เมื่ออาบน้ำเเต่งตัวเสร็จเรียบร้อย บุษยารีบกลับไปยังด้านหน้าถ้ำ เมื่อเดินมาถึงจุดหมายกลับพบว่า หญิงสาวลึกลับกับเสือขาวร่างใหญ่ยืนรออยู่แล้ว ถึงตอนนี้เธอไม่ได้หวาดกลัวพวกเขาอีกต่อไป
หญิงลึกลับมองสำรวจร่างกายของบุษยาอย่างช้าๆ ซึ่งตัวเธอเองก็รู้ว่ากำลังถูกจ้องมอง บุษยาจึงยืดอกขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับจะโอ้อวดว่าเธอนั้นเปลี่ยนไปแล้ว หญิงสาวลึกลับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงพอใจ
" อืม.. ไม่เลวเลยนี่ โอสถที่ข้าให้ไปนั้นบอกได้เลยว่า มันไม่เหมาะกับร่างกายของเ้าเเม้เเต่น้อย”
“ อ้าว.. ทำไมละเ้าคะ”
บุษยาถามอย่างแปลกใจ ถ้าไม่เหมาะสมแล้วจะให้เธอกินเข้าไปทำไม
“ หึๆๆ.. ก็เพราะมันเป็โอสถระดับสูงนะสิ โอสถนี้เรียกว่าโอสถปรับเปลี่ยนชีพจรล้างไขกระดูก มันจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกภายในร่างกาย รวมถึงผลัดเปลี่ยนไขกระดูกและเส้นชีพจรของเ้าให้แข็งแรง.. เ้าจะตายหากไม่สามารถทนความเ็ปได้ แต่ในเมื่อเ้าสามารถทนได้ มันจึงมีประโยชน์สำหรับเ้าอย่างมาก ในการบ่มเพาะพลังและฝึกยุทธภายภาคหน้า”
หญิงสาวลึกลับบอกถึงโอสถที่ให้บุษยากิน แล้วกล่าวขึ้นอีกว่า
“ เอาละ.. ตอนนี้เวลาของข้าไกล้จะหมดลงแล้ว "
“ เอ่อๆ.. ทะ ท่าน.. ท่านจะไปไหน..”
บุษยาถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินหญิงสาวลึกลับพูดแบบนั้น เพราะตอนนี้เธอยังไม่รู้ถึงตัวตน ของหญิงสาวลึกลับคนนี้สักนิดเดียว
“ ข้าเคยบอกเ้าแล้ว ข้าเป็เพียงเศษเสี้ยวิญญา.. อีกอย่างนึงข้านั้นหาใช่คนในดินแดนนี้ ข้าเพียงลงมาท่องเที่ยว และถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนที่มีวาสนาเท่านั้น.. ตอนนี้ถึงเวลาต้องกลับไปแล้ว”
เมื่อได้รับฟังคำอธิบายจากหญิงสาวลึกลับ บุษยาประสานมือยกขึ้นและโค้งคารวะให้กับนางทันที
" ข้าเข้าใจแล้ว.. ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือข้าในครั้งนี้ "
" ก่อนกลับไปข้าจะมอบวิชาความรู้ของข้าให้กับเ้า และฝากเ้าดูแลพยัคฆ์เมฆาตัวนี้ด้วย "
บุษยามองเสือขาวร่างใหญ่แล้วเอ่ยถามว่า
“ เอ่อ.. เสือขาวตัวนี้เหรอเ้าคะ ”
" เ้าต้องเรียกมันว่าพยัคฆ์เมฆา "
“ ข้าเข้าใจแล้ว.. เอ่อ.. ท่าน้าให้ข้าเป็ลูกศิษย์ รับมอบความรู้ของท่านหรือ.. แต่ข้าอยากกลับไปหาพ่อแม่เ้าค่ะ ”
บุษยาในร่างเด็กน้อยซิ่วอิงพูดขึ้นมา เมื่อนึกได้ว่าหญิงสาวลึกลับจะถ่ายทอดความรู้ให้กับเธอ
" ข้ารู้เ้าอยากกลับบ้าน.. แต่หากกลับไปเวลานี้เ้าจะช่วยอะไรพวกเขาได้ ตอนนี้เ้าจงบ่มเพาะพลังปราณและฝึกทักษะอยู่ที่นี่.. หลังจากผ่านไป 4 ปี เ้าจึงจะออกไปได้ ส่วนพยัคฆ์เมฆาตัวนั้น เมื่อถึงเวลาที่เ้าจะออกไปจากที่นี่ มันสามารถเข้าไปอยู่ในมิติส่วนตัวของเ้าได้ "
“ มิติ.. มิติส่วนตัวยังไงเ้าคะ ข้าไม่เข้าใจ”
“ ข้ากำลังจะมอบให้เ้านี่ไงละ..”
พูดจบหญิงสาวลึกลับสะบัดมือเบาๆ พลันปรากฏลูกกลมๆสีน้ำเงินคล้ายโลกย่อส่วนขึ้นบนมือ ก่อนที่มันจะค่อยๆลอยเข้าหาบุษยา แล้วหายวับไปในหัวของเธอทันที
‘วู๊สสสส’
“ อ๊ะ..”
บุษยาอุทานออกมาเสียงดัง เพราะคิดว่าจะเจ็บเหมือนทุกที แต่คราวนี้กลับไม่รู้สึกอันใดเลย
“ แล้วข้าจะใช้มันอย่างไรเ้าคะ..”
“ ตอนนี้เ้าไม่สามารถเปิดมันได้ ต้องรอจนกว่าเ้าจะไปถึงระดับยอดยุทธเสียก่อนจึงจะเปิดมันได้.. เอาละถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้วศิษย์ข้า "
“ ท่านอาจารย์.. ”
บุษยาเอ่ยเสียงเครือพลางคุกเข่าสองข้างลงกับพื้น แล้วโขกศรีษะคารวะด้วยความเคารพ
" ศิษย์ข้า.. จงจำไว้ว่าต้องแข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะยืนหยัดต่อไปได้ "
“ เ้าค่ะ.. ท่านอาจารย์..”
“ ก่อนไปข้าจะผนึกปากถ้ำแห่งนี้ไว้ เพื่อมิให้ผู้ใดรับรู้การมีอยู่ของมัน.. มีเพียงพยัคฆ์เมฆาตัวนี้และเ้าเท่านั้น ที่สามารถเข้าออกได้.. จนถึงเวลาที่ข้ากำหนดไว้ผนึกจะหายไปเอง..”
“ เอ่อ.. แล้วศิษย์จะกินอะไรเ้าคะ ” บุษยาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
อาจารย์สาวลึกลับยิ้มน้อยๆอย่างเอ็นดู แล้วสะบัดมือวูบอีกครั้ง ปรากฏแหวนวงหนึ่งลอยอยู่เบื้องหน้าบุษยา
“ นี่คือแหวนมิติ.. ด้านในมีอาหาร เสื้อผ้า ของใช้ที่จำเป็และเหรียญทองอีกเล็กน้อย.. ของพวกนี้มีมากพอให้เ้าอยู่ได้นานเชียวละ หรือให้เ้าพยัคฆ์เมฆาล่าสัตว์มาเป็อาหารให้เ้าก็ได้.. ”
บุษยารับแหวนสีขาวนวลวงเล็กๆมาสวมที่นิ้วตนเอง ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ส่วนวิธีการใช้นั้นเธอรู้อยู่แล้ว จากความรู้ที่อาจารย์มอบให้ก่อนหน้านี้
“ ขอบคุณเ้าค่ะ.. ท่านอาจารย์..”
บุษยากล่าวจบคุกเข่าลงกับพื้น โขกศรีษะคำนับแก่อาจารย์สาวผู้ลึกลับ
“ ลาก่อนศิษย์ข้า.. หากมีวาสนาเราคงได้พบกันอีก.."
สิ้นเสียงร่างโปร่งแสงของอาจารย์หญิงผู้ลึกลับก็เลือนหายไป แล้วปรากฏเป็กลุ่มก้อนพลังงานสีขาวมาแทนที่ ก่อนจะกลายเป็ลำแสง พุ่งวาบเข้าไปในหัวของบุษยาทันที
‘วู๊บบบ’
แล้วในทันใดนั้นเอง บุษยารู้สึกเหมือนหัวจะะเิเป็เสี่ยงๆ จนไม่อาจข่มกลั้นความเ็ปไว้ได้ ส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างสุดแสนทรมาณ ร่างเล็กๆนอนดิ้นทุรนทุรายเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น ด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัส
‘อ๊าคๆๆ’
ขณะที่บุษยาเอามือกุมหัวนอนดิ้นไปมา ปากก็ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ป ในฉับพลันนั้นความรู้ความทรงจำมากมาย ไหลเข้าสู่ห้วงความทรงจำภายในหัวของเธอทันที เป็ความทรงจำของอาจารย์หญิงสาวลึกลับ ที่ไหลทะลักเข้าไปในหัวอย่างเร็วราวสายน้ำ
‘อ๊ากก’
บุษยากรีดร้องโอดครวญอย่างทรมาณ เธอกัดฟันฝืนทนพยายามตั้งสติให้ได้ พยัคฆ์เมฆาร่างใหญ่ยืนมองร่างที่สั่นเกร็งของบุษยาด้วยสายตาเป็ห่วง แต่ตัวมันก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ เื่นี้มีแต่เธอต้องผ่านมันไปให้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ เมื่อความเ็ปที่รุนแรงแสนสาหัสสิ้นสุดลง บุษยารีบนั่งสมาธิพยายามหลอมรวมความรู้ ความทรงจำที่มาจากอาจารย์หญิงลึกลับ
‘ผ่านไปอีกหนึ่งวัน’
‘ฟู่ๆๆ’
ในที่สุดบุษยาสามารถหลอมรวมความรู้ ความทรงจำของอาจารย์กับของตนเองได้สำเร็จ บุษยาลืมตาขึ้น แล้วก้มลงโขกหัวคำนับไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
" ท่านอาจารย์.. ขอขอบคุณที่มอบความรู้ความทรงจำให้กับข้า ข้าจะใช้ความรู้ที่ท่านมอบให้ สร้างความเข็งแกร่งให้กับตัวเอง เพื่อจะได้ดูแลครอบครัวและช่วยเหลือผู้อื่น ตามเจตนารมณ์ของท่าน.. ข้าสาบานท่านอาจารย์ "
หลังจากสามารถควบคุมความรู้ความทรงจำของอาจารย์ ให้หลวมรวมกับของตัวเองได้แล้ว บุษยาก็เริ่มบ่มเพาะตามเคล็ดวิชาดารา์และวิชามายาเร้นเงา ซึ่งทั้งสองวิชาที่บุษยาคิดว่าเหมาะสมกับตนเองที่สุด เพราะเป็วิชาระดับสูงที่สามารถใช้ต่อสู้ระยะไกล อีกทั้งยังหายตัวได้ในระยะสั้นๆ สามารถทะลุมิติไปได้ในทุกที่ที่เคยไปมาก่อน สามารถปกปิดระดับพลังปราณของตัวเอง สร้างอาณาเขตตรวจจับระดับพลังลมปราณ ตรวจสอบเส้นชีพจรเส้นลมปราณ ตรวจสอบสิ่งผิดปกติในร่างกาย กลิ่นอายและพลังชีวิตของผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ
บุษยาคิดว่าหากเธอฝึกวิชาพวกนี้สำเร็จทั้งหมด เธอสามารถดูแลครอบครัวของซิ่วอิง และช่วยเหลือผู้อื่นตามเจตนารมณ์ของอาจารย์ หรืออาจจะเป็จอมยุทธหญิงที่ยิ่งใหญ่ในจักรวรรดิได้เลย
เมื่อได้ทำความเข้าใจและกำหนดเป้าหมายได้แล้ว บุษยาหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดกับตัวเองว่า
" หากเราฝึกสำเร็จ.. จะเป็จุดเริ่มต้นในการก้าวต่อไปในดินแดนแห่งนี้สินะ.. ดินแดนแห่งการใช้กำลังเป็ใหญ่ ”
บุษยาพูดจบหันไปมองเสือขาว แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ เสือน้อย.. อาจารย์ให้เ้าอยู่กับข้าแล้ว ต่อไปข้าจะดูแลเ้าเอง.. เ้ามีชื่อหรือเปล่า..”
‘โฮกกกก’
พยัคฆ์เมฆาร่างใหญ่มองสบตากับบุษยา แล้วส่งเสียงคำรามด้วยท่าทีไม่พอใจ มันเป็พยัคฆ์เมฆาสัตว์อสูรระดับสูง มาเรียกมันเป็เสือน้อยได้อย่างไร บุษยาหัวเราะเบาๆกับท่าทีของมัน แล้วเอ่ยขึ้น
“ เอาละ.. พ่อพยัคฆ์เมฆาผู้น่ารัก.. ข้าจะตั้งชื่อเ้าว่า 'เสี่ยวไป๋' ก็แล้วกันนะ..”
สิ้นเสียงบุษยาพยัคฆ์เมฆาร่างใหญ่เดินเข้ามาคลอเคลีย เหมือนมันจะถูกใจกับชื่อที่เธอตั้งให้ บุษยากอดร่างใหญ่เหมือนแมวั์ของมันเอาไว้ พลางลูบไล้ขนสีขาวอันอ่อนนุ่มของมัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ เอาละเสี่ยวไป๋.. ข้าจะเริ่มบ่มเพาะและฝึกทักษะแล้ว.. ต้องรบกวนเ้าช่วยดูแลความปลอดภัย และหาอาหารมาให้ข้าด้วยละ "
‘โฮ้กกก’
หลังจากที่บุษยาพูดจบเ้าเสือขาวคำรามตอบรับเสียงดัง จากนั้นบุษยาเดินเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำ ก่อนจะนั่งลงเพื่อบ่มเพาะฝึกฝนตามเคล็ดวิชาทันที เพราะว่าภายในส่วนลึกของถ้ำแห่งนี้นั้น มีความหนาแน่นของไอปราณมากมายกว่าด้านนอกหลายเท่านัก
บุษยานั่งทบทวนเคล็ดวิชาเพื่อฝึกฝนในขั้นเเรก เธอตั้งจิตเเน่วแน่ในห้วงสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก โคจรลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่าง ก่อนจะเริ่มฝึกเคล็ดวิชาตามความทรงจำที่อยู่ในหัวไปเรื่อยๆ
…………………………..