
“นึกไม่ถึงเลยว่าเ้าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเ้า จะมีผู้ช่วยที่ร้ายกาจเช่นนี้!”
เย่าตู๋จิ่วย่อมไม่คิดว่าพยัคฆ์อสรพิษอัคคีจะเป็สัตว์อัญเชิญของเซี่ยฝูคุน จะเป็ไปได้อย่างไรที่ผู้อัญเชิญระดับสี่จะอัญเชิญสัตว์อสูรระดับแปดออกมาได้? เขาจึงทึกทักเอาเองว่าเสือตัวนี้คงจะเป็สหายหรือผู้พิทักษ์ที่ติดตามเซี่ยฝูคุนมา
“คนตายมิจำเป็ต้องพูดพร่ำให้มากความ”
น้ำเสียงของเซี่ยฝูคุนเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ ในสายตาของเขา เย่าตู๋จิ่วได้กลายเป็ซากศพไปเรียบร้อยแล้ว
แม้เย่าตู๋จิ่วจะปรารถนาจะสังหารเซี่ยฝูคุนให้สิ้นซากเพียงใด ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องของพยัคฆ์อสรพิษอัคคี เขาก็ถูกตรึงไว้จนไม่อาจปลีกตัวไปจัดการเซี่ยฝูคุนได้เลย
ตอนที่เห็นเซี่ยฝูคุนกำลังมุ่งหน้าไปทำลายข้าวของที่เขาจัดเตรียมไว้สำหรับพิธีอัญเชิญปีศาจ สีหน้าของเย่าตู๋จิ่วก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
“เ้าเด็กนรก! เดิมทีข้ากะจะอัญเชิญปีศาจระดับราชันออกมาเพื่อทำสัญญาผูกมัดิญญา ทว่ายามนี้เห็นทีจะต้องจำใจอัญเชิญปีศาจระดับแนวหน้าออกมาแก้ขัดไปก่อนเสียแล้ว!”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่าตู๋จิ่วก็ตบหน้าอกของตนเองอย่างแรง
“พรวด—”
เืพุ่งออกมาจากปากกระจายไปทั่ว
ทันใดนั้น ตรงหน้าของเขาก็ปรากฏอักขระประหลาดขึ้น
อักขระนั้นค่อยๆ ขยายขอบเขตออกไปอย่างรวดเร็ว และกางกั้นเย่าตู๋จิ่วกับทุกสิ่งรอบกายออกจากกัน
แม้แต่พยัคฆ์อสรพิษอัคคีที่พยายามจะจู่โจมเข้าไป ก็รู้สึกราวกับว่าการโจมตีนั้นทะลุผ่านความว่างเปล่าไปเสียเฉยๆ ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนให้แก่เย่าตู๋จิ่วได้เลย
“นี่มันกลอุบายอันใดกัน?”
เซี่ยฝูคุนขมวดคิ้วมุ่น เห็นได้ชัดว่านี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เจอสถานการณ์เช่นนี้
“นี่คืออาณาเขตปีศาจ ดูเหมือนเขาจะสละการอัญเชิญปีศาจระดับที่แข็งแกร่งกว่า แล้วเลือกอัญเชิญปีศาจที่ระดับรองลงมาแทน ทว่าถึงกระนั้น...”
เยี่ยชิงหว่านก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายเซี่ยฝูคุน
“ข้าบอกให้เ้าระวังตัวและรอจังหวะอยู่แนวหลังมิใช่หรือ? ไฉนจึงวิ่งพรวดพราดมาข้างหน้าเช่นนี้? แล้วยาพิษพวกนั้น...”
ที่เซี่ยฝูคุนไม่เกรงกลัวพิษที่เย่าตู๋จิ่วโปรยออกมาก่อนหน้านี้ เป็เพราะเขามีกายต้านพิษ ทว่าเหตุใดเยี่ยชิงหว่านจึงดูเหมือนจะมีภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกัน?
“ตอนที่เย่าตู๋จิ่วเข้าสู่เขตอาณาเขตปีศาจ พิษเ่าั้ก็สลายไปจนสิ้นแล้ว”
เยี่ยชิงหว่านอธิบายสั้นๆ ทว่าคิ้วของนางยังคงขมวดมุ่นจ้องมองเย่าตู๋จิ่วที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างไม่วางตา
ในขณะนี้ เย่าตู๋จิ่วราวกับกำลังเข้าสู่สภาวะ สามบุปผารวมยอด (หมายถึง สภาวะที่พลังปราณและจิตสมาธิรวมกันเป็หนึ่งที่จุดสูงสุดบนศีรษะ เป็สัญลักษณ์ของการบรรลุขั้นสุดยอดหรือพลังกำลังตื่นขึ้นเต็มที่) คล้ายกับกำลังรอรับการจุติของบางสิ่งบางอย่าง เซี่ยฝูคุนและพรรคพวกได้แต่จ้องมองตาปริบๆ โดยไม่อาจเข้าไปขัดขวางได้เลย
“หมายความว่าในระหว่างที่อยู่ในอาณาเขตปีศาจ พวกเรามิอาจหยุดยั้งเขาได้เลยหรือ?”
เซี่ยฝูคุนหันไปถามเยี่ยชิงหว่าน
“เื่นี้ข้าเองก็ยากจะอธิบาย เพราะนับั้แ่ผู้ฝึกยุทธ์บรรลุเซียนในตำนานท่านนั้นได้ผนึกปีศาจทั้งหมดลงสู่ขุมนรก ก็แทบมิเคยได้ยินว่ามีผู้ใดสามารถอัญเชิญปีศาจออกมาได้อีกเลย แม้แต่ตัวข้าเอง ก็เพียงแต่เคยอ่านเจอเื่ราวบางส่วนของปีศาจจากตำราโบราณของตระกูลเท่านั้น จึงได้พอจะรู้เื่พวกนี้บ้าง”
เยี่ยชิงหว่านเอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
“บัดซบ! แล้วนี่พวกเราต้องทนยืนมองดูมันแข็งแกร่งขึ้นเฉยๆ อย่างนั้นรึ?”
เซี่ยฝูคุนถามออกมาอย่างเซ็งๆ
“เฮ้อ”
เยี่ยชิงหว่านถอนหายใจยาว
“ปีศาจนั้นจะว่าไปก็มีส่วนคล้ายกับสัตว์อสูรอยู่บ้าง ทว่าพวกมันทรงพลังกว่าสัตว์อสูรทั่วไปมากนัก โดยปีศาจจะถูกแบ่งระดับออกเป็: ระดับหัวหน้า ระดับชั้นยอด ระดับแนวหน้า ระดับราชัน และระดับมหากาพย์ ปีศาจแต่ละระดับจะเทียบเคียงได้กับผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตต่างๆ ทว่าพวกมันจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเดียวกันมากนัก ยามที่พวกมันเพิ่งถูกอัญเชิญออกมาใหม่ๆ จะอยู่ในสภาวะอ่อนแอเพียงชั่วครู่ ทว่าเพียงมินานพวกมันก็จะ...”
“เดี๋ยวก่อน...”
เซี่ยฝูคุนชิงเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่เยี่ยชิงหว่านจะพูดจบ
“เ้าบอกว่า ปีศาจมีส่วนคล้ายกับสัตว์อสูรอยู่บ้างอย่างนั้นรึ?”
“ถูกต้อง”
เยี่ยชิงหว่านพยักหน้ารับอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าเซี่ยฝูคุนกำลังคิดแผนการอันใดอยู่
“แล้วตอนที่เพิ่งถูกอัญเชิญออกมา พวกมันจะอยู่ในสภาวะอ่อนแอใช่หรือไม่?”
เซี่ยฝูคุนถามย้ำอีกครั้ง
“ใช่แล้ว”
เยี่ยชิงหว่านมองเซี่ยฝูคุนแวบหนึ่ง
“ทว่า ปีศาจนั้นเล่ห์เหลี่ยมจัดและอำมหิตยิ่งกว่าสัตว์อสูรทั่วไปมากนัก อีกทั้ง...”
“เื่นั้นไม่สำคัญ”
เซี่ยฝูคุนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“หืม?”
เยี่ยชิงหว่านยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ ไม่เข้าใจความหมายที่เซี่ยฝูคุน้าจะสื่อ
เซี่ยฝูคุนย่อมไม่บอกความลับนี้แก่เยี่ยชิงหว่านแน่นอน
สัตว์อสูรที่มีระดับพลังเท่ากันหรือต่ำกว่าเขา เขาสามารถหลอมรวมได้โดยตรง!
และสัตว์อสูรระดับสูง หากอยู่ในสภาวะอ่อนแอ เขาก็สามารถหลอมรวมและดูดซับได้เช่นกัน!
ในเมื่อปีศาจกับสัตว์อสูรมีส่วนคล้ายคลึงกัน เช่นนั้นหากเขาจะจับปีศาจมาหลอมรวมเสียหน่อย ก็คงไม่ใช่เื่ที่เกินเลยไปนักกระมัง?
เมื่อมองไปที่เย่าตู๋จิ่วที่ดูเหมือนจะอัญเชิญปีศาจออกมาได้ในอีกไม่ช้า
เยี่ยชิงหว่านก็รู้สึกประหม่ามาก
ทว่าเซี่ยฝูคุนกลับกำลังตื่นเต้นอย่างยิ่งยวด
หากเขาสามารถหลอมรวมปีศาจได้จริงๆ ละก็...
ในภายภาคหน้า ภารกิจอันยิ่งใหญ่อย่างการกำจัดปีศาจเพื่อมวลมนุษย์ ก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเซี่ยฝูคุนผู้นี้เถิด!
จิติญญาแห่งการ “เสียสละตนเพื่อผู้อื่น และความทุ่มเทอย่างแรงกล้า” เช่นนี้ เขามีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน
“โฮก—”
หากไม่มีเสียงคำรามนี้ดังออกมา เซี่ยฝูคุนก็เกือบจะเผลอหลับไปเสียแล้ว และทันทีที่เสียงคำรามนั้นแว่วมา พื้นดินทั่วทั้งบริเวณตระกูลปู้เฝิงก็พลันสั่นะเื
รอยแยกขนาดใหญ่ปริแตกออกมาจากใต้แท่นพิธีที่เย่าตู๋จิ่วจัดเตรียมไว้
วินาทีต่อมา กรงเล็บสีดำขนาดมหึมาก็ยื่นออกมาจากรอยแยกนั้น...
“์ นี่มันมิได้ล้างมือมานานเท่าใดกันแล้วเนี่ย?”
เซี่ยฝูคุนเบิกตากว้าง จ้องมองกรงเล็บนั้นด้วยสีหน้าขยะแขยงอย่างสุดซึ้ง