เมื่อหลินซือหย่วนเดินไปแล้วย่าหลินก็จับมือหูหลันเยวี่ยเบาๆ ก่อนพูดว่า "หนูเยวี่ยพวกเราสองบ้านสนิทกันขนาดนี้แล้วทำไมต้องมาพูดเรื่องเงินทองให้มันเสียความรู้สึกด้วยล่ะ?"
หูหลันเยวี่ยพูดขึ้น"หนูรู้ว่าพูดเรื่องเงินทองมันบาดใจแต่ทุกอย่างมันก็ต้องเป็นไปตามครรลองของมันค่ะ ผ้าพวกนี้มันแพงมากกางเกงยีนส์หนึ่งตัว อย่างน้อยก็ขายได้ยี่สิบห้าหยวนเลยนะคะผ้าที่ใช้ทำกางเกงก็ไม่ใช่ถูกๆ เหมือนกันค่ะ"
พอได้ยินว่ากางเกงขายได้ตัวละยี่สิบห้าหยวนเป็นอย่างน้อยย่าหลินก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง "ไม่ใช่ผ้าไหมเลื่อมลายเสียหน่อย ทำไมมันถึงได้แพงขนาดนี้?"
หูหลันเยวี่ยยิ้มแล้วตอบว่า"กางเกงยีนส์เป็นสินค้าจากต่างประเทศค่ะ มันแพงเพราะว่าหายาก"
ย่าหลินเข้าใจแล้ว"อะไรก็ตามที่มันมาจากข้างนอก มันก็ดูมีราคาขึ้นมาทันทีเป็นที่ต้องการขึ้นมาทันทีเลยสินะ"
ในขณะนั้นเองหลินซือหย่วนก็แบกของกินพะรุงพะรังเข้ามา
หลินซือหย่วนวางของกินลงตรงหน้าหูหลันเยวี่ย"ซื้อมาให้เธอทั้งหมดเลย ตอนกลับอย่าลืมเอากลับไปด้วยล่ะ"
ย่าหลินเหลือบมองหลานชายสุดที่รักของตนแวบหนึ่งแล้วเอ็ดว่า "ของเยอะขนาดนี้หนูเยวี่ยจะถือไหวเหรอ?ทำไมแกไม่บอกว่าจะช่วยแบกไปส่งที่บ้านเลยล่ะ?"
หลินซือหย่วนหัวเราะแห้งๆ"หลันเยวี่ย เดี๋ยวฉันช่วยเอาของไปส่งที่บ้านเธอนะ"
ของกินที่หลินซือหย่วนเอามาส่วนใหญ่เป็นขนมจากทางใต้นอกจากนั้นก็ยังมีหน่อไม้แห้งหนึ่งถุง เต้าเจี้ยวหมักสองขวดและเหล้าเหลืองอีกหนึ่งขวด
หลังจากมองดูของกินกับเครื่องดื่มที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วหูหลันเยวี่ยก็หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาอีกครั้ง "หลินซือหย่วน ถึงฉันจะไม่รู้ราคาผ้าแต่ฉันจะคิดราคาเป็นยี่สิบหยวนก็แล้วกันนะ เดี๋ยวฉันเขียนใบกู้ยืมยี่สิบหยวนให้"
ขณะที่พูดหูหลันเยวี่ยก็เขียนใบกู้ยืมเสร็จเรียบร้อยจากนั้นฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกจากสมุดเล็กๆ อย่างคล่องแคล่วแล้ววางไว้ตรงหน้าหลินซือหย่วน
หลินซือหย่วนหยิบใบกู้ยืมขึ้นมาดูแวบหนึ่ง"สมแล้วที่เป็นครู เขียนตัวหนังสือสวยจริงๆ"
พูดจบหลินซือหย่วนก็พับใบกู้ยืมเล็กๆ แผ่นนั้น "ถึงเธอจะเขียนใบกู้ยืมให้ฉันแล้วแต่เธอห้ามผิดสัญญาเรื่องตัดกางเกงยีนส์กับถักเสื้อไหมพรมให้ฉันนะ"
หลินซือหย่วนไม่ได้คิดจะเอาเงินค่าผ้าจากหูหลันเยวี่ยจริงๆหรอก ที่เขารับใบกู้ยืมเอาไว้ก็แค่ต้องการให้หญิงสาววางใจแล้วรับผ้าพวกนั้นไปก็เท่านั้นเอง
เขารู้ว่าหูหลันเยวี่ยเป็นคนให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของตัวเองมากซึ่งเรื่องนี้เขาก็เป็นเหมือนกัน
หลินซือหย่วนช่วยหูหลันเยวี่ยเอาของกลับบ้าน
เดิมทีย่าหลินตั้งใจชวนหูหลันเยวี่ยกินข้าวมื้อเย็นที่บ้านแต่หูหลันเยวี่ยปฏิเสธไปอย่างสุภาพ เธอรู้สึกว่าคนเขาเพิ่งจะได้เจอกันการที่เธอซึ่งเป็นคนนอกอยู่ในที่นั้นด้วยมันคงไม่เหมาะสม
หลินซือหย่วนช่วยหูหลันเยวี่ยเอาของไปส่งให้ถึงที่เขาพูดคุยกับสามีภรรยาหูฉางหมินเล็กน้อยแล้วก็กลับบ้าน
หลังจากที่เขากลับมาแล้วย่าหลินก็เตรียมทำเกี๊ยว
ทุกครั้งที่หลินซือหย่วนต้องเดินทางไกลหรือกลับมาจากการเดินทางไกล ย่าหลินก็จะทำเกี๊ยวเสมอ
การกินเกี๊ยวเป็นพิธีกรรมในวันสำคัญต่างๆของคนท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็เป็นวิธีการแสดงความรักของพวกเขาด้วย
เกี๊ยวสุกได้ที่สองย่าหลานก็ได้เกี๊ยวร้อนๆ คนละชามใหญ่จากนั้นก็ราดด้วยน้ำจิ้มกระเทียมที่ผสมเกลือ ซีอิ๊ว และน้ำส้มสายชูนี่แหละคืออาหารรสเลิศที่สุดในโลก
"หย่วนจื่อ ย่าบอกเรื่องของแกกับหนูเยวี่ยให้ป้าหงเหมยฟังไปแล้วนะ"ย่าหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"คุณป้าคงคิดว่าผมไม่คู่ควรกับหลันเยวี่ยใช่ไหมครับ?" หลินซือหย่วนถามเสียงแผ่ว มือที่ถือตะเกียบอยู่อ่อนแรงเกี๊ยวที่คีบขึ้นมาจึงหล่นกลับลงไปในชาม
ย่าหลินพินิจพิเคราะห์ใบหน้าอันหล่อเหลาของหลานชายสุดที่รักอย่างละเอียดถี่ถ้วนครู่หนึ่ง"เมื่อไหร่กันที่หลานย่ากลายเป็นคนขาดความมั่นใจแบบนี้?"
ย่าหลินยิ้มอย่างมีความหมาย"แกกลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าแกไม่คู่ควรกับหนูเยวี่ยก็เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เก่งขึ้นไปอีกสิ"
"คุณย่า ป้าเขาคิดว่าผมไม่คู่ควรกับหลันเยวี่ยจริงๆ ใช่ไหมครับ?"หลินซือหย่วนถามย้ำด้วยความร้อนใจ
ย่าหลินก็ไม่อยากให้หลานชายสุดที่รักต้องเป็นกังวลเลยรีบพูดให้ฟัง "ป้าเขาไม่ได้คิดว่าหลานไม่คู่ควรกับหนูเยวี่ยหรอกขอแค่หนูเยวี่ยมีใจให้ ป้ากับลุงก็จะไม่ขัดขวาง แต่ถ้าหนูเยวี่ยไม่ได้มีใจให้ต่อให้หลานเก่งกาจกว่านี้พ่อแม่ของเด็กคนนั้นก็จะไม่บังคับให้ลูกสาวแต่งงานกับหลานอยู่ดีย่าใช้ชีวิตมาจนป่านนี้ เห็นแต่พวกหัวสูงมาก็เยอะ แต่คนซื่อๆตรงไปตรงมาอย่างสามีภรรยาฉางหมินนี่หายากจริงๆ"
หลินซือหย่วนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก"ตกใจหมดเลย นึกว่าคุณย่าพูดถึงเรื่องนั้นไปแล้วแล้วต่อไปพวกเขาจะไม่ยอมให้หลันเยวี่ยมาคบกับผม"
พอเห็นหลานชายสุดที่รักที่ไม่เคยกลัวอะไรกลับเป็นคนที่คิดมากถึงเพียงนี้ ย่าหลินก็ทั้งขำทั้งเอ็นดู"ย่าดูออกว่าป้าเขาก็ยินดีที่จะดองกับบ้านเราแต่คนมีลูกสาวก็หวังว่าลูกสาวจะได้แต่งงานไปอยู่ไม่ไกลจากบ้านกันทั้งนั้นอย่างน้อยก็ควรจะได้แต่งงานกับคนใกล้ตัวที่รู้ตื้นลึกหนาบาง"
หลินซือหย่วนตอบรับแล้วก็กินเกี๊ยวต่อไป
หลินซือหย่วนดูออกว่าหูหลันเยวี่ยในตอนนี้ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยสนใจเรื่องความรักใคร่เท่าไหร่เขาก็เลยเต็มใจที่จะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป รอจนกว่าเธอพร้อมจะมีความรัก
ตราบใดที่สามีภรรยาหูฉางหมินเห็นชอบให้เขากับหูหลันเยวี่ยคบกันหลินซือหย่วนก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว
หลังจากกินเกี๊ยวไปได้สักพักหลินซือหย่วนก็เริ่มพูดคุยเรื่องการเปิดโรงงานกับย่าหลิน
ย่าหลินกล่าวว่า"เรื่องเปิดโรงงานย่าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกแกหาเวลาคุยเรื่องนี้กับหนูเยวี่ยดูสิหรือไม่ก็วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็พาสาวน้อยคนนั้นไปที่ตัวอำเภอไปดูสถานที่ที่แกจะเปิดโรงงานเสียเลย"
หลินซือหย่วนรีบรับคำ"ผมก็วางแผนไว้ว่าจะทำแบบนั้นจริงๆ ครับเด็กคนนั้นมีความรู้มากกว่าพวกเราทุกคนผมยังหวังให้เธอมาเป็นที่ปรึกษาให้ผมด้วยนะครับ"
หลังจากกินอาหารเย็นแล้วหูหลันเยวี่ยก็เอาผ้าที่เธอฝากหลินซือหย่วนซื้อมาให้พ่อแม่กับถิงถิงดู
"พี่คะ ผ้าสวยจังเลย!" ถิงถิงจ้องมองผ้าที่อยู่ในมืออย่างตื่นเต้นพร้อมกับลูบคลำมันไปมา
หูหลันเยวี่ยยิ้มให้พร้อมกับพูดว่า "ตอนนี้คนหนุ่มสาวในเมืองเขานิยมใส่กางเกงที่ทำจากผ้าแบบนี้กันทั้งนั้นเลยนี่เป็นสินค้าจากต่างประเทศได้ยินมาว่าในอำเภอเรายังไม่มีการขายผ้าแบบนี้เลยด้วยซ้ำ"
"เยวี่ยเยวี่ย ผ้าดีขนาดนี้ไม่เหมาะให้พวกเราใส่ในหมู่บ้านหรอกมั้ง"จ้าวหงเหมยก็ชอบผ้าที่ดูทันสมัยและให้ความสัมผัสที่หนาดีแบบนี้แต่เธอก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะให้ตัวเองใส่เท่าไหร่นัก
หูหลันเยวี่ยพูดขึ้นมาว่า"หนูจะตัดกางเกงยีนส์ให้พ่อกับแม่คนละตัวก่อนส่วนผ้าที่เหลือหลังจากตัดกางเกงแล้ว หนูจะเอาไปขายที่อำเภอค่ะ ถ้าขายดีหนูจะเอาผ้ามาเพิ่มอีก แล้วทำกางเกงยีนส์ขายต่อไปเรื่อยๆ"
หลังจากรู้ถึงแผนการของลูกสาวคนโตจ้าวหงเหมยก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะเธอก็ไม่ค่อยรู้เรื่องค้าขายอะไรอยู่แล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ววันเสาร์ก็มาถึง
ในตอนนี้ยังไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์โรงเรียนยังต้องเรียนครึ่งวันในวันเสาร์
ตอนที่ออกจากบ้านในตอนเช้าหูหลันเยวี่ยก็สั่งให้ถิงถิงไปหักข้าวโพดไว้แล้วกะเวลาให้เริ่มต้มตอนที่เธอใกล้จะเลิกสอน
หูหลันเยวี่ยจะไปขายข้าวโพดต้มในอำเภอ
ข้าวโพดในตอนนี้เหมาะที่จะเอามาต้มกินมากที่สุดถ้าปล่อยไว้อีกไม่กี่วันเมล็ดข้าวโพดก็จะแก่เกินกว่าที่จะเอามาต้มกินแล้ว
หูหลันเยวี่ยจำได้ว่าตอนที่เธออยู่ในเมืองช่วงเวลานี้ของทุกปี ข้างนอกจะมีคนมาขายข้าวโพดต้มและขายกันฝักละหลายเหมาเลยทีเดียว
ดังนั้นหลังจากที่รู้ว่าข้าวโพดที่บ้านสามารถหักเอามาต้มกินได้แล้วหูหลันเยวี่ยก็เกิดความคิดว่าอยากไปขายข้าวโพดต้มในอำเภอ
ตอนที่หูหลันเยวี่ยกลับมาจากโรงเรียนถิงถิงก็ต้มข้าวโพดเสร็จแล้ว
เนื่องจากข้าวโพดมีจำนวนมากหม้อธรรมดาจึงใส่ไม่ได้พวกเธอจึงใส่ลงไปในหม้อเหล็กขนาดใหญ่ที่ใช้ทำอาหารเลี้ยงหมู
หลังจากที่สองพี่น้องส่งข้าวเข้าปากได้ไม่กี่คำตอนนั้นข้าวโพดก็สุกได้ที่พอดี
พวกเธอเอาข้าวโพดที่ต้มสุกแล้วใส่ลงในตะกร้าจากนั้นก็คลุมด้วยผ้าพลาสติก
ขอแค่ในระหว่างทางไม่เสียเวลาเกินไปพอไปถึงอำเภอ ข้าวโพดก็น่าจะยังอุ่นๆ อยู่