เซี่ยซูมี่ลืมตามาในสถานที่ไม่คุ้นเคย เพราะมันทั้งเหม็นอับ และสกปรก เธอเป็คนสะอาดเกลียดที่สุดกับความสกปรก แต่ตอนนี้ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่นั้นนับว่ายิ่งกว่าคำว่าสกปรก
“เสี่ยวมี่ เสี่ยวมี่ ตื่นหรือยังลูก อีกหน่อยจะถึงฤกษ์ส่งตัวลูกแล้วนะ” เซี่ยซูมี่ได้ยินคนมาเคาะห้อง
“ใครกัน” เซี่ยซูมี่ได้แต่นั่งและทบทวนกับตนเอง เธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกดึงกระชากมาที่ไหน คงต้องบอกว่ากระชากเพราะหลังจากที่คำขอเสร็จสิ้น ก็เหมือนมีแรงโน้มถ่วงกระชากเธอเข้ามายังที่แห่งนี้
“เสี่ยวมี่ แม่เข้าไปได้หรือไม่” ผู้ที่เรียกแทนตัวเองว่าแม่เอ่ยขึ้น เธอไม่อยากจะทำเช่นนี้ แต่เพราะคำมั่นสัญญาที่มีให้กันมาจะผิดคำพูดไม่ได้ อีกอย่างลูกสาวคนโตก็ถูกขายไปเป็บ่าวที่เรือนเศรษฐีในเมืองแล้ว เหลือเพียงลูกสาวคนเล็กคนเดียวเท่านั้นที่ยังจะพอช่วยทำตามคำสัญญาได้
เซี่ยซูมี่เดินไปเปิดประตูให้กับคนข้างนอก จากนั้นก็ตาโตขึ้นมาทันที เพราะผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าก็คือแม่แท้ ๆ ของเธอที่ทิ้งไปั้แ่อายุ 14 นั่นเอง นี่เหตุการณ์มันจะเดจาวูอีกแล้วหรือนี่ แล้วคำขอที่เธอขอเล่าทำไมถึงไม่เป็ผล
“ลูกตื่นแล้วหรือ ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเถอะ จวนจะได้เวลาส่งตัวเ้าสาวแล้วล่ะ” คนบ้านป่าไม่จำเป็ต้องมีพิธีมากมาย เพียงแค่มีสินสอดเล็ก ๆ น้อยพอเป็น้ำใจ กราบไหว้ฟ้าดินรับรู้ว่าเป็สามีภรรยากันก็เท่านั้น
“แต่งงาน” เซี่ยซูมี่ไม่ได้ล่วงรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับตนเองนับจากนี้ เมื่อมองไปภายในห้องเธอก็พบกับห่อผ้าห่อหนึ่ง และมีถ้วยยาอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเธอเองก็ฟื้นขึ้นมาจากโต๊ะตัวนั้นเช่นเดียวกัน
“เสี่ยวมี่ ลูกอย่าได้โกรธเคืองท่านพ่อกับแม่เลย หมู่บ้านเรานับถือสัจจะเป็สำคัญ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อีกอย่างสัญญานี้ท่านพ่อเ้ากับแม่ก็มิได้เป็คนตั้งมันขึ้นมา หากแต่เป็ท่านปู่กับท่านย่าของลูกที่เป็หนี้บุญคุณตระกูลนั้น ลูกจะทำเพื่อตระกูลของเราได้หรือไม่”
เซี่ยซูมี่ยืนฟังคนที่ได้ชื่อว่าเป็แม่พูดพร่ำเื่บุญคุณ จากนั้นความจำต่าง ๆ ของร่างนี้ก็ค่อยๆเข้ามาในหัว ซึ่งเ้าของร่างเดิมนี้ชื่อ เซี่ยซูมี่ อายุ 15 ปี เป็ลูกคนที่สองของเซี่ยลู่หาน และนางไฉไห่เม่ย ซึ่งทั้งสองสามีภรรยาเป็ชาวนาในหมู่บ้านตีนเขา มีลูกด้วยกันทั้งหมด 2 คน นั่นก็คือเซี่ยซือมั่น อายุ 17 ปี และอีกคนก็คือเซี่ยซูมี่ อายุ 15 ปี
เดิมทีคนที่จะต้องแต่งงานตามสัญญาจะต้องเป็ เซี่ยซือมั่น แต่เพราะหญิงสาวอาสาที่จะไปเป็ทาสให้กับเรือนเศรษฐี เธอยอมไปเป็ทาสดีกว่าแต่งงานกับพรานป่าจนๆ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงเื่ความโเี้ ไม่เช่นนั้นก็คงจะอยู่ตีนเขาล่าสัตว์ป่าดุร้ายเป็อาชีพไม่ได้ ความโชคร้ายนี้จึงตกไปเป็ของ เซี่ยซูมี่ เพราะเธอเป็ลูกสาวคนเล็กของบ้าน
“หากข้าแต่งออกไปแล้ว ก็จะกลายเป็สมบัติของชายผู้นั้น และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบ้านหลังนี้อีกใช่หรือไม่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น เพราะเธอเองก็ไม่อยากจะอยู่ร่วมชายคากับคนจิตใจอมหิตนี้เช่นกัน แม้จะเป็คนละชาติภพกัน แต่เธอเชื่อว่าจิตใจก็ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่
“ลูกเข้าใจถูกต้องแล้วล่ะจ้ะ ผู้หญิงเราหากแต่งออกเรือนไปแล้วย่อมเป็สมบัติของสามี จะคิดหวนกลับคืนมาบ้านเดิมไม่ได้เด็ดขาด แม่ไม่ได้อยากจะทิ้งขว้างลูก แต่มันเป็ธรรมเนียมที่นับถือติดต่อกันแม่ แม่ไม่สามารถที่จะปล่อยปะละเลยได้” นางเซี่ยบอกกับลูกสาวคนเล็ก ั้แ่เล็กจนโตลูกสาวคนเล็กของเธอก็มักจะเจ็บป่วยออดแอด ๆ เงินทองที่หามาได้ก็หมดไปกับค่ารักษาจนหมด ดีแค่ไหนแล้วที่หาคนมารับ่ต่อไปได้ ต่อไปนี้เธอก็นั่งรอเบี้ยหวัดที่ลูกสาวคนโตส่งมาให้ แม้ว่าจะเป็เงินจำนวนไม่มาก แต่หากใช้จ่ายอย่างประหยัดก็พอจะประทังชีวิตไปได้อย่างสบายๆ
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ ต่อไปข้าจะได้ไม่กลับมาที่นี่อีก หวังว่าคงจะไม่ได้ชื่อว่าเป็ลูกอกตัญญูหรอกนะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่พูดย้ำขึ้น เพราะเธอเคยถูกตราหน้าว่าเป็คนอกตัญญูมาแล้ว เนื่องจากว่าในวันเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ จู่ ๆพ่อแม่ที่ห่างหายไปจากชีวิตเกือบ 10 ปี กลับโผล่มาร้องห่มร้องไห้ว่าตามหาเธอเจอแล้ว แต่พอเธอไม่ยอมรับกลับตราหน้าว่าเป็ลูกอกตัญญู ทิ้งพ่อแม่ได้ลงคอ ทั้ง ๆที่เมื่อก่อนเธอเป็คนถูกทิ้งเสียด้วยซ้ำ
“ไม่หรอกจ้ะ พ่อกับแม่ไม่มีวันกล่าวหาลูกเช่นนั้นเด็ดขาด” นางเซี่ยรีบปัดมือเป็พัลวัน ขอเพียงอย่ามาเบียดเบียนเธอที่บ้านก็เป็พอแล้ว
“รีบไปเถอะสายกว่านี้จะร้อน” นายเซี่ยรีบะโมาจากทางหน้าบ้าน เพราะเขารีบไปหาของป่ามาขาย ที่บอกว่าร้อนคือเขาหมายความว่าขึ้นเขาสายอากาศจะร้อนต่างหาก ไม่ได้กลัวว่าไปส่งลูกสาวแล้วจะร้อน
“รีบไปกันเถอะจ้ะ เดี๋ยวพ่อของลูกจะโมโหเอาได้” นางเซี่ยรีบกระชากแขนลูกสาวให้เดินตามมาเร็วๆ เพราะ้าให้เื่นี้จบโดยเร็วที่สุด
“ชักช้าลีลาอยู่ได้ อายุปูนนี้แล้วก็ต้องออกเรือนกันทั้งนั้น จะคิดมากไปไย แต่งงานไปแล้วก็ไปอยู่กับสามีให้มันหาเลี้ยง ไม่ใช่ซมซานกลับมาบ้าน แต่งออกไปแล้วก็เหมือนเป็คนอื่น ไม่ใช่คนตระกูลนี้อีกเข้าใจหรือไม่ ?” นายเซี่ยถามลูกสาว เขา้าตกลงกับลูกสาวให้ชัดเจน เพราะตนเองก็เบื่ออาการเจ็บป่วยของลูกสาวเช่นกัน หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็ต้องเอาไปลงกับหม้อต้มยามาตลอด ไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากกับเขาเสียที ต่อไปนี้ตนและภรรยาจะได้ลืมตาอ้าปากเหมือนกับคนอื่นเขาบ้างก็เท่านั้น
เซี่ยซูมี่ไม่ได้พูดอะไรเมื่อเห็นหน้าคนที่ได้ชื่อว่าเป็พ่อ เพราะชายที่บ่นเธอก็คือพ่อของเธอเมื่อชาติที่แล้วเช่นเดียวกัน มันช่างเป็บุพเพที่เล่นตลกกับความรู้สึกของเธอเสียจริง แม้จะบอกตัวเองว่าควรชินได้แล้ว แต่ใจเ้ากรรมกลับรู้สึกเ็ปอยู่ดีที่ถูกผลักไสให้ไปไกลๆ
ใช้เวลาเดินเท้าเพียงไม่นานก็มาถึงกระท่อมหลังหนึ่ง ที่ตกแต่งด้วยผ้าแดงที่บ่งบอกว่ามีงานมงคล เธอไม่รู้แม้กระทั่งชื่อแซ่ของคนที่จะต้องแต่งงานด้วย อีกทั้งตัวเซี่ยซูมี่เองก็ไม่เคยมีความรัก วันๆเอาแต่ทำงานจึงไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตคู่นั้นเริ่มต้นอย่างไร หากไปไม่รอดก็คงต้องขอหย่า เพราะเธอเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว
“มากันแล้วหรือ เชิญเข้ามาด้านในก่อน” แม่สื่อรีบเดินมาต้อนรับ เนื่องจากว่าชายหนุ่มไม่มีญาติที่ไหนเลย หลังจากที่คุณปู่ของเขาเสียชีวิต โชคดีที่พ่อเฒ่าซ่งฝากฝังเื่ไว้กับแม่สื่อคนนี้ที่เป็เพื่อนกันมาช้านาน
“ต้องขอโทษด้วยที่ให้รอนาน พอดีเ้าสาวของเราตื่นเต้นไปหน่อยน่ะเ้าค่ะ” นางเซี่ยพูดแก้ต่างให้
“ไม่เป็ไรๆ รีบเข้ามาทำพิธีกันเถอะ จะได้มาดูสินสอดด้วย” แม่สื่อโบกไม้โบกมือ เพราะทางฝ่ายเ้าสาวไม่ได้มาช้า แต่ทว่ามาก่อนฤกษ์เสียด้วยซ้ำ
“ไม่ต้องๆ แค่รับเสี่ยวมี่ของเราไปดูแลก็ดีมากแล้ว ลูกสาวคนเล็กของข้าคนนี้ไม่ค่อยแข็งแรง หวังว่าพ่อซ่งเวยหลงจะรักและดูแลนางให้เหมือนที่ข้าดูแลก็พอใจแล้ว” นางเซี่ยพูดขึ้น ลำพังบ้านยังเป็เพียงบ้านไม้ไผ่เท่านั้นแล้วจะมีปัญญาที่ไหนหาสินสอดมาให้ตนได้ อย่างมากก็คงจะไม่กี่อีแปะอย่างแน่นอน รับมาก็เป็ขี้ปากชาวบ้านเปล่าๆ
“อะเอ่อ เอาอย่างนั้นหรือ แหม..บ้านเซี่ยนี่ช่างใจกว้างดุจแม่น้ำเสียจริง ถ้าเช่นนั้นก็ยกเป็สินเดิมแม่นางซูมี่ไปก็แล้วกันนะ” แม่สื่อพูดแก้สถานการณ์ อีกทั้งยังนึกเสียดายไม่น้อยที่สองผัวเมียไม่เอาเงินสินสอด นั่นมันเงินตั้ง 5 ตำลึงเงินเชียวนะ
“หมดธุระแล้ว พวกข้าคงต้องขอตัวก่อน ที่เหลือก็ฝากแม่สื่อด้วยก็แล้วกันนะเ้าคะ” นางเซี่ยรีบจูงมือสามีออกไปจากบริเวณบ้านนั้นทันที เพราะเธอเห็นหน้าตาของลูกเขยแล้วแทบจะเป็ลม หนวดเครายาวเฟื้อยไม่สมกับเป็เ้าบ่าวเลยสักนิด
“เฮ้อ...มาเถอะนังหนู ยายจะเป็คนพาทำพิธีเอง” แม่สื่อส่ายหน้าเพราะพอจะเดาออกว่าทำไมถึงเป็เช่นนั้น นางไม่เข้าใจจริง ๆว่าทำไมคนถึงมองกันแค่ภายนอก ทั้ง ๆที่หลานชายของนางคนนี้นั้นเป็คนดี เขาเตรียมงานด้วยตัวเอง มีอาหารจานเนื้อที่เขาเป็คนล่าสัตว์ได้เสียมากมาย ดีกว่างานแต่งของเศรษฐีบางคนเสียอีก
“เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่รับคำ เธอเองก็พอจะรู้ว่าเหตุการณ์จะออกมาเช่นนี้ จึงไม่ได้รู้สึกใหรือแปลกใจอะไร
ทั้งตัวเด็กสาวมีเพียงเสื้อผ้าติดมือมา 2 ชุดเท่านั้น ไม่ได้มีสินเดิมเหมือนเช่นควรเป็ นอกจากจะไม่ได้รับคำอวยพรจากพ่อแม่ในวันเข้าหอแล้ว เธอยังไม่มีญาติมาร่วมงานเลยสักคน ช่างเป็งานแต่งงานที่น่าอนาถใจยิ่งนัก
แม่สื่อพาทั้งสองคนกราบไหว้ฟ้าดิน เพื่อเป็สักขีพยานในการแต่งงานครั้งนี้ และเธอได้ชื่อว่ามีสามีอย่างสมบูรณ์ แม้จะได้เห็นหน้าตาของเ้าบ่าวหมาดๆแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะแย่ถึงเพียงนี้ เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ผมยาวสลวยเหมือนถูกดูแลมาเป็อย่างดี แต่ขัดใจตรงที่หนวดยาวรุงรัง คล้ายไม่ได้โกนมาเป็สิบปี แล้วเขาทนอยู่ได้อย่างไรกัน นอกจากนั้นภายในบ้านก็สกปรกมาก เซี่ยซูมี่อยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
“นี่เป็สินสอดที่ทางพ่อเวยหลงเตรียมเอาไว้ให้ ในเมื่อพ่อกับแม่ของเ้าไม่รับ ยายก็ขอยกมันให้เป็สินเดิมของเ้าก็แล้วกันนะ” แม่สื่อพูดขึ้นพร้อมทั้งยื่นถุงผ้าที่หนักอึ้งนั้นให้
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่รับมาด้วยความเต็มใจ เพราะเธอไม่มีเงินติดตัวเลย อีกทั้งหากเดาไม่ผิดการพูดการจาเช่นนี้น่าจะเป็ยุคโบราณดึกดำบรรพ์อย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าที่ให้เธอมีเงินพันล้านหยวนก็ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับยุคนี้
“หมดเื่แล้ว ยายขอตัวกลับก่อน ดูแลน้องให้ดีล่ะหลานเข้าใจหรือไม่” แม่สื่อหันไปหาเ้าบ่าวที่เธอเองก็รักและเอ็นดูเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง
“ขอรับ” ซ่งเวยหลงรับปากหนักแน่น พร้อมทั้งจ้องมองไปที่เ้าสาวของเขา หน้าตามอมแมมแบบนี้น่ะหรือมาแต่งงาน เขาอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเพื่อมาเตรียมอาหารสำหรับเลี้ยงต้อนรับ แต่สิ่งที่ได้เห็นคือเ้าสาวเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งที่มีคราบน้ำตาติดอยู่ที่ใบหน้า อีกทั้งพ่อแม่ของเธอก็ดูเหมือนอยากจะขับไล่ไสส่งลูกสาวเสียเต็มประดา แม้กระทั่งไม่อยู่รับน้ำชาจากพวกเขาเลยเสียด้วยซ้ำ
“ตามสบายเถอะ ข้าจะออกไปล่าสัตว์” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น ในเมื่อไม่เต็มใจที่อยากจะแต่งก็ไม่จำเป็ที่จะต้องฝืนใจกัน เขาเองก็ไม่อยากจะแต่งอยู่แล้ว อยู่กันไปแบบนี้ก็แล้วกัน
“เ้าคะ ?” เซี่ยซูมี่ขมวดคิ้วตั้งคำถาม คนพวกนี้เป็อะไรกันไปหมด หากไม่เต็มใจแล้วจะแต่งกันั้แ่แรกทำไมกัน ทำไมถึงไม่ปฏิเสธไปเสียก็สิ้นเื่ เพราะเท่าที่ดูชายหนุ่มผู้นี้ก็คงไม่ได้พิศวาสเธอสักเท่าไหร่
“สายแล้วข้าต้องออกไปล่าสัตว์ คืนนี้อาจจะไม่ได้กลับนอนคนเดียวได้ใช่หรือไม่ ?” ซ่งเวยหลงพูดย้ำขึ้นอีกครั้ง
“ได้เ้าคะ” คำถามปลายปิดเช่นนี้จะให้เธอตอบอย่างไรได้อีก ซึ่งความจริงแล้วเธอเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ที่เป็ปัญหาในตอนนี้คือความสะอาดมากกว่า
หลังจากที่สามีในนามของเธอออกไปแล้ว เซี่ยซูมี่ก็เตรียมตัวทำความสะอาดบ้าน เธอถือวิสาสะในการเก็บกวาดบ้าน เพราะตัวเองก็ได้ชื่อว่าเป็เ้าของบ้านหลังนี้เช่นกัน อาจจะเรียกมันว่ากระท่อมถึงจะถูก เซี่ยซูมี่ใช้เวลาทั้งวันในการทำความสะอาดให้ฝุ่นหายไป ซึ่งเมื่อทำความสะอาดแล้วมันก็ดูดีขึ้นมาพอสมควร