
กลองศึกเงียบไปหลายวัน แต่ค่ายฉินยังไม่เงียบจริง เสียงค้อนตีเหล็กจากโรงช่างยังดังเป็จังหวะคงเส้นคงวาเหมือนลมหายใจของเมืองที่เพิ่งผ่านไฟ กลิ่นเขม่าเจือในลมเช้าจาง ๆ ผสมกับกลิ่นหนังและเชือกบนกองสัมภาระ ขบวนสารถูกจัดเรียงให้พร้อมเคลื่อน ทหารเวรเดินตรวจรอยล้อบนพื้นดินแข็ง ทุกอย่างเป็ระเบียบแบบที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่า “จะไปไกล”
หลิวหานนั่งยองอยู่ข้างเกวียน กอดโอ่งกรองน้ำต้นแบบแน่น สายตาไล้ตามเส้นรอยแตกร้าวเล็ก ๆ ที่เขาอุดไว้ด้วยยางไม้เมื่อคืน เข้าราชสำนักทั้งที ของแนบตัวคือโอ่ง… ประวัติศาสตร์คงจำข้าแบบแปลก ๆ แน่ เขาคิดพลางปัดฝุ่นตรงปากโอ่งเบา ๆ เหมือนลูบหัวสหายก่อนออกเดินทาง
นอกแนวค่าย ตลาดชาวบ้านเล็ก ๆ ยังคึกคัก ผู้คนคุยกันเื่ “น้ำใสจากโอ่งไผ่” และ “สบู่ของช่างพเนจร” เสียงซุบซิบวิ่งตามตรอกแคบ ๆ ไปจนสุดกำแพงเมืองเว่ย ชื่อของเขาไหลไปกับลม จากปากหนึ่งสู่อีกปากหนึ่ง—และกระนั้นก็ตาม ในอกเ้าของชื่อกลับนิ่งผิดคาด ไม่ใช่เพราะเฉย แต่เพราะรู้ดีว่าเสียงจากเมืองหลวงหนักกว่าเสียงจากตรอกเสมอ
อาเหมยเดินมาหยุดข้างเกวียน ตะกร้าสบู่ในอ้อมแขนเต็มจนขอบงัดแก้มขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมเป็ประกาย “ท่านดูสิ พอไปถึงเสียนหยาง ข้าจะจัดชุดขายให้เป็เื่เป็ราว—ตั้งชื่อใหม่ให้ ‘ชุดน้ำใส’ กับ ‘สบู่นางฟ้า’ จะได้หยิบง่าย คนจะได้ไม่ยืนเลือกจนแถวยาว”
หลิวหานยิ้มมุมปาก “เอาให้พอดีมือก็พอ อย่าทำให้วุ่นจนทหารเวรต้องมาจัดคิวแทน”
“เ้าค่ะ” เด็กหญิงรับคำง่าย ๆ แต่ไม่ปล่อยตะกร้าลงสักที ราวกับสิ่งที่กอดอยู่คือความหวังของตรอกนี้
ยามสาย แม่ทัพใหญ่เรียกประชุมในกระโจมผืนโต ผนังผ้าใบกั้นเสียงลมได้เพียงครึ่ง แต่พอทำให้เสียงคนชัดขึ้น แผนที่ปีกว้างปูอยู่กลางโต๊ะ ไม้ค้ำสามสี่อันตรึงขอบไม่ให้ลู่ไปตามลม เส้นทางและสัญลักษณ์สีแดงดำวางทับเมืองภาคตะวันออกเหมือนเส้นเืบนฝ่ามือคนแก่
“ศึกเว่ยจบแล้ว” เสียงแม่ทัพใหญ่ชัดและสั้น “แต่ศึกต่อไปใหญ่กว่า เราอาจเจอฉี หรือฮั่นโดยตรง และจะช้าหรือเร็ว—ก็ต้องเผชิญ”
เขาหันมาทางหลิวหาน “ช่างพเนจร ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เ้าเข้าเฝ้า รายงานด้วยตนเอง ทั้งเครื่องยิงหิน ระบบเสบียง เกราะเบา น้ำ และสบู่ จงเตรียมตัวให้ดี”
ในกระโจมเงียบกะทันหัน เหมือนใครยกผืนผ้าจากหัวให้เห็นท้องฟ้ากะทันหัน พูดไม่ออกกันคนละประโยค
ไป๋หลงยกคิ้วเล็กน้อย “เข้าเฝ้า?” น้ำเสียงแห้ง “ฝ่าาคงอยากเห็นคนแปลก มากกว่าจะฟังคนที่ผ่านคมดาบเองกับมือ”
บรรยากาศตึงลงครึ่ง่ลมหายใจ หลิวหานไม่เลี่ยงสายตา “ถ้าสิ่งที่ข้าทำช่วยให้เมืองยืนไหว และช่วยให้กำแพงฝั่งตรงข้ามยืนไม่ไหว—มันก็คงไม่แปลกที่ฝ่าาอยากฟัง”
แม่ทัพใหญ่เคาะด้ามมีดเบา ๆ บนขอบโต๊ะ “พอ—การพูดคุยเื่ศักดิ์ศรี ไว้หลังกองไฟ” แล้วหันไปสั่งงานอื่นต่อเนื่องเหมือนดึงสายลมกลับเข้ากระโจม
พอการประชุมจบ หลิวหานเดินออกมาเงียบ ๆ ลมบนลานค่ายพัดธงฉินให้สะบัดจนปลายผ้าเสียดกันเป็เสียงแหลมเบา เขาเงยหน้า—ท้องฟ้าสีฟ้าใสไร้เมฆ จากตรงนี้ ไปถึงเสียนหยาง… จากโอ่งในตลาด ไปถึงหน้าพระที่นั่ง… โลกชอบพาข้าไปไกลกว่าที่ตั้งใจเสมอ เขาหัวเราะในคออีกรอบ ครึ่งขำ ครึ่งยอมรับ
บ่ายแก่ ๆ เขาแวะที่โรงช่าง ทหารหนุ่มสองคนกำลังตอกหมุดเกราะเบาชุดใหม่ตามแบบที่เขาเขียน เสียงเหล็กกับค้อนเข้าจังหวะพอดีกับลมหอบ เขายืนฟังสักครู่เหมือนตั้งจังหวะหัวใจให้เท่ากับโรงช่าง แล้วจึงไปที่ตลาดเล็กข้างค่าย อาเหมยกำลังรัดเชือกตะกร้าให้แน่น ขณะยกสายตาขึ้นก็ถามเรียบ ๆ
“ท่านกลัวหรือเปล่า”
“กลัว” เขาตอบตรง “แต่ไม่ถอย”
อาเหมยยิ้ม “งั้นข้าจะขายให้หมดก่อนท่านไป ให้คนพูดถึง ‘น้ำใส’ จนถึงหน้ากำแพงเมืองหลวงเอง”
คำสั้น ๆ นั้นทำให้เขายิ้มเต็มกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
ค่ำวันเดียวกัน เขาไปยืนตรงลานกองไฟ เปลวไฟเมื่อคืนดับเหลือแต่ขี้เถ้าและไม้ดำที่ยังอุ่นน้อย ๆ ดาวขึ้นเร็วในคืนที่ลมแรง ไฟในฟืนดับเร็ว แต่ไฟในใจอย่าเพิ่งดับตามละกัน เขาคิด แล้วเดินกลับเต็นท์
รุ่งสาง ขบวนถูกผูกให้กระทัดรัด—ลดจำนวน แต่เพิ่มความเร็ว ขุนนางผู้ใหญ่และทหารองครักษ์อยู่รวมกลางขบวน ไป๋หลงคุมหน้า หลิวหานกับโอ่งอยู่เกวียนตัวกลาง อาเหมยผูกตะกร้าไว้แน่นจนสายเชือกฝังรอยบนไม้
ก่อนออกเดินทาง แม่ทัพใหญ่ยื่นถุงผ้าเล็กให้ “จดหมายแนะนำ ไม่ใช่สั่งสอน—แค่เตือนว่า วังหลวงไม่ใช่สนามรบ และก็ไม่ใช่ตลาด”
หลิวหานรับ ก้มศีรษะ “ข้าจะจำไว้”
“และจงจำอีกอย่าง” แม่ทัพใหญ่พูดช้า “คนที่ยืนอยู่ท่ามกลางอำนาจ ต้องรู้ว่าจะวางมือไว้ตรงไหน—ไม่ใช่แค่ถืออะไรไป”
เขาพยักหน้า แล้วหันไปตบปากโอ่งเบา ๆ เหมือนลั่นคำสาบานที่ไม่ต้องมีคำ
ล้อเกวียนเริ่มขยับ เสียงเหล็กกับหินครูดกันเป็เส้นดนตรีเส้นแรกของการเดินทาง ธงฉินสะบัดเหนือศีรษะจนเงาทาบลงบนถนน ลมหอบฝุ่นตามไปช้า ๆ ขณะที่เสียงในอกของชายผู้กอดโอ่ง—และของเด็กหญิงที่กอดตะกร้า—ดังเท่ากันว่า
ไปให้ถึง แล้วค่อยคิดต่อหน้าเขา
—///////——-
เมื่อขบวนพ้นประตูค่าย เสียงตีเหล็กเื้ัแ่ลงเป็เพียงลมหายใจไกล ๆ แสงเช้าไล่เงาคืนออกจากแนวไม้ และบนเกวียนกลาง—โอ่งหนึ่งใบกับตะกร้าหนึ่งใบกำลังไปสู่เมืองที่ตัดสินชะตาทั้งแผ่นดิน
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตาม
“ข้าก็แค่คนหลงยุค ภาค 1”
หากชื่นชอบเื่ราว รอยยิ้ม และความเข้มข้นในแต่ละบท สามารถส่งกำลังใจให้ผู้เขียนได้นะครับ พลังใจจากท่านคือแรงใจที่จะทำให้เื่นี้เดินหน้าต่อไปครับ ????
บทต่อไป ภาค 1 — บทที่ 32 — ถนนสู่เสียนหยาง