ณเนินป่ารกครึ้มไม่ไกลจากหมู่บ้าน
"ท่านอาจารย์อา"เสียงของหงลี่สตรีจากวังหมื่นมรรคาดังขึ้นมา
"หืม?"กวงตงไม่ได้หันไปมองตามเสียงเรียกสายตาของเขาจดจ้องไปยังชายป่าอีกฟาก ห่างจากเนินสูงจุดที่เขาทั้งสองอยู่ไปสามลี้ [1] ไม่ใกล้ไม่ไกลพวกเขานั่งรออยู่ตรงนี้สักพักแล้วอีกด้านหนึ่งมีบ้านหลังเล็กปลูกอยู่อย่างโดดเดี่ยวห่างไกลราวกับว่ามีไว้ให้สำหรับให้คนเฝ้าพิทักษ์ขุนเขามากกว่าที่จะเป็ส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน
เพียงแต่เมื่อมองไปยังด้านหลังของบ้านหลังนั้นหากไม่ใช่พวกผู้ฝึกตนอย่างเช่นพวกเขาแทบไม่สามารถบอกได้เลยว่ามีกระท่อมเล็ก ๆที่ปลูกขึ้นอย่างง่ายอยู่หลังหนึ่ง หากคนทั่วไปมองผ่าน ๆอาจจะนึกว่าเป็คอกสัตว์หรือเพิงสำหรับเก็บของก็เป็ได้
"อาจารย์อาท่านบอกว่ามาถึงที่แห่งนี้ก่อนข้าเกือบสองวันแล้วทำไมเหมือนราวกับว่าท่านไม่ได้รวบรวมข้อมูลอะไรเลยเล่า" หงลี่ถามต่อ
"เอ่อ...ข้าแค่ไปถามเื่เสือกับเดินตามทางในป่าเล็กน้อยอีกอย่างเ้าคิดว่าจู่ ๆจะให้ตาลุงที่ไหนก็ไม่รู้มาถามเื่ราวคนในหมู่บ้านเทียบกับให้เ้าเป็คนถามอย่างไหนชาวบ้านจะอยากเล่าออกมามากกว่ากันเล่า"
"หึแน่นอนว่าย่อมเป็ข้า" หงลี่เชิดหน้าตอบ
"ใช่ไหมเ้าลงมือแล้วสำเร็จง่ายกว่ามากนอกจากนี้ข้ายังไม่ต้องเปลืองน้ำลายเล่าให้เ้าฟังอีกทีด้วยซึ่งข้อนี้สำคัญมาก"
"....อาจารย์อา ตอนออกมาจากโรงเตี๊ยมเราเดินออกมาอย่างมีมาดอย่างผู้ฝึกตนทำไมพอจะถึงที่หมายเรากลับมาหลบซ่อนอยู่ในป่าเล่าหรือว่าท่านหวาดกลัวกับแค่เด็กผู้หนึ่ง" หงลี่ถาม
กวงตงอดกลอกตาไม่ได้"เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายใช้พิษได้เ้าเดินเข้าไปมั่วซั่วได้หรืออาจารย์เ้าไม่ได้สอนมารึไงกันคอยดูเถอะข้ากลับวังฯไปจะไปเค้นถามเื่นี้จากศิษย์พี่เอง"
"อึก!อาจารย์อาข้ามิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่..."หงลี่ชะเง้อคอพ้นพุ่มไม้มองไปยังบ้านหลังเล็ก"...เพียงแต่อีกฝ่ายดูเป็แค่เด็กเองไม่ใช่หรือข้าว่าคงเป็เด็กรับใช้ของผู้ใช้พิษนอกรีตที่ไหนแอบหลบหนีออกมาหรือเปล่าความรู้นอกรีตที่ใช้คงไม่พ้นแอบลักจำความรู้มาเองแต่เพราะกลัวจะถูกเอาไปทำเป็มนุษย์ยาจึงต้องหาทางหลบนี้เอาตัวรอดข้าว่าที่ช่วยเด็กพวกนั้นได้เป็ความบังเอิญมากกว่าอายุเท่านี้จะเชี่ยวชาญพิษถึงขั้นนั้นได้อย่างไร"
กวงตงกะพริบตาทำสีหน้าเอือมระอา "เ้าคิดเก่งขนาดนี้แต่ไม่รู้จักมองโลกในแง่ร้ายมิน่าสภาพเ้ามาถึงที่นี่ถึงได้อย่างทุลักทุเลนัก"กวนตงกล่าวเสียงเรียบทำเอาหงลี่สะอึกไป"ว่ากันว่าหากฝึกตนจนไปถึงระดับหนึ่งแล้วแม้แต่ใบหน้าก็ยังกระจ่างใสไร้ริ้วรอยก่อนวัยเ้าไม่กลัวว่าเ้าะโใส่เด็ก เด็กกลายเป็ปีศาจเฒ่าแว้งกัดเ้าหรือ"
"อึก!..ท่านคิดว่าที่เรากำลังมองอยู่นี่เป็พวกเซียนเฒ่าพันปีอะไรพวกนั้นรึ"หงลี่ทำท่าใ แต่กวงตงแค่กลอกตาอย่างเอือมระอาเท่านั้น
"เพียงยกตัวอย่างมาสั่งสอนเ้าเท่านั้นอย่าได้ประมาทศัตรูเพราะรูปลักษณ์ภายนอก...พวกเราไปกันเถอะ"กวนตงกล่าวพลางลุกขึ้น
"ไม่ต้องซุ่มดูแล้วรึ?ดีจริง รีบจัดการให้จบ ๆ เถอะ"หงลี่ลุกขึ้นด้วยความดีใจตามกวนตงลงเนินไปแม้จะบอกว่าเป็ทางเดินของคนในหมู่บ้านและนักเดินทางก็จริงแต่ก็เหมือนเส้นทางที่ถูกย่ำจนเรียบกว่าปกติหน่อยเท่านั้นพื้นที่เกือบทั้งหมดเป็ป่ารกครึ้มสูงต่ำไม่เท่ากัน มีแค่บ้านของฮูหยินตระกูลหวังเท่านั้นที่พื้นที่รอบๆ ถูกถางไว้จนเรียบเตียน
บ้านของฮูหยินหวังมีห้องเพียงสามห้องห้องหนึ่งเอาไว้นอนอีกสองห้องเอาไว้รับแขกและทำอาหารซึ่งกำลังถูกนางใช้อยู่สายตาของพวกเขาดีมากเมื่อมองจากที่สูงย่อมมองลอดผ่านหน้าต่างเข้าไปได้
"เราลอบเข้าไปไม่ดีกว่าหรือ"ระหว่างที่เคลื่อนไหวผ่านป่าด้วยการะโจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งหงลี่ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้นแต่จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าตำแหน่งของเราถูกอีกฝ่ายล่วงรู้แล้ว"กวนตงขมวดคิ้วตอบเสียงเบา
"เอ๊ะ!ท่านหมายความว่าอย่างไร หรือว่าเราเจอปีศาจเฒ่าแล้วจริง ๆ"หงลี่แทบจะหัวคะมำลงมาจากต้นไม้ด้วยความใ
กวงตงส่ายหน้า"ไม่น่าจะใช่ อย่างแรกเขาไม่สามารถปกปิดร่องรอยของตัวเองได้ข้ารู้สึกได้ทันทีว่าถูกเขาจ้องมองจากทางไหนและเมื่อไหร่มีแต่พวกด้อยประสบการณ์ที่เปิดเผยตัวเองขนาดนี้"
"อ้อ..."
"แต่ถ้าเขาแกล้งทำเป็ด้อยประสบการณ์เพื่อล่อพวกเราเข้าไปเกรงว่าคืนนี้พวกเราคงโชคร้ายมากกว่าโชคดีแล้วกระมัง" กวนตงกล่าวพร้อมยิ้มแหย
"เอ๊ะอาจารย์อาหากเป็เช่นนั้นเราไม่ควรกลับไปเรียกกำลังเสริมสิจะเดินไปให้เด็กมันกระทืบทำไมเล่า"
กวงตงส่ายหน้า"อาจจะไม่ใช่ก็ได้หากเก่งขนาดนั้นย่อมสามารถยืมสายลมขุนเขาส่งสารเตือนให้ข้าออกไปจากที่นี่ได้อย่างง่ายดายแต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น ข้าจึงเดาว่าเขาคงแค่มีดวงตาที่อาจจะดีกว่าปกติเท่านั้นจำได้หรือไม่ว่าคนในโรงเตี๊ยมเล่าว่าเขาคาดผ้าปิดดวงตาไว้เสมอ"
"ดวงตาที่ดีกว่าปกติ...ความสามารถหรืออาจจะพวกสืบทอดมรดกทางสายเื?"หงลี่ใ แต่กวงตงไม่ได้ตอบยังคงพูดต่อไป
"ดังนั้นเมื่ออีกฝ่ายสายตาดีกว่าคนทั่วไปแล้วยังใช้พิษได้นอกจากนี้ยังรู้ว่าเรามาเยือนถึงบ้านเขาแล้วเราก็ไม่ควรผลีผลามเข้าไปอาจจะถูกวางกับดักพิษเล่นงานได้"
"เช่นนั้นท่านแนะนำอย่างไร"หงลี่ทำหน้าเคร่งขรึม มือลูบไปที่ด้ามกระบี่ปราณิญญาของนางไหลเวียนอย่างนุ่มนวลดูเป็ธรรมชาติ
"เราค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าไประวังกับดักเอาไว้ เ้าดูด้านหน้าจับตาดูม่ายตระกูลหวังไว้ส่วนข้าจะไปหาหนุ่มบอดทางด้านหลังหากไม่จำเป็ข้าก็ไม่อยากเปิดฉากก่อน"
"จะพูดคุยก่อนหรือข้าไปด้วยไม่ดีกว่ารึ?" หงลี่ถาม
"ห้ามต่อรอง"กวนตงสั่งเสียงเข้ม
"รับทราบ"
ในกระท่อมหลังเล็กชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนหั่นพืชกลิ่นฉุนสามสี่ชนิดอยู่ในห้องที่มีพื้นที่เท่าแมวดิ้นตายหากมีคนเข้ามาแล้วตัวสูงกว่าเขาหน่อยก็คงชนกับพืชสมุนไพรที่แขวนห้อยไว้กับขื่อคานเรียงรายเต็มไปหมด
ชายหนุ่มสูดหายใจเอากลิ่นฉุนเ่าั้เข้าไปทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นทันใดนั้นเขาก็เอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาหน้ากระท่อมของเขามีคนแปลกหน้ามาเยี่ยมเยียน เขาสังเกตเห็นคนสองคนนี้สักพักแล้วแต่ก็เพียง 'มอง' พวกเขาชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นกลายเป็ว่าพวกเขาที่ว่ากลับมาเยี่ยมเยียนจนถึงหน้าบ้านแล้ว
"ขออภัยนี่ใช่ที่อยู่ของท่านหมอหรือไม่" เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น
ชายหนุ่มในกระท่อมขมวดคิ้วใจของเขาไม่สงบอยู่บ้าง เนื่องเพราะเขามีนิสัยไม่ชอบสุงสิงกับผู้คนไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ฝากให้ฮูหยินตระกูลหวังบ้านข้าง ๆ ไปค้าขายในหมู่บ้านให้เดิมเขาตั้งใจมาอยู่ที่นี่อย่างสงบไม่ยุ่งกับใครแต่ด้วยความไม่ไตร่ตรองให้ดีของเขาเองทำให้ได้มาอยู่ใกล้ชิดกับฮูหยินตระกูลหวัง
เดิมเขาอาศัยอยู่ห่างไปไกลกว่านี้แต่มีวันหนึ่งเขาและนางเดินมาพบกันขณะจะตักน้ำที่ลำธารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งแต่อย่าได้คิดไปไกลดวงตาของเขามีผ้าคาดเอาไว้การมองครั้งนี้จึงไม่เกี่ยวอันใดกับหน้าตารูปร่างของนางแม้แต่น้อยสาเหตุที่คาดผ้าเอาไว้ไม่ใช่ว่าเพราะตามองไม่เห็นหรือได้รับาเ็เช่นกันแต่เพราะว่ามัน 'มองเห็น' ได้ดีเกินไปต่างหาก
ย้อนกลับไป เมื่อเขาได้รับดวงตาคู่นี้มาครั้งแรกที่ลืมตาเขาถึงกับกรีดร้องเสียงดังลั่น ชั่วพริบตาที่เขาลืมตามองดวงตาของเขาราวกับถูกแผดเผาสมองของเขาเดือดพล่านจากข้อมูลที่ส่งผ่านเข้ามาทางดวงเนตรเขาเห็นท้องฟ้าสว่างเจิดจ้าด้วยแสงดาวสารพัดสีจำนวนของมันมากกว่าดวงดาวที่ทั้งชีวิตของเขาเคยมองเห็นมา
ล้วนส่องแสงเจิดจ้าประชันขันแข่งจนแผ่นฟ้าสุกสว่างดั่งกลางวันในหมู่เมฆมากมายมีคลื่นหมุนวน แต่ละกระแสคลื่นหลากสีปะทะกันไปมาในหมู่เมฆาเขาเห็นอัสนีสายฟ้าสีดำเข้มน่าเกรงขามฟาดฟันลงมาอย่างเกรี้ยวกราดปะทะกับสายฟ้าของเมฆาก้อนอื่นในอากาศที่ไร้รูปร่างกลับดูเหมือนดั่งมีน้ำหนักกำลังไหลเอื่อยเสมือนแม่น้ำสายใหญ่หดขยายเหมือนกำลังหายใจส่องแสงเหลือบประกายเจ็ดสี
หลานหลิงเอามือกุมหน้าหลับตาแน่นตัวสั่นสะท้านด้วยความเ็ปจมูกของเขาได้กลิ่นเหล็กสนิม มือของเขารู้สึกเหนียวเหนอะหนะเขากางมือออกมาด้วยความใก็ยิ่งตกตะลึงเข้าไปอีกเพราะเขาไม่ได้ลืมตาแต่เขากลับสามารถเห็นมือของเขาได้ เขา'เห็น'สิ่งที่เปรอะเปื้อนมืออยู่ทันทีทันใดนั้นความรู้สึกสะอิดสะเอียนก็ประดังเข้ามาเขาทราบทันทีว่ามันเป็เืของเขาที่ไหลออกมาจากดวงตาของเขาเอง
จิตใจของเขาตระหนกเป็อย่างยิ่งด้วยกลัวว่าจะเสียดวงตาไปแต่เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อเขาได้แต่นอนคว่ำเอามือกุมหน้าอยู่นิ่ง ๆ จนความแสบร้อนในดวงตาค่อย ๆ จางหายเขาไม่กล้าพลิกตัวมองขึ้นไป เพราะดวงดาวมันเจิดจ้าเกินไปเสียเหลือเกินเขารู้สึกว่าตนนั้นต่ำต้อยไม่คู่ควรที่จะมองพลังอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น
แม้จะนอนคว่ำหน้าหลับตาเขากลับ'มอง' เห็นบางอย่างเมื่อสังเกตดี ๆเขาก็พบว่ากำลังดูต้นหญ้าหายใจ พวกมันกำลังกระสับกระส่ายกำลังพูดคุยกันหรือไม่กันนะ เขาไม่เข้าใจเอาเสียเลยแต่เมื่อมองไปนานเข้าพวกมันกลับทำให้เขาสงบใจลงได้
เขาเริ่มสังเกตว่าเขาสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเขาได้อีกด้วย สีฟ้าด้านขวานั้นเป็ต้นไม้ บางต้นก็เป็ประกายขาวบางต้นเป็ประกายสีเขียว แต่บางต้นก็แผ่พลังสีดำออกมาเหมือนซากถ่านรอบ ๆ ตัวเขา
ผ่านไปสักพักเขาเริ่มตระหนักว่าจะนอนอยู่อย่างนี้ไม่ได้เขาเริ่มรู้สึกหิว ดูเหมือนการมองเมื่อครู่แทบจะดูดพลังงานของเขาไปหมดขนของเขาลุกไปทั่วร่าง หากเขาลืมตามั่วซั่วไม่ใช่ว่าเขาจะหมดแรงตายหรอกหรือ
เขาใช้เวลาเอามือออกจากใบหน้าค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาลูบเบา ๆไปตามร่างกายเมื่อมั่นใจว่าไม่มีแผลาเ็หนักจึงค่อยกระชากแขนเสื้อออกมาทบกันอย่างประณีตแล้วจึงคาดปิดตาเอาไว้
ระหว่างนี้เขาสังเกตบางอย่างได้นั่นคือภาพที่เขา'เห็น' ตอนลืมตานั้นหากนึกถึงมันเขาสามารถดึงภาพนั้นในความทรงจำออกมาได้ทันทีหากแต่มันไม่ได้เลือนรางเหมือนกับความทรงจำเพราะรายละเอียดมันกลับชัดเจนอย่างยิ่งและยังเคลื่อนไหวเหมือนกับที่เขามองเห็นเมื่อสักครู่ไม่ผิดเพี้ยน
คิดไปคิดมาเขาก็ยังไม่เข้าใจจึงเลิกคิดต่อเขาค่อย ๆ เขาลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ เขารู้สึกถึงสรรพสิ่ง รู้สึกถึงลมหายใจรู้สึกถึงจิติญญา
เขารู้สึกถึง...
ความแค้น
เขาเคียดแค้น...
เคียดแค้นที่มีต่อคนที่มอบดวงตาดวงนี้ให้เขาเคียดแค้นคนที่มอบร่างกายนี้ให้เขาเป็อย่างยิ่ง
เชิงอรรถ
1. ^ระยะทาง 1 ลี้(里 - lǐ) ของจีน ตามมาตรฐานสากลปัจจุบันมีค่าเท่ากับ 500 เมตร หรือ 0.5 กิโลเมตร