เว่ยเจียวจิ้น กงเยว่และเว่ยซิ่วได้เข้ามาดูฉินมู่หวังที่ตอนนี้ถูกพามายังเรือนของตน บุรุษมากอายุได้ให้คนไปตามหมอมาเพื่อดูอาการของชายหนุ่ม
“อาการเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“แค่ฟกช้ำด้านนอกเท่านั้นขอรับ พักสัก….หน่อยอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองขอรับ”
“ขอบคุณท่านหมอ พ่อบ้านเฟิงให้คนพาท่านหมอไปส่งด้วย”
“ขอรับ”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมถึงเกิดเรื่องวุ่นวายแต่เช้า”
กงเยว่เอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจขณะมองไปทางฉินมู่หวัง และหันไปทางพ่อบ้านเฟิง
“เรียนฮูหยิน ยามอิ่นข้าน้อยได้ยินเสียงบ่าวกรีดร้องจึงได้รีบไปดู พบว่าคุณชายฉินแต่งกายด้วยชุดสีดำ ปกปิดหน้าตาและนอนหมดสติในเรือนบ่าวขอรับ”
“หมดสติงั้นหรือ หมดสติได้อย่างไรกัน”
เว่ยซิ่วพูดขึ้นก่อนจะมองไปทางพ่อบ้านเฟิงอย่างเอาเรื่อง
“เอ่อ....คือ เรือนบ่าวที่คุณชายฉินเข้าไปนั้นคือเรือนพักบ่าวรับใช้สตรีขอรับ มิใช่บุรุษ”
“ไม่จริง พวกเจ้าใส่ร้ายพี่มู่หวัง”
เว่ยซิ่วรีบเอ่ยขึ้น ‘อะไรกัน ยังไม่ทันไรจะทำแผนการของข้าเสียเสียแล้ว...ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี’
“กะ เกิดอะไรขึ้น”
เสียงบุรุษที่นอนอยู่บนเตียงเอ่ยขึ้นทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน เว่ยซิ่วจึงได้จีบปากจีบคอพูดขึ้นในทันที
“จะมีอะไรได้อีกล่ะ ก็พี่มู่หวังเดินละเมอไปยังเรือนพักนอนของบ่าวสตรี จึงทำให้ถูกซ้อมเช่นนี้อย่างไรล่ะ”
ชายหนุ่มที่แม้จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เขารับรู้เพียงแต่ความเจ็บปวดที่ได้รับก่อนจะเห็นเว่ยซิ่วส่งสัญญาณให้กับตนชายหนุ่มจึงต้องรีบเออออด้วยในทันที
“เรียนท่านโหว ฮูหยินโหว ข้าน้อยนั้นเป็นโรคประหลาดที่ไม่สามารถรักษาได้ คือโรคเดินละเมอ ยามใดที่ข้ารู้สึกกังวลใจมาก ๆ คืนนั้นข้าจะหลับลึกและทำให้ข้าจะเดินละเมอและไม่ทราบว่าตัวเองเดินไปไหนขอรับ”
เว่ยเจียวจิ้นและกงเยว่แม้จะไม่เชื่อแต่กลับไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ อีกทั้งยังจะเป็นการทำลายชื่อเสียงของจวนโหวอีก
“เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ให้จบเพียงเท่านี้ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดี และอย่าให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีก มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้าตระกูลฉินของเจ้า”
“ขอบคุณท่านโหวที่เข้าใจ”
บุรุษทำทีจะลุกขึ้นคุกเข่า เว่ยเจียวจิ้นปรายตามองก่อนจะเดินออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีกงเยว่เดินออกไปพร้อมกัน เมื่อทุกคนเดินออกไปจนหมดแล้วเว่ยซิ่วจึงต่อว่าฉินมู่หวังในทันที
“พี่มู่หวัง นี่พี่ทำอะไรกัน เรายังมีงานใหญ่รออยู่ ทำไมพี่ถึงได้สิ้นคิดทำอะไรที่ไร้สติเช่นนี้”
“ข้าเปล่า ข้าจำได้ว่าข้านอนอยู่บนเตียงของข้า...แต่...พอตื่นมาก็อยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว”
“หรือว่า...พี่จะเดินละเมอจริง ๆ”
“เจ้าจะบ้าหรือเปล่า ข้าไม่เคยเป็นโรคเช่นนั้นมาก่อน...แต่แปลก...เกิดอันใดขึ้นกันแน่นะ”
ทั้งฉินมู่หวังและเว่ยซิ่วต่างก็คิดไม่ตกว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ ตอนนี้ที่พวกเขาทำได้คือต้องรีบรักษาร่างกายให้ฟื้นตัวให้ไวที่สุด เพราะแผนการสำคัญกำลังรอพวกเขาอยู่นั่นเอง
เทียบเชิญถูกส่งไปตามจวนต่าง ๆ ที่มีสตรีวัยปักปิ่น จวนโหวและจวนหานเองก็ได้รับเทียบเชิญนี้เช่นกัน
“พวกเจ้ารีบไปจัดการหาผ้าและเครื่องประดับมาดู พวกเราต้องให้ซวนเออร์ ซิ่วเอร์และลี่เออร์งดงามไม่แพ้สตรีตระกูลอื่น”
เสียงมู่หนิงหานรีบเอ่ยขึ้นหลังจากได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงานชมดอกไม้ในวัง
“ดูเหมือนท่านย่าจะตื่นเต้นมากกว่าพวกเจ้าเสียอีก”
เว่ยเจ๋อเอ่ยขึ้นแต่กลับถูกกงเยว่หยิกสีข้างชายหนุ่มจึงรีบหุบปากในทันที
“พวกเจ้าเองก็ต้องเตรียมตัวเช่นกัน เยว่เออร์ เหลียนเออร์ หลานชายของข้าก็ต้องดูดีให้เป็นที่ต้องตาเหล่าคุณหนู ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีใครมาชื่นชอบหลานชายของข้า”
เสียงมู่หนิงหวงเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ เว่ยเจ๋อ เว่ยซีซวน หานหลงและหานลี่กันอดอมยิ้มกับสตรีมากอายุไม่ได้ มีเพียงเว่ยซิ่วเท่านั้นที่กำลังคิดและวางแผนการบางอย่างในใจ แม้วันงานจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แต่สตรีในเมืองต่างพากันจัดเตรียมชุดเสื้อผ้าให้งดงามและดูดีที่สุด ทุกคนต่างรับทราบเรื่องและกลับไปเตรียมตัวยังเรือนของตน
“ท่านแม่ส่งชุดมาอีกแล้วหรือ”
หานลี่กันเอ่ยเสียงอ่อนล้า เพราะตั้งแต่ถูกมู่หนิงหวงกำชับให้จัดหาเสื้อผ้าให้หญิงสาว เสื้อผ้าและเครื่องประดับจึงถูกส่งมายังเรือนของหญิงสาวไม่เว้นแต่ละวันเพื่อให้หญิงสาวเลือก
“อาหมิง เจ้ากลับไปบอกท่านแม่นะ ว่าข้าใส่ได้หมดตามแต่ท่านแม่จะเลือกให้ข้า ข้าไม่เลือกแล้ว”
“แต่คุณหนู”
หานลี่กันไม่อยู่รอฟังแต่กลับรีบเดินออกไปชวนหยางชุนออกไปฝึกว่ายน้ำทันที อาหมิงมองคุณหนูของตนก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ การจัดเตรียมชุดเพื่อเข้าร่วมงานชมดอกไม้ในวังนั้นมิเพียงแต่จวนโหวและจวนหานเท่านั้นที่ดูวุ่นวาย จวนอื่น ๆ เองก็วุ่นวายมิต่างจากจวนโหวเท่าใดนัก
“ได้ยินมาว่าตอนนี้ร้านผ้าและเครื่องประดับในเมืองต่างถูกจับจองจนหมดแล้วเช่นนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะเหล่าไท่ไท่”
“ดีนะที่ข้าได้สั่งของไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว”
“ท่านแม่สั่งของไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“ก็จะหมายความว่าอย่างไรได้อีก ครั้งเมื่อเราไปเข้าเฝ้าฮองเฮานั้นพระองค์ได้พูดถึงเรื่องการออกเรือนของซวนเออร์ ซิ่วเออร์และลี่เออร์ ข้าจึงเดาว่าพระองค์ทรงมีแผนการบางอย่างในใจอย่างแน่นอน เช่นนี้แล้วหลังจากกลับจากวังหลวงข้าจึงได้ให้คนไปสั่งผ้าและเครื่องประดับในร้านเหล่านั้นอย่างไรล่ะ”
“ท่านแม่ช่างมองการณ์ไกลจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“แน่นอนสิ หากรอพวกเจ้า ตอนนี้หลานสาวของข้าแต่ละคนคงจะไม่มีเสื้อผ้าสวย ๆ ใส่ เช่นนี้แล้วเยว่เออร์พรุ่งนี้เจ้าออกไปร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับแทนข้าที”
“เหตุใดต้องไปด้วยตัวเองด้วยเจ้าคะท่านแม่ เราให้พวกเขานำของมาให้เราที่จวนก็ได้”
“เจ้านี่...ไม่รู้อะไรอีกแล้ว หากพวกเขามาที่จวน จวนเราก็ต้องถูกจับตามอง เสื้อผ้าต่าง ๆ ที่เราซื้อก็อาจถูกลอกเลียนแบบได้น่ะสิ”
“อ่อ...เป็นเช่นนี้เอง”
“เช่นนั้นแล้วการที่เราไปรับเองมันก็จะดูเหมือนว่าพวกเราเองก็ไปซื้อเหมือน ๆ กับจวนอื่น เพียงแต่นั่นเป็นของที่พวกเราได้สั่งไว้ก่อนแล้ว”
“ถูกต้อง...ข้าได้สั่งให้ทางร้านนำของที่สั่งแอบนำมาใส่ไว้ให้ในรถระหว่างที่เจ้าทำทีเป็นเดินเข้าไปในร้าน”
กงเยว่และเว่ยเหลียนพยักหน้าให้กับความฉลาดของมู่หนิงหวง สตรีมากอายุยิ้มอย่างภูมิใจ เมื่อครั้งที่นางยังอ่อนเยาว์อยู่นั้นนางเองก็เป็นเช่นนี้ และทุกครั้งที่นางปรากฏตัวในงานต่าง ๆ เชื่อได้เลยว่านางนั้นงดงามมากกว่าสตรีในงานทั้งหมดเสียอีก และนี่คือเคล็ดลับที่นางทำเสมอมา
“ลี่เออร์คำนับท่านย่า โหวฮูหยิน ท่านแม่เจ้าค่ะ”
สตรีทั้งสามที่นั่งคุยกันอยู่นั้นมองหานลี่กันที่เข้ามาด้วยรอยยิ้มก่อนจะสังเกตว่าขาดอะไรไปบางอย่าง
“แล้วชุนเออร์ไม่มากับเจ้าด้วยหรือ”
“ดูเหมือนวันนี้ชุนเออร์จะฝึกได้ไม่ดีพอจึงถูกอาจารย์จับฝึกอยู่ในลานฝึกเจ้าค่ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ มิน่าล่ะไม่เห็นตามเจ้าเหมือนเช่นทุกที”
หานลี่กันให้อาหมิ่นและอาหมิงนำของว่างเข้ามาให้ สตรีทั้งสามมองของว่างแล้วอมยิ้มไปตาม ๆ กัน ‘นางมักจะใส่ใจพวกเราเช่นนี้เสมอ...สมกับเป็นคนของตระกูล เป็นหลานสาวและบุตรสาวที่รักของพวกเรา’
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าอยากจะออกไปซื้อของสักหน่อย ไม่ทราบว่าท่านแม่จะเอาอะไรหรือไม่เจ้าคะ”
เว่ยเหลียนมองบุตรสาวด้วยรอยยิ้มก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“ตอนนี้มีเจ้าตระเตรียมทุกอย่างในจวนจนข้ามิต้องทำสิ่งใด ต้องขอบใจเจ้ามาก”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ลูกสมควรทำแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ ระมัดระวังตัวด้วยนะ”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
หานลี่กันคำนับลาสตรีทั้งสามก่อนออกจากเรือนของมู่หนิงหวงไป ทั้งสามมองตามหลังหานลี่กันไปด้วยรอยยิ้ม
“ซวนเออร์และลี่เออร์ต่างก็ทำให้พวกเราเบาใจ ตอนนี้คงเหลือเพียง....ซิ่วเออร์ก็เท่านั้น”
สตรีมากอายุถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะมองไปทางกงเยว่
“อย่างไรเสียเจ้าที่ได้ชื่อว่าเป็นฮูหยินเอกของเรือนก็จงทำให้ดีที่สุด อย่าให้ใครมาว่าเอาได้ในภายหลัง”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
กงเยว่เองก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ‘เด็กคนนี้แม้จะมีสายเลือดที่ดี แต่กลับได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่จากสตรีที่มีจิตริษยาและสั่งสอนนางในทางที่ผิด แม้ข้าจะพยายามดึงนางมาข้างกายกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแต่ดูเหมือนนางจะไม่สนใจแม้สักครั้ง....แต่หากครั้งนี้นางยังไม่รักดี เห็นทีก็คงจะต้องปล่อยไปตามยถากรรมเสียแล้ว’