บนโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยอาหารดูเลิศรส ตรงหัวโต๊ะมีชายอายุราวสี่สิบกำลังยิ้มแย้มและกล่าวต้อนรับชางยวิ๋นกับเหวินหยาง
“ เชิญนั่ง เชิญนั่ง เชิญท่านทั้งสองนั่งก่อน ”
ชางยวิ๋นกับเหวินหยางที่ได้ยินก็โค้งคำนับให้ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ ทันทีที่นั่งลงก็มีสาวใช้สองคนเดินเข้ามารินสุราใส่แก้วเล็กๆที่วางอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน
“ จอกนี้ข้าขอดื่มให้คุณชายทั้งสองท่าน ที่บรรเลงพิณได้อย่างไพเราะ ”
ชางยวิ๋นมองที่แก้วสุราที่อยู่ตรงหน้าและเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ ทางด้านชายที่เชื้อเชิญเห็นท่าทางชางยวิ๋นดูกังวล จึงได้รีบกล่าวต่อทันที
“ คุณชายท่านนี้ไม่ชื่นชอบสุรานี้หรือ ”
“ มิใช่เช่นนั้น เพียงแแต่ข้ามีโรคประจำตัว มิอาจจะร่ำสุราได้ ” ชางยวิ๋นกล่าวด้วยความสุภาพ
“ เช่นนั้นเปลี่ยนเป็ชา คุณชายท่านนี้คงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ ”
“ รบกวนนายท่านแล้ว ”
“ เด็ก ๆ นำชามาเปลี่ยนให้คุณชายท่านนี้ที ”
หลังจากเปลี่ยนเป็ชา ทั้งสามคนก็ได้ยกจอกสุราขึ้นหนึ่งครั้ง
“ ข้าชื่ออู่เนี่ยนเจิน เป็เ้าเมืองอี้หลิง ไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสองมีนามว่าอย่างไร ”
“ ที่แท้ก็เป็ใต้เท้าอู่ ข้าน้อยชางยวิ๋น ส่วนทางนี้เป็ศิษย์ของข้า นามว่าเหวินหยาง ”
หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จแล้ว ก็มีสตรีชุดแดงบนเวทีเมื่อสักครู่เดินเข้ามาและยื่นอยู่ด้านหลังท่านเ้าเมือง
“ ฮ่า ฮ่า นี่เป็บุตรสาวคนเล็กของข้าเอง ชื่อว่า เจียลี่ นางชื่นชอบการแสดงยิ่งนัก ”
สตรีชุดแดงก้มลงคำนับเล็กน้อยหลังจากท่านเ้าเมืองแนะนำตัวให้เสร็จ
ชางยวิ๋นกับเหวินหยางร่วมโต๊ะกับท่านเ้าเมืองอยู่ครู่หนึ่ง ชางยวิ๋นก็ได้ขอตัวเดินชมเทศกาลต่อ ส่วนทางท่านเ้าเมืองก็มิได้คัดค้าน เพราะไม่อยากให้ทั้งสองคนต้องลำบากใจ
ชางยวิ๋นพาเหวินหยางเดินชมเทศกาล ก่อนที่เดินไปถึงจุดที่ผู้คนเบาบาง ชางยวิ๋นเริ่มทะยานฟ้าขึ้นไปบนหลังคาเรือนสูงสามชั้น เหวินหยางที่เห็นก็ค่อยๆหาทางและใช้วิชาตัวเบาที่พึงร่ำเรียนมาทะยานขึ้นไปหาผู้เป็อาจารย์
ชางยวิ๋นยืนหลับตาบนหลังคา ปล่อยให้สายลมเย็นๆกระทบกับใบหน้า เสื้อผ้าเองก็ถูกพักพริ้วล่องลอยไปตามสายลม ชางยวิ๋นครุ่นคิดถึงอดีตที่สวยงามก่อนที่บนใบหน้าจะปรากฏรอบยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“ อาจารย์ท่านครุ่นคิดถึงสิ่งใด ” เหวินหยางถามด้วยความสงสัยหลังปีนป่ายตามขึ้นมาได้สำเร็จ
ชางยวิ๋นนิ่งเงียบมิได้ตอบสิ่งใด ก่อนที่จะเปลี่ยนเื่คุย
“ วิชาตัวเบาเ้าดีขึ้นมาก ในเวลาสั้นๆทำได้เช่นนี้ถือว่าไม่เลว ”
ชางยวิ๋นกล่าวเสร็จก็ได้นั่งลง เหวินหยางที่เห็นก็ได้เดินไปนั่งลงข้างๆผู้เป็อาจารย์
“ อาหญิงเ้าทำสิ่งใดอยู่ ”
“ อาหญิงเปิดโรงเตี๋ยมที่บ้านเกิดของท่านอาฉิงเซียว จริงซิอาจารย์เองก็เป็สหายของอาหญิงใช่หรือไม่ เมื่อก่อนอาหญิงเป็อย่างไรบ้าง ข้าไม่เคยได้ยินท่านกล่าวถึงอดีตของท่านเท่าใดนัก ”
ชางยวิ๋นได้ยินคำถามนี้ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มและได้หัวเราะขึ้นมา
“ อาหญิงเ้าเป็ศิษย์น้องในสำนัก เคยศึกษาที่สำนักหมู่ตึกอักษรร่วมกัน นางมีทักษะกระบวนท่าที่ดี ไม่ว่าจะไปประลองกับผู้ใดก็ล้วนได้ชัย จนผู้คนในสำนักต่างก็ยกย่องว่าเป็สตรีที่เก่งกาจที่สุดในรุ่นของนาง ”
“ ข้าเองก็ไม่ค่อยเห็นอาหญิงได้ต่อสู้กับใดนัก แต่เท่าที่เคยเห็นฝีมือนั้นก็ร้ายกาจเสียจริง ”
“ ข้าก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับนางเท่าใดนัก แต่เมื่อก่อนอาหญิงเ้าชอบติดตามผู้าุโฟ่านหลินหน้าตายผู้นั้นบ่อยๆ เลยทำให้ข้าพอได้พูดคุยบ้าง ”
เมื่อพูดถึงฟ่านหลิงก็ทำให้ชางยวิ๋นทำสีหน้าเบื่อหนายขึ้นมาทันที
“ เื่อาหญิงเ้าไว้เท่านี้ก่อน รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางต่อ ”
กาลเวลาล่วงเลยไปหลายสัปดาห์ สองบุรุษชุดขาวเดินทางเลียบูเา ถนนหนทางในชนบทเช่นนี้มิได้กว้างขวางนัก ผู้คนสัญจรก็มีบ้างประปรายแต่มิได้มากมายเหมือนที่ผ่านมา
ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม ยังมีเสียงขลุ่ยอันไพเราะขับขานไปตามท้องถนนจากเหวินหยาง
“ หลายวันมานี้เ้าเล่นได้ดีขึ้นมาก ”
เด็กหนุ่มที่ได้รับคำชมก็รีบยกขลุ่ยลง
“ เป็เพราะได้อาจารย์ค่อยชี้แนะ ” ชายหนุ่มกล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาอย่างมีความสุข
แต่ใบหน้ายิ้มแย้มก็ต้องเปลี่ยนไป สองคิ้วยามนี้วิ่งชนเข้าหากัน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความสงสัย ซ้ายมือที่เป็เนินเขาเต็มไปด้วยต้นไม้กลับมีเสียงบางสิ่งบางอย่างกำลังวิ่งฝ่าลงมา ชายสองคนหยุดเดินและมองไปตามทิศทางของเสียง
ไม่นานนักก็ปรากฏหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังวิ่งลงมาด้วยความตื่นตระหนก แต่ยังไม่ทันวิ่งลงมาถึงถนนก็เสียหลักล้มกลิ้งลงมา หญิงสาวพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ด้วยสองมือที่ถูกมัดไว้ด้านหลังก็ทำให้ลุกมาด้วยความยากลำบาก
เมื่อหญิงสาวลุกขึ้นมาได้ ก็มีกลุ่มคนพยายามะโไล่หลังตามมา หญิงสาวมองไปเห็นชายชุดขาวสองคนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก
นางเหมือนพยายามจะพูดบางสิ่งบางอย่าง แต่ปากที่ถูกมัดไว้ก็ทำให้ได้ยินแต่เสียงอ้ำอึ้ง
กลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังไล่ติดตามมาไม่ห่างมากนัก หญิงสาวใช้แรงทั้งหมดที่มีวิ่งไปหาชายชุดขาวสองคน
ชางยวิ๋นปลดผ้าปิดปากออก ทำให้หญิงสาวรีบร้องขอความช่วยเหลือด้วยความหวาดกลัว
“ คุณชายช่วยข้าด้วย ข้าถูกจับตัวมา ! ”
ชางยวิ๋นดันหญิงสาวไปด้านหลัง และให้เหวินหยางปลดเชือดมัดมือให้
กลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมด้วยอาวุธหยุดนิ่งห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว
“ คุณชายท่านนี้ ข้าขอแนะนำว่าอย่าเข้ามายุ่งเสียจะดีกว่า ” ชายที่คล้ายจะเป็ผู้นำกลุ่มชายฉกรรจ์ได้กล่าวขึ้น
ชางยวิ๋นกางพัดในมือออก ใบหน้าเรียบเฉยมิได้โต้ตอบสิ่งใดกลับไป
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่เห็นก็เข้าใจในความหมาย จึงรีบนำทุกคนบุกโจมตี ชางยวิ๋นสะบัดพัดออกไปหนึ่งคราแผ่พุ่งลมปราณออกไปด้านหน้า ทำให้คนที่บุกเข้ามาทั้งหมดถอยหลังไปหลายก้าว เว้นแต่หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์เพียงผู้เดียวที่ใช้ดาบตั้งท่าปัดป้องไว้
“ ฝีมือไม่เลวนิ ” หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวพร้อมกับยิ้มด้วยมุมปากคล้ายจะพอใจยิ่ง
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์พุ่งออกไปพร้อมกับดาบในมือ เขาฟาดฟันฝ่าลมปราณที่แผ่พุ่งเข้ามา ชางยวิ๋นเข้าใจทันทีว่าคนผู้นี้ฝีมือนั้นไม่ธรรมดา จึงได้พุ่งเข้าไปหาและประมือกันหลายกระบวนท่า