กองกำลังฝ่ายปักษาทั้งสิ้นสองแสนนายได้เหลืออยู่เพียงแค่แปดหมื่นนายแล้ว
อัศวินสีแดงที่เป็ดาวเด่นใหม่ของกองทัพเองก็สิ้นชีพไปแล้วเช่นกัน
ในเวลาเดียวกับที่ความสิ้นหวังเริ่มกระจายไปในกองทัพของชาวปักษา
“อ๊าก! ”
ร่างของพญาอินทรีสีขาวบริสุทธิ์ก็ได้ถูกย้อมไปด้วยเืในเวลาต่อมา
เพราะการโจมตีแบบฉับพลันของเผ่าอาร์โธร์โพดา เลยทำให้ผู้นำของพวกเขา [ไฮเจน] เสียชีวิตลงในทันที
“ท่านจ่าฝูงย่อยไฮเจน! ”
“จ่าฝูงไฮเจนตายแล้ว!? หนี… หนีโว้ย! ”
พอขาดผู้นำทัพ บรรดาเผ่าปักษาที่เหลือก็พากันบินหนีขึ้นท้องฟ้าไป
และนั่นทำให้สนามรบแห่งนี้เหลือเพียงแค่ฝ่ายมนุษย์กับฝ่ายอาร์โธร์โพดาเท่านั้น
กองกำลังฝ่ายอาร์โธร์โพดาได้ทิ้งมดทหารเลวเอาไว้ที่ป้อมปราการ [แฟต] ห้าหมื่นนาย
ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งแสนห้าหมื่นนายที่ผสมปนเประหว่างมดทหารเลว มดทหารระดับสูง และมดทหารองครักษ์นั้น ได้ลอดผ่านใต้ดินมาสู่แนวหน้ากันแล้ว
ในทางตรงข้าม กองทัพของฝ่ายมนุษย์กลับเริ่มเข้าสู่สภาวะที่ตกเป็รองแทน
เพราะถูกโจมตีอย่างไม่คาดคิดจากใต้ดิน เลยทำให้กองกำลังมากกว่าครึ่งเสียชีวิตไปในทันที
กองพลปืนไฟหนึ่งพันนายได้ตายเรียบ เพราะพวกเขาเป็เป้าหมายหลักในการจู่โจมฉับพลันของเผ่าอาร์โธร์โพดา
กองพลทหารราบกับทหารม้าเองก็เสียหายหนัก
แม้แต่ผู้บัญชาการของสนามรบ [เฉินซิง] เองก็เสียชีวิตไปแล้ว
ผู้นำแห่งนาโต้ [ทอม] ที่เห็นเช่นนั้นได้รีบทำหน้าที่เป็ผู้บัญชาการทัพแทนทันที
“ทหารทุกนาย ถอยทัพ! ทหารม้าทั้งหมด รูปขบวนลิ่ม ทะลวงทัพ ไปทางตะวันตก! ”
กองกำลังผสมระหว่างอัศวินยุโรปกับจอมยุทธแดนัต่างรีบมารวมตัวที่ใจกลางสนามรบตามคำสั่งนั้น
กองทัพม้าแฟนตาซีที่เหลืออยู่สามหมื่นนายได้ตั้งทัพอยู่แถวหน้าสุด
กองพลทหารราบห้าหมื่นนายตั้งเป็แถวหน้ากระดานปิดปีกซ้าย ขวา และหลัง
ส่วนกองพลธนูอีกสองหมื่นนายจะประจำอยู่ที่่ตรงกลางของกองทัพ
กองทัพม้าเพกาซัสหนึ่งร้อยตัวได้โบยบินบนฟ้าทำหน้าที่ระวังหลังให้กับพวกเขา
กองทัพมนุษย์ใช้เวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้น สำหรับการจัดทัพขึ้นมาใหม่นี้
กองทัพเผ่าอาร์โธร์โพดาทั้งหมดหนึ่งแสนห้าหมื่นนายได้กรูเข้าปิดล้อมจากทั้งสี่ทิศ
ทอมรู้ดีว่าเพียงกำลังพลทหารม้าเพียงสามหมื่นคงไม่อาจพอทะลวงออกไปไหวได้
ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้ [ไพ่ตาย] ที่เตรียมเอาไว้
“แอร์บาส์ร! เรียกัของเ้าออกมา เดียวนี้เลย! ”
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
เสียงเป่าแตรได้ดังก้องไปทั่วสนามรบ
นักรบของปีศาจน้อยที่น่ากลัวยังคงจับจ้องมาทางผมอย่างไม่ละสายตา
ผมจำใบหน้านั้นได้ รู้สึกจะเคยเห็นมันวาดลวดลายโดดเด่นอยู่ในสนามรบก่อนหน้านี้
ไม้พลองเหล็กที่ยาวสองเมตรได้ถูกวาดขึ้นบนอากาศเพื่อเตรียมรับมือศัตรูตรงหน้า
ชุดเกราะที่เป็สายโซ่เหล็กได้ต้องสะท้อนแสงเป็ประกายเงางาม
ชุดคลุมขนนกสีแดงที่สวมทับนั้น ได้พริ้วไปตามลมอย่างน่าเกรงขามบนสิงมีชีวิตสี่ขาสีดำที่ดูน่ากลัว
รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลส่งออกมาจากเธอ
“ (เสียเปรียบ…) ”
ผมในตอนนี้ไม่มีโอกาศเอาชนะเธอได้เลย
และบางทีเสียงเป่าแตรศึกเมื่อกี้ อาจจะเป็สัญญาณแผนการบางอย่างของศัตรูอีกด้วย
“ (ช่วยไม่ได้ คงต้องขอถอนตัวก่อน) ”
หากชีวิตของผู้บัญชาการรบหายจากไปบนสนามรบ กองทัพก็จะระส่ำระสาย และอาจจะทำให้ป้อมปราการแฟตที่พึ่งสร้างถูกตีแตกไปด้วย
ดังนั้นผมจึงมุดลงดินหนีออกจากแนวหน้ากลับไปที่ป้อมปราการ
“ (คนเจ็บให้ถอนตัวกลับป้อมเดียวนี้ ส่วนที่เหลือให้ทำการกวาดล้างศัตรูซะ!) ”
และออกคำสั่งเช่นนั้นออกไป
เอาละ ขอดูหน่อยซิว่าพวกปีศาจสองแขนกำลังวางแผนอะไรเอาไว้อยู่นะ
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
ตัวที่อยู่ตรงหน้าได้มุดดินหนีลงไป
ช่างขี้ขลาดจริง ๆ
แต่รู้สึกเหมือนกับว่าเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนจริง ๆ นั่นละ
จำได้ว่าในาครั้งที่แล้ว เคยเห็นมันจากที่ระยะไกล ๆ นี่แหละ
“...เอาเถอะ ตอนนี้รีบไปรวมทัพก่อนดีกว่า”
เสียงเป่าแตรได้ดังกระหึ่มขึ้นแล้ว
นั่นคือเสียงแตรสัญญาณเรียก [กลาส] กับ [มิลเลอร์] นั่นเอง
ัสองแม่ลูกที่แอร์บาส์รจับมาเลี้ยงเอาไว้
หากเป่าแตรเรียกพวกมันมา งั้นแสดงว่าอีกเดียวพวกเราจะเริ่มทำการถอยทัพกันแล้ว
“ทั้งที่อยากจะสู้ต่อแท้ ๆ …”
ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนที่จะเริ่มควบม้าปีศาจของตัวเองไปที่แนวหน้าบุกทะลวงของกองทัพตัวเอง
ขบวนทัพรูปลิ่มของกองทหารม้าอันเกรียงไกรของมนุษย์ได้เริ่มเคลื่อนพล
เป้าหมายคือแนวรับของอาร์โธร์โพดาตรงหน้า
คลื่นสีเงินจากแสงสะท้อนของชุดเกราะเหล็กกล้าได้พุ่งถาโถมเข้าใส่กองทัพสีดำที่ยืนตั้งรับ
แต่ก่อนที่หอกเงินอันทรงพลังจะเข้าปะทะกับแนวกำแพงที่แกร่งกล้า บางอย่างก็ได้บินแหวกอากาศพุ่งตรงลงมาใส่กองทัพสีดำเสียก่อน
สิ่งนั้นคือ [ั] แม่ลูกสองตัวของฝ่ายมนุษย์
ตัวหนึ่งสูงราวสามเมตร ชื่อ [กลาส] อีกตัวสูงครึ่งเมตร ชื่อ [มิลเลอร์]
ปีกและเกล็ดสีน้ำตาลได้แผ่ขยายออกกลางท้องฟ้าที่เปิดกว้าง
เสียงคำรามได้ดังสั่นสะท้านจนทำให้ฝ่ายอาร์โธร์โพดาเริ่มเสียขวัญ
แล้วเปลวไฟก็ได้พวยพุ่งลงมาจนกลายเป็ฝันร้ายของพวกอาร์โธร์โพดา
สเลบที่กลับไปบนป้อมปราการรู้สึกใต่อสิ่งที่เห็นตรงแนวหน้า
เขาไม่อยากเชื่อว่าพวกมนุษย์จะสามารถควบคุมสัตว์ร้ายขนาดั์แบบนั้นได้
สเลบไม่สามารถสั่งให้พวกแนวหน้าถอนตัวกลับมาที่ป้อมได้
เพราะหากสั่งให้ถอนตัวกลับมาทันที มันอาจจะไปกระตุ้นให้กองทัพศัตรูเปลี่ยนใจกลับมารุกรานที่ป้อมนี้ได้
สเลบรู้ว่าพวกศัตรูกำลังจะถอนทัพจากการคาดเดาทิศทางที่พวกมันกำลังพุ่งออกไป
ดังนั้นเลยไม่อาจจะทำให้รูปการของสนามรบเปลี่ยนทิศไปได้ในตอนนี้
“ทุกหน่วย ยิงสติงเกอร์ไปที่สัตว์ั์! หน่วยที่หลือให้เฝ้าระวังตีกรอบล้อมเอาไว้ แต่ห้ามเข้าตีปะทะเด็ดขาด! ”
เพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด และเพื่อกดดันศัตรูว่า [ทางนี้ยังได้เปรียบ] สเลบจึงจำใจสั่งการลงไปเช่นนั้น
ฝ่ายมนุษย์เองก็กลัวการสูญเสียัของตนไปเช่นกัน
มีเพียงแค่ัสองตัวนี้เท่านั้น ที่ยอมเชื่องกับพวกเขา
ไม่สิ ต้องบอกว่ายอมเชื่องเฉพาะกับ [แอร์บาส์ร] กับ คนในหน่วยของเขาเท่านั้นมากกว่า
ดังนั้นความคิดในการใช้ัทั้งสองเพื่อโจมตีศัตรูจึงไม่มีอยู่ในหัวแต่แรก
ที่ใช้ในตอนนี้ก็เพื่อเปิดทางหนีเท่านั้น
ก้อนหินทรงรักบี้ได้ถูกขว้างปาใส่ัและกองทัพฝ่ายมนุษย์
แต่ของแบบนั้นไม่อาจทำอะไรเกราะเหล็กหนากับเกล็ดที่แข็งแกร่งของพวกเขาได้
มีเพียงาแเล็กน้อย กับบางคนที่โชคร้ายโดนจุดสำคัญเท่านั้น ที่ต้องมีอันเป็ไป
กองทัพมนุษย์ที่เหลือรอดได้วิ่งตีฝ่าออกมาทางตะวันตกเป็ผลสำเร็จ
พวกเขาเคลื่อนทัพตรงไปโดยไม่คิดแม้แต่จะหันกลับมามองพวกอาร์โธร์โพดา
พวกอาร์โธร์โพดาเองก็ไม่คิดที่จะไล่ล่าตามเช่นกัน
แสงสว่างได้ดับมืดลงไปที่ขอบฟ้าพร้อมกับราตรีที่มาเยือน
และแล้ว าในวันที่ 28 ณ ป้อมปราการแฟตก็ได้จบลงในลักษณะเช่นนี้ไป
วันต่อมา
ณ เมืองหลวงของเผ่ามนุษย์ [ฮิวซิตี้] ่เวลาเช้าของวันที่ 29
***พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]
กองทัพปักษาสามแสนนายที่นำทัพโดยกระผมนั้น ได้บินมาถึงรังของพวกตัวสองแขนแล้ว
กำแพงหินที่สูงกว่าสามสิบเมตร สิ่งก่อสร้างสีแดงประดับลวดลายที่แปลกประหลาดซึ่งถูกปลูกเป็ตารางสี่เหลี่ยมอย่างมีระเบียบ
ที่ตรงใจกลางของรังพวกมัน มีสิ่งก่อสร้างสีเทาแลดูมั่นคงแข็งแรงแปลกตาผิดจากสิ่งก่อสร้างโดยรอบ
สิ่งนั้นเป็ูเาทรงเรขาคณิตแปดเหลี่ยมสูงเหนือพื้นดินราวสิบห้าเมตร
มันไม่มีรู ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแค่ประตูเหล็กหนาบานเล็กตรงพื้น
เหนือขึ้นไปของสิ่งก่อสร้างนั้น ยังมีโครงสร้างประหลาดที่ยังคงกำลังต่อเติมสูงขึ้นไปปรากฏอยู่
ผมกลับไปมองที่กำแพงรอบนอกของรังอีกครั้ง
กำแพงหินนั้นยาวทอดตัวออกจากหน้าผาริมูเาจากทิศเหนือจรดใต้
หักมุมวิ่งไปจากทิศตะวันออกไปตะวันตก
แล้วหักมุมกลับเข้าสูู่เาอีกทีจนเป็การปิดล้อมรังของพวกมัน
บนกำแพงที่ทอดยาวนั้น มีนักรบของสองแขนในชุดเกราะเหล็กหลากหลายรูปแบบคอยเดินลาดตระเวนไปมาอยู่
ช่างเป็การเฝ้าระวังที่น่าประทับใจอะไรเยี่ยงนี้
“จะเอายังไงดีครับท่าน? ”
“ถึงจะน่าเกรงขาม แต่กำแพงนั้นช่างไร้ค่าต่อหน้าพวกเรา จงเตรียมธนูะเิกับธนูไฟให้พร้อม พวกเราจะไปแจกของขวัญรับอรุณให้พวกสองแขนกัน! ”
“โอ้ว! ”
เสียงกู่ร้องได้ดังกระหึ่มขึ้น
ผมเห็นพวกสองแขนหันมามองทางหุบเขา
ใช่แล้ว ทางหุบเขาซึ่งเป็ทิศที่พวกเราได้เลือกบุกโจมตี
การล่าที่ดีควรเข้าจู่โจมจากด้านหลังของเหยื่อในตอนที่ไม่ระวัง
และสำหรับรังของพวกสองแขน มันก็ชัดเจนว่าทิศที่ติดกับูเาคือด้านหลังที่ว่านั้น
“ฝูงบินที่หนึ่ง ยิง! ”
ชาวปักษาได้ร่อนถลาลงจากฟ้าที่ความสูงกว่าห้าร้อยเมตรสู่ระดับสองร้อยเมตร
ห่าฝนสีดำได้ถูกโปรยปรายจนมิดทั่วนภา
เฉกเช่นซานต้าที่โปรยปรายของขวัญให้แด่เด็กน้อยผู้ใสซื่อ
ะเิขนาดย่อมได้ปะทุไปทั่วรังของสองแขน
แสงสีแดงเพลิงหนึ่งแสนดวงได้ผลิบานเรียงร้อยเป็แถวยาว
จากทิศตะวันตกสู่งทิศตะวันออก
“ฝูงที่สอง ฝูงที่สาม ยิง! ”
หลังจากฝูงแรกโบยบินพัดผ่าน ฝูงที่สองกับสามก็บินถลาตัดผ่านเป็แนวกากบาทเข้าหากัน
ธนูไฟสองแสนดอกได้ถูกโปรยปูพรมจากฟากฟ้า
อาคารสิ่งก่อสร้างได้ลุกไหม้แผดเผา
รังของพวกมันซึ่งพึ่งเกิดใหม่ได้จมดิ่งสู่ทะเลเพลิงในทันที
ทุกสิ่งทุกอย่างของรังมนุษย์ได้จมอยู่ในกองเพลิง
จะมีก็เพียงแค่อาคารประหลาดสีเทาใจกลางเมือง ที่ไม่สะทกสะท้านต่ออาวุธใด ๆ ที่พวกเราได้โจมตีไป
“ทุกคนระวัง! ”
สัญชาตญาณของผมได้กรีดร้องลั่น
เสียงดังคำรามขนาดใหญ่ได้ดังต่อเนื่องไปทั่วฟ้า
ผมเห็นควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากกระบอกโลหะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ ณ ยอดสุดของสิ่งก่อสร้างสีเทาตรงนั้น
ในเสี้ยววินาทีต่อมา เคียวแห่งยมทูตก็ได้ถูกเหวี่ยงลงมาสู่ฝูงบินของพวกเรา
วัตถุขนาดเล็กที่แทบมองไม่เห็นได้พุ่งทะลุผ่านหน้าอกของบรรดาลูกน้องผม
ะเิไฟดวงใหญ่อันงดงามที่กินพื้นที่กว่าสิบเมตร ได้แผดเผาฝูงบินจำนวนหนึ่งของพวกเรา
นั่นมันบ้าอะไรกัน!?
เสียงเตือนอันตรายยังคงกรีดร้องภายในหัวอย่างไม่หยุดยั้ง
ะเิไฟมากกว่าสิบดอกได้พลิบานอย่างต่อเนื่อง
“ทุกคนกระจายตัว! และส่งหน่วยกล้าตายไปจัดการเ้าท่อนเหล็กบนอาคารสีเทานั้นซะ! ”
แต่คำสั่งนั้นกลับไม่อาจถ่ายทอดสู่ทั้งกองทัพได้
เสียงอันดังกระหึ่มของะเิได้กลบเสียงของเราไปจนสิ้น
“ชิ! คนที่ได้ยินเสียงนี้ จงบินตามผมมา! ”
ถึงจะเผารังทั้งหมดของพวกสองแขนได้ แต่ก็ไม่อาจเอาชนะอาคารสีเทานั้นได้
ต่อให้ขนมาทั้งเผ่า ก็ไม่อาจทำลายสิ่งนั้นได้
ผมได้ตระหนักถึงสิ่งนั้น จึงรีบสั่งถอยทัพทันที
จริงอยู่ว่าตายแล้วเกิดใหม่ได้ แต่มันใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม
ดังนั้นจึงจะให้กำลังพลสามแสนตายเปล่าแบบนี้ไม่ได้
ผมรีบบินหนีขึ้นฟ้าไปทางตะวันออก ใช่แล้ว มันคือทิศทางที่ถอยห่างออกจากูเานั่นเอง
ที่เลือกหนีทางนี้ เพราะไม่อยากให้ศัตรูเดาได้ว่ารังของเราอยู่บนูเาตรงด้านหลังของพวกมันเอง
“หน่อย! จัดการเผาทุ่งหญ้า เผาพื้นที่รอบรัง แล้วก็เผาป่าที่ตีนเขาด้วย! ”
แต่จะให้กลับไปอย่างพ่ายแพ้แบบนี้ไม่ได้
ผมพาฝูงบินที่รอดชีวิตราวสองแสนไล่เผาทำลายทุ่งหญ้า สัตว์ และป่าที่อยู่โดยรอบของรังพวกมัน
หากทำลายล้างพวกมันไม่ได้ งั้นก็ขอเผาทำลายทรัพยากรณ์แทนแล้วกัน!
“ฮัดเช่ย!? ”
ในตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกไม่สบายขึ้นมา
จะมาป่วยอะไรตอนนี้ฟะ!
ผมฝืนตัวเองบินนำฝูงเผาพื้นที่โดยรอบรังของพวกสองแขน
พื้นโดยรอบหนึ่งกิโลเมตรได้มอดไหม้ไปจนสิ้น
พอได้เห็นภาพตรงหน้าที่กำลังลุกเป็ไฟราวกับนรก ผมก็รู้สึกพอใจกับผลงานตรงหน้า
แบบนี้ถึงจะแพ้ในการเข้าตีรัง แต่ก็ไม่ถือว่าพ่ายแพ้ในการรบเช่นกัน
“กลับ---”
[กลับรัง] นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจจะเปล่งเสียงออกมา
แต่กลับไม่สามารถทำแบบนั้นได้
ร่างกายรู้สึกหนาวสั่น
รู้สึกได้ว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วผิดปกติ
ลูกน้องที่บินตามมาต่างร่วงหล่นพร้อมกันทั้งฝูง
ดวงตาของพวกเราทุกคนได้แดงก่ำราวกับคนป่วย
“นี่มัน---”
แล้วสติของผมก็ดับวูบลงโดยที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่