ผู้กองเชอร์วี่ เดินตามทุกคนไป เขาสังเกตเห็นป้าแก้วกับมณฑา์ ทำท่าทางมีพิรุธ เขาจึงจับตาดูอยู่ตลอดเวลา เธอชื่ออะไร แล้วป้าคนนั้นชื่ออะไร เขาจำได้ว่าทั้งสองเป็คนไทย ที่จะพยายามหนีข้ามโขงไปฝั่งไทย เมื่อวันที่ท่าแขกถูกโจมตี แต่วันนั้นเขาเห็นหน้าไม่ชัด สองคนนี้ต้องเป็สองในห้าคนที่ไม่บอกชื่อแน่ๆ เขาคิด
เดินสักพักก็ถึงไร่ที่จะปลูกกาแฟ เป็เขตของทหาร ในพื้นที่สามไร่ มีรั้วลวดหนามล้อมไว้หนาแน่น ทหารสั่งให้เชลยจับจอบ เสียมเริ่มลงมือขุดหลุมนำเมล็ดที่เพราะกล้าไว้ลงดิน พร้อมใส่ปุ๋ยคอก ส่วนผู้ลี้ภัยก็ให้ช่วยกันใช้บัวรดน้ำรดตามหลุม ที่หยอดต้นกล้า ปลูกกาแฟสามไร่ กำหนดให้เสร็จภายในวันเดียว เพราะจะไม่ให้เชลยออกนอกค่ายอีกแล้ว
มณฑา์กับป้าแก้วไปช่วยบรูโน่ รดน้ำ สามคนทำเป็ไม่รู้จักกัน ต่างคนต่างทำงาน เพราะทหารสั่งห้ามคุยกัน จ่าปิแอร์และทหารสามนายช่วยกัน หิ้วถังน้ำกับถังกาแฟร้อน เดินตามร่อง ,มองซ้าย มองขวา เงยหน้ามองฟ้า แล้วรีบหลับตาปี๋ ก้มลง เพราะแดดร้อนมาก ใบหน้าร้อนผ่าวๆ
“มีไผสิ เอาน้ำบ่ ไผหิวน้ำบอกเด้อ มีกาแฟพร้อม ขนมปังกะมี”
เขาร้องถาม เป็ภาษาลาว หลายคนหันไปมองเขาแล้วหัวเราะ
“ ฮาฮา ฝรั่งเว้า ลาว ไผไปสอนมันวะ เฮ้ยพวกเฮา ไผอยากกิ๋นน้ำ บอกเพิ่นเด้อ ”
ลุงแสงพูดขึ้น
ลุงแสงเป็คนเมืองหนองบก ไม่ไกลจากบ้านบึงสานมาก เป็หนึ่งในผู้ลี้ภัย เคยเป็ทหาร แต่ตอนนี้ปลดประจำการแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าลุงแสงเคยเป็ทหาร มณฑา์มองซ้ายขวา ในระหว่างที่ผู้กองเชอร์วี่ ยืนคุยกับทหาร ่ที่เขาเผลอ เธอก็แอบเดินย่องไปหาลุงแสง แล้วค่อยๆทรุดตัวลง นั่งข้างๆ
“ลุง ฮู้จัก แม่เฒ่าฝอยคำ บ้านบึงสานบ่ หนูเป็หลานเพิ่น เพิ่นสบายดีบ่น้อ”
มณฑา์ถามลุงแสงเบาๆ เป็ภาษาลาว ลุงแสงมองหน้าเธองงๆ
“อ่อ คนบ้านบึงสาน ฮู้จักเบิ้ดบ้านล่ะนาง แม่เฒ่าคำฝอยเมีย พ่อเฒ่าเสือดำ อย่าเว้าหยังดังเด้อ ฝรั่งมันฟังภาษาเฮารู้เื่ตั้ว มันเว้าได้ทั้งไทยทั้งลาวเลย”
ลุงแสงบอกมณฑา์พยักหน้า
“จากค่ายไปบ้านบึงสานไปทางใด๋ เอาใกล้ๆ ทางลัดมีบ่”
เธอถาม..ผู้ลี้ภัยอีกสี่ห้าคน เริ่มทยอยเดินมา นั่งฟังอย่างตั้งใจ.. ลุงกระซิบเบาๆว่า
“จุ๊ จุ๊ สิไปหยัง ย้านเขาจับ อยู่นี่ก่อน เขาสิมีกฎให้ปล่อยผู้ลี้ภัยอยู่ อีกบ่โดนดอกนาง อดเอาๆ ทางไปมันกะบ่ไกลปานใด๋ดอก ย่างไป สองชั่วโมงลัดท่งบึงสานไปเลย ไปฮอดดอนป่าซ้ากะเลี้ยวเข้าวัดเลย มีคนลักหนีอยู่ คนลาวนี่ล่ะ เกือบถึกจับ ”
ไม่ทันขาดคำ... ทันใดนั้นมีเสียงตวาดดังขึ้น ขณะที่ลุงกำลังเล่าก็ต้องหยุดชะงักทันที
“สุมหัวคุยอะไรกัน! ทำไมไม่ทำงาน มาทำอะไรกันตรงนี้”
ผู้กองเชอร์วี่ตวาดเสียงห้วนทุกคนสะดุ้งโหยง หันมามองเขา ทำสีหน้าไม่ถูก
“อัญญาเชอร์วี่ ข้าน้อยๆ บ่ได้ตั้งใจ ขอโทษหลายๆเด้อ”
ลุงแสงเสียงสั่น หน้าจ๋อย ก้มหน้า ผู้กองเชอร์วี่ เหลียวขวับไป กระชากเสียงดังขึ้น
“ลุงแสงเล่าอะไร ฟังแล้วเื่มันคุ้นๆนะ เหมือนว่าเื่มันพึ่งจะเกิดขึ้น ลุงแสง วางแผนอะไรอีก เล่าอะไร! ”
ผู้กองเชอร์วี่ถามย้ำ น้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าเคร่งเครียด เขาท่าทางจริงจัง ป้าแก้วรีบวิ่งมา เอื้อมมือเกาะมณฑา์..ไว้แน่น กลัว. แล้วพยายามสื่อสารด้วยสายตา ว่าอย่าพูดอะไร ลุงแสงตัวสั่นมองหน้ามณฑา์ ก้มหน้า ถอนใจเฮือกใหญ่ ผู้กองเชอร์วี่ หันไปมองมณฑา์ สายตาทอดจับไปที่ใบหน้า ที่คลุมด้วยผ้าแพร บางเบา สีอ่อน แล้วละสายตาไปมองที่อื่น ไม่สบตา
“คุณชื่่ออะไร? แค่ชื่อ ทำไมต้องให้ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า กรุณาตอบ.. ”
เขาทำเสียงเข้มถามต่ออย่างคาดคั้น
"ทำไม คุณต้องรู้ด้วย ฉันไม่อยากจะนับญาติกับ พวกฝรั่งเศส"
น้ำเสียงแดกดัน
“และมันก็ไม่สำคัญ คุณจะเรียก ฉันว่าอะไรก็ได้ ในเมื่อคุณกำหนดชะตาของทุกคนไว้แล้ว และคุณไม่จำเป็ต้องรู้จักฉัน”
เธอย้อนเขา ป้าแก้วรั้งตัวเธอออกมา
“ไปเถอะหนู ไปทำงานต่อกัน หนูบอกชื่อเขาไปซะ เื่จะได้จบๆ นะหนูนะ”
ป้าแก้วขอร้อง เงยหน้ามองผู้กองเชอร์วี่ แล้วก้มหน้านิ่ง ป้าแก้วขยับเท้าเตรียมจะไป
“เดี๋ยว! ยังไปไหนไม่ได้ จนกว่าผมจะสั่ง”
เขาเสียงเข้มเอ่ยสั่งแกมบังคับ
“มีบางคน ไม่ยอมบอกชื่อ เพื่อที่จะเอาตัวรอด ขี้ขลาด คนพวกนี้อาจเป็ภัยกับกองทัพภายหลัง เพราะฉะนั้น ผมจึงจำเป็ที่จะต้องรู้จักทุกคนในค่ายนี้”
เขากล่าวย้ำเสียงห้วน ป้าแก้วหน้าซีด ปากสั่น ผู้กองเชอร์วี่ กวาดตามองทุกคน แล้วมองหน้ามณฑา์ เธอได้แต่ ยืนนิ่งเงียบ ไม่ตอบ ขบกรามแน่น
“ดี! ไม่บอก! ตามเคย..ไม่มีชื่อ ไม่เป็ไร ถ้าในค่ายมีใครตาย ก็จะถือว่าเป็ผู้ที่หายสาบสูญไป อย่างไร้ร่องรอย ไม่มีแม้ชื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของา ”
ผู้กองเชอร์วี่แค่นเสียงประชด แดกดัน
ทุกคนอึ้งนิ่ง งัน ลุงแสงขยับมาใกล้ๆจับแขนป้าแก้วอีกคน กลัวว่าทั้งสองจะถูกทำร้าย ผู้กองเชอร์วี่ เดินวนไปมา เหมือนเป็กังวล แล้วหันกลับมาอย่างรวดเร็ว จ้องหน้าลุงแสงตาเขม็ง คนทั้งสามใ
“ถ้าผู้ใดคิดวางแผน หรือสุมหัว ร่วมกันคิดกระทำความผิดร้ายแรง คือหลบหนีออกไป แจ้งจุดยุทธศาสตร์ ให้พวกต่อต้านฝรั่งเศสรู้ มีโทษคือถูกคุมขังสามวัน … จ่าปิแอร์!… จับตัวลุงแสงไว้ ! เอาไปขัง!รวมกับเชลยเวียดนามในนั้น.. ตามกฎของกองทัพ งดให้อาหารเชลยเป็เวลาสามวัน! ”
ผู้กองเชอร์วี่ สั่งจ่าปิแอร์ ด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด หน้าตาจริงจัง
จ่าปิแอร์และทหารอีกสองนาย เดินมารวบมือลุงแสงไขว้หลัง ตามคำสั่ง ทุกคนฮือฮา ตื่นตะหนกใ กลัว ลุงแสงพูด อ้อนวอน
“ขอเด้อข้าน้อย บ่ได้ตั้งใจอีหลี บ่ได้คึดหนี บ่เคยเลย อย่าจับไปขังเลย ย้านแล้ว บ่อยากเป็เชลย”
ลุงแสงตัวสั่น มองซ้ายมองขวา หาที่พึ่ง มณฑา์มองหน้าผู้กองเชอร์วี่
“เลว! มันจะมากไปแล้วนะ! คุณไม่มีสิทธิ์ สั่งขังลุง ลุงแค่คุยกับฉัน เราคุยกันในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง ไม่มีความผิดอะไร ปล่อยลุงเดี๋ยวนี้นะ คุณทำแบบนี้ไม่ได้! เขาไม่ใช่เชลย”
เธอกระชากเสียง อย่างเคียดแค้น โกรธ จ้องหน้าเขาอย่างชิงชัง เหมือนจะกินเืกินเนื้อ ป้าแก้วกอดมณฑา์แน่น
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ คุณพระคุณเ้า ช่วยด้วยเถอะ”
ปากก็สวดมนต์พึมพำผู้กองเชอร์วี่ หันไปมองลุงแสงแวบหนึ่ง กวาดสายตา มองมณฑา์ แววตาเย้ยๆ สีหน้าเคร่งขรึม
“คุณคงคิดว่าผมไม่ได้ยิน และไม่รู้เื่ในสิ่งที่คุณคุยกันนั้นรึ การที่รู้ภาษาถิ่นมันดีแบบนี้เอง จะได้รู้ว่าใครเป็ยังไง ใครที่เป็อันตรายกับเรา”
เขาพูดแค่นเสียงด้วยความสะใจ แล้วหันกลับไปสั่งทุกคนทำงานต่อ
“ทำงานต่อไป! ยังไม่ถึงเวลาพัก ใครมีปัญหา เชิญไปคุยกับผมที่ห้องทำงาน”
เขาหมุนตัวกลับ กำลังจะเดินออกจากที่นั่น มณฑา์สงสารลุงแสงมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร
“ปล่อยลุงเถอะ ลุงแก่แล้ว ฉันขอร้องล่ะ ฉันผิดเองที่ไปชวนลุงเขาคุย”
มณฑา์ขอร้องน้ำเสียงขอความหวังน้อยนิด อ้อนวอน สีหน้าหม่นเศร้า ผู้กองเชอร์วี่หันกลับมาอย่างรวดเร็ว มองเธอกับป้าแก้วอีกครั้ง
“ไม่ได้! นี่คือวิธีการลงโทษ ใครทำผิดก็ต้องถูกทำโทษ ทุกคนเคารพกฎเสมอ”
เขากระแทกเสียงตอกย้ำ เขาหันกลับกำลังจะเดินไปที่ค่าย พลันได้ยินเสียงมณฑา์ร้องตามมา
“ฉันชื่อ มณฑา์ พอใจรึยัง! ”
มณฑา์แค่นเสียงบอกเขาอย่างไม่เต็มใจ ผู้กองเชอร์วี่ หยุดชะงัก ยืนนิ่ง ฟัง
“ฉันบอกชื่อคุณแล้ว อย่าลืมเขียน ไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์หน้าแรก ของพวกคุณด้วยนะ ว่ามีฉัน คนที่พวกคุณจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต”
เธอกล่าวย้ำ ผู้กองเชอร์วี่ถอนหายใจ แล้วหันกลับมาช้าๆ ทอดสายตามองนิ่ง ที่หน้ามณฑา์แบบเย้ยๆ ทำหน้าดื้อใส่
“ผมอาจจะลืม.. เพราะเชลยและผู้ลี้ภัยมีหลายคน ผมคงจำไม่ได้… โดยเฉพาะชื่อที่เรียกยากๆ ยาวๆ...."
ชายหนุ่มบอก แล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง นึกสะใจ
"มณฑา์ แปลว่าอะไร ์ ผมรู้ …แต่มณฑา..แปลว่าอะไร..”
เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ ด้วยน้ำเสียงดูแคลน ปรับสีหน้าเป็เฉยเมย แบบไม่สนใจ
“มณฑา์ เป็ชื่อดอกไม้จ้ะพ่อคุณ ดอกไม้สีขาวที่มีกลิ่นหอมมาก ดอกสวยๆจ้ะ”
ป้าแก้วตอบแทนแล้วยิ้มแห้งๆ หน้าเสียนิดหน่อย มณฑา์หันไปค้อนป้าแก้ว
“งั้นเหรอ.. บังเอิญจริงนะ ทหารอย่างผม ไม่ชอบดอกไม้ด้วยสิ แปลกนะ เราเจอกันตั้งหลายวัน พึ่งจะมาบอกชื่อ ขอบใจ”
ผู้กองเชอร์วี่ แล้วยิ้มเยาะที่มุมปากนิดๆ มองหน้าป้าแก้วและมณฑา์ด้วยแววตาเย้ยๆ เขาหันกลับเดินไปที่ค่ายอย่างรวดเร็ว ทหารกลุ่มหนึ่ง คอยคุมเชลย ให้ทำงานต่อ ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงาน
"เลว ระยำ พวกเศษฝรั่ง แล้วพวกแกจะต้องเสียใจไปจนวันตาย กรรมจะตามสนองพวกแก อย่างสาสม"
หญิงสาวขบกรามแน่น แค่นเสียงพูดเบา
มณฑา์โกรธเขามาก ที่เขาทำเป็ไม่รู้สึกอะไรที่เธอโต้ตอบไป เขาเห็นเป็เื่ตลก ป้าแก้วพามณฑา์ไปนั่งพักกับคนอื่นๆใต้ต้นไม้ เธอรู้สึกเสียใจ ที่ทำให้ลุงแสงต้องได้รับโทษ ทั้งเชลยและผู้ลี้ภัย ต่างคุยกันถึงเื่ลุงแสงถูกขัง
“ตายแล้ว! ลุงแสง ต้องตกเป็เชลยเลยเหรอนี่ แค่พูดถึงการหลบหนีนะ มันยังคิดว่าวางแผนก่อฏเลย นี่ถ้าหนี จริงๆ คงยิงทิ้งเหมือนเชลยพวกนั้นแน่ๆ”
ป้าแก้วพูดเสียงสั่น พลางยกแขนเสื้อเช็ดเหงื่อ
บรูโน่กระวนกระวายใจ เป็ห่วงมณฑา์จะเดือดร้อน เขานั่งพักเหนื่อยอยู่ห่างๆ สายตามองไปบริเวณท้ายสวน เขาอยากจะหนีไปให้พ้นๆ แต่ก็คงได้แต่คิด ่นี้เป็่พักกินข้าว ทหารหลายคนนั่งรวมกลุ่มกัน หันมามองเชลยบ้าง แล้วก็คุยกันเป็ภาษาฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสจะนิยมกินมื้อเที่ยงตอนบ่ายสองโมง เน้นน้ำชา กาแฟ ขนมปังเบาๆ กลางวันไม่เหมาะสำหรับการหลบหนี บรูโน่คิด แล้วดื่มกาแฟกับขนมปังยามบ่าย กลืนอย่างฝืดคอ
ชั่วโมงต่อมาทหารประกาศให้ทุกคนทำงานต่อ เพราะจะต้องปลูกกาแฟสามไร่ ให้เสร็จภายในวันเดียว ตกเย็นทุกคนเร่งมือช่วยกันทำงานจนเสร็จ ทหารพาทุกคนเดินกลับค่าย ต่างคนต่างเดินทอดน่องด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนแรง
ตะวันเริ่มลับฟ้าส่องแสงสุดท้าย มากระทบสายแม่น้ำโขงยามเย็น ช่างสวยงามยิ่งนัก ลมพัดพาไอร้อนของไอพระอาทิตย์ที่เหลือไว้ ก่อนจะลับฟ้า มากระทบใบหน้าร้อนผ่าว นกฝูงใหญ่เริ่มบินกลับรัง คนถิ่นจะเรียกกันว่า ่เวลาผีตากผ้าอ้อม แว่วเสียงระฆังทำวัตรเย็น ดังมาไกลๆจากวัดป่าบ้านบึงสาน เสียงแห่งธรรมมะ เสียง์ที่ทุกคนได้ยิน อีกไม่นานก็จะไม่ได้ยินอีกแล้ว ผู้ลี้ภัยบางคนแอบสะอื้นเบาๆ เพราะบรรยากาศยามเย็น ช่างเงียบเหงา วังเวงชวนให้คิดถึงบ้าน คิดถึงอิสรภาพ ในวันเก่าๆ
ทุกคนกลับมาที่ค่าย แยกย้ายกันไปอาบน้ำ แล้วมากินข้าวเย็น อาหารมื้อเย็นเป็หมูย่างกับข้าวโพดต้ม และข้าวสวย เชลยบอกว่าพวกฝรั่งเศสไปสั่งซื้อข้าวจากฝั่งไทย ทางฝั่งไทยลักลอบขายข้าว เพราะยุคข้าวยากหมากแพง ขายข้าวให้ฝรั่งเศสจึงทำให้ได้ราคาดี หลังจากรับประทานมื้อเย็นเสร็จแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยความเพลีย