การเรียนจะบังคับตามเวลาแค่่เช้า ส่วน่บ่ายสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองถนัดได้ หรือหากใครมีธุระก็สามารถกลับจวนได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อเรียนเสร็จ หลินเยว่ชิงจะปลีกตัวออกมาในทันที เพราะไม่ได้มีใจอยากอยู่ต่อ
หลินเสี่ยวหรงได้รับสิทธิ์ให้เรียนทักษะเสริมอื่นๆ แต่นางไม่ได้ได้สิทธิ์นั้นด้วย ไม่มีความจำเป็ใดๆ ที่นางต้องร้องขอ เพราะรู้คำตอบแน่อยู่แล้วว่าคงไม่ได้
ศาลาหินอ่อนที่เคยนั่งเรียนกู่ฉินต่อจากการเรียนภาคทฤษฎีในห้องบัดนี้ร้างผู้คน ต่างแยกย้ายกันไปเรียนวิชาแยกย่อยตามถนัด พื้นที่อื่นๆ ของสำนักบุปผา์ถูกจับจองโดยอาจารย์และลูกศิษย์กลุ่มหนึ่ง หากคนหนึ่ง้าเรียนหลายวิชาก็จะมีการนัดแนะระหว่างอาจารย์ด้วยกันแล้วแจ้งแก่ศิษย์ผู้นั้นอีกครั้งว่าต้องไปที่ใดก่อน
“เหลือเวลาอีกมาก ไม่ลองไปเดินเล่นในเมืองเสียหน่อยหรือ ใกล้ๆ นี้มีสระน้ำพุเ้าลองไปหรือยัง” ิญญาจ้าวเลี่ยงเฟิ่งยังไม่ย่อท้อในการชักชวน
“ข้าเคยไปมาแล้ว แต่เสี่ยวหรงเรียนดนตรีอยู่ที่นั่น”
“แล้วศาลาปลาล่ะ”
“นางเรียนร่ายรำที่นั่น”
จบการตอบคำถามได้โดยไม่ต้องถามต่อ บางครั้งจ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า์กำลังมอบด่านเคราะห์แบบไหนให้เด็กสาวผู้นี้ฝ่าฟันกัน เพราะจะทำอะไรก็ดูยากไปหมด
แม้หลินเยว่ชิงจะเรียกว่าหญิงสาวได้เต็มตัวแล้ว แต่สำหรับนางที่อาบน้ำร้อนมาก่อนยังคงมองสตรีผู้นี้เป็เด็กอยู่เสมอ คิดว่าต่อให้โตไปกว่านี้ก็คงไม่รู้สึกต่างไปจากเดิม
อดีตศิษย์สำนักนึกหาสถานที่ที่พอจะพาหลินเยว่ชิงไปได้ มิใช่กลับไปแต่สถานที่เดิมๆ
หลินเยว่ชิงชำเลืองมองนางครู่หนึ่งแล้วเดินต่อ จ้าวเลี่ยงเฟิ่งอยู่กับความเงียบจนคุ้นชินเสียแล้ว เพราะบทจะี้เีพูดนางก็ไม่พูดเลยจริงๆ หลินเยว่ชิงทำจนติดเป็นิสัย เพราะหากพูดคนเดียวคนอื่นก็จะหาว่านางสติไม่ดี และที่ผ่านมาก็ไม่มีใครอยากพูดคุยกับนาง
ที่นี่เป็เขตเมืองหลวงชั้นใน ไกลจากจวนหลินที่อยู่เขตเมืองหลวงชั้นนอก หากเดินกลับจวนก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะระยะทางไม่น้อยเลย แม้จะคิดว่าการเดินกลับดีกว่าต้องทนอึดอัดกับหลินเสี่ยวหรงไปตลอดทาง แต่คงเป็ภาระให้ร่างกายในภายหลังแน่ ครั้นจะจ้างรถม้าสักคันนางก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ั้แ่เข้ารับการศึกษามา นางยังไม่เคยได้ออกไปเปิดหูเปิดตาสักครั้ง แม้ใจนึกอยาก แต่สิ่งที่ต้องประสบอันเป็เงื่อนไขแลกเปลี่ยนทำให้นางยอมอุดอู้เป็กบในกะลาต่อไปก็ได้
มีหลายครั้งที่หลินสี่ยวหรงตั้งใจกลั่นแกล้งตน โดยหากนางมาช้ากว่าก็จะไม่รอแล้วให้คนขับออกรถเลย นางจึงต้องเดินกลับอย่างเลี่ยงไม่ได้ และต้องรีบเพื่อไม่ให้กลับถึงจวนตอนฟ้ามืดไปเสียก่อน
หลินเยว่ชิงทำได้เพียงหาสถานที่สงบเพื่อหลบหลีกจากผู้คน และรอเวลานั่งรถม้ากลับจวนพร้อมหลินเสี่ยวหรง
แม้ตามรายทางในเมืองหลวงชั้นในจะสว่างเพราะไฟตามร้านรวงขนาบข้างสองฝั่งถนน แต่ชั้นนอกนั้นไม่เหมือนกันที่ร้านต่างๆ เริ่มบางตา ยิ่งทางไปจวนหลินยิ่งมืดมิด และิญญาที่ได้เห็นในยามกลางคืนนั้นน่ากลัวกว่าตอนกลางวันหลายเท่านัก
ภายในสำนักบุปผา์ นอกจากจะมีการสอนเื่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสตรีแล้ว ก็ยังมีหอตำราเจ็ดชั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสำนักอีกด้วย
ที่นี่เป็สถานที่ที่หลินเยว่ชิงมาอาศัยหลบหน้าผู้คนอยู่เป็ประจำ นางมักขึ้นมายังชั้นบนสุด ซึ่งเป็ชั้นจัดวางตำราเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางทหาร อาวุธและการต่อสู้ ซึ่งเป็ตำราที่บุรุษศึกษา และในเมื่อไม่ค่อยมีสตรีใดสนใจศึกษาเื่เหล่านี้ จึงทำให้ผู้คนบางตา เพราะด้านนอกนั้นก็ยังมีร้านค้าและหอตำราให้บุรุษออกไปจับจ่ายหามากันได้ ไม่จำเป็ต้องมาค้นหาในสำนักบุปผา์เสียทุกเล่ม
อยู่ที่นี่ไม่มีใครระรานนาง ขอแค่ไม่ส่งเสียงรบกวน บรรณารักษ์ก็จะไม่ไล่นางออกไป ภายในชั้นมีหน้าต่างอยู่รอบด้าน ชั้นตำรา และมีโต๊ะมากมายที่เรียงรายไว้
“เลือกมาที่นี่ก็สมเป็เ้า มีเื่ใดสนใจอยู่หรือไม่ ข้าแนะนำให้เ้าได้นะ”
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งได้รับคำตอบเป็ความเงียบอีกเช่นเคย แต่นางชินกับพฤติกรรมนี้เสียแล้วจึงไม่ถือสา หลินเยว่ชิงเดินไปเลือกมุมประจำของตัวเองที่อยู่หลังชั้นตำรา ฝั่งหนึ่งของที่นั่งติดหน้าต่างจึงทำให้มองเห็นทิวทัศน์ข้างนอกได้ทั่วถึง หญิงสาวผู้ดูไม่เข้ากับห้องที่มีหนังสือมากมายจนล้นทำการยกหนังสือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะไปจัดเรียงเข้าที่เดิมเพื่อให้ตัวเองนั่งสบายขึ้นหน่อย
“เ้าก็เป็เด็กดีนี่นะ”
“ข้าแค่ไม่อยากเดือดร้อน”
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งได้ฟังก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าแค่เอาตำราและม้วนกระดาษไปคืนชั้นมันจะเสียหายตรงไหน
ภายหลังจึงได้มารู้ว่าหากมานั่งเฉยๆ บรรณารักษ์ก็จะเชิญออกไป ทุกครั้งที่มานางจึงช่วยจัดตำราให้เข้าที่ คล้ายเป็แลกเปลี่ยนโดยไร้วาจา เมื่อนางมาช่วยจัดเก็บม้วนตำราตามหมวดหมู่ ตาเฒ่าบรรณารักษ์ก็ไม่ไล่นางออกไปจากห้องสุ่มสี่สุ่มห้าอีก
เพราะแม้จะเป็ถึงหอตำราเจ็ดชั้นของสำนักบุปผา์ แต่พวกหน้าไม่อายที่แค่เก็บของให้เข้าที่ยังทำไม่ได้สร้างภาระงานให้เ้าหน้าที่เกินจำเป็ พอหลินเยว่ชิงออกตัวช่วยจึงลดภาระเขาไปได้มาก ขอแค่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครตาเฒ่าบรรณารักษ์ก็จะปล่อยผ่าน หากถูกไล่ออกไปหลินเยว่ชิงก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน การไปยืนรอที่รถม้าเลยเป็อะไรที่ทรมานนัก ไม่มีอะไรน่าอภิรมย์ นางเคยลองแล้วในวันแรกที่ได้รับการฝากเข้าศึกษา ปรากฏว่าหลินเสี่ยวหรงไม่พอใจที่นางมายืนรอเพราะเหมือนนางไปกดดันให้เ้าตัวรีบเลิกเรียนเพื่อจะได้กลับบ้านเร็วๆ วันนั้นนางถูกสาดน้ำแกงใส่เหมือนเมื่อหลายวันก่อน ช่างไม่มีอะไรน่าจดจำ
หลินเยว่ชิงนั่งเท้าคางมองเหม่อไปยังทิวทัศน์ไกลโพ้น หากไม่ได้ออกไปเที่ยวชมด้วยตาอย่างใกล้ชิด มองอยู่ไกลๆ ก็ยังดี ในขณะที่นางกำลังดื่มด่ำกับความเงียบเพื่อรอเวลากลับจวน จ้าวเลี่ยงเฟิ่งผู้เป็อดีตฮองเฮาก็คิดถึง่เวลาสมัยที่ตนเองเคยเรียนอยู่ที่นี่ ใครจะรู้ว่าตำราในชั้นพวกนั้นล้วนผ่านตาของนางมาหมดแล้ว หากประสาทััทั้งห้าของสตรีชั้นสูงยังใช้การได้ คงได้กลิ่นกระดาษเก่าและน้ำหมึกที่ชวนให้คิดถึง
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งรู้สึกวูบโหวงในใจยามเมื่อได้มองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกนั่น อาคารสูงซึ่งอยู่เยื้องกันทำให้นางเผลอปล่อยตัวเองหลุดลอยไปในอดีตจนเผลอเอ่ยบางอย่างออกมา
“ตอนที่ข้ายังเยาว์ก็ชอบขึ้นมาบนหอตำรานี้เช่นกัน เ้ามองเห็นอาคารสูงที่อยู่ตรงนั้นไหม...” หญิงสาวร่างโปร่งแสงชี้ไปยังอาคารสูงหลังหนึ่งที่อยู่ถัดไปไม่ไกล หลินเยว่ชิงได้ฟังก็ไม่ได้ออกความเห็น แต่ยังตั้งใจฟังที่อีกฝ่ายพูดอยู่
“ที่นั่นคือสำนักอูซือ เป็ที่ที่มารดาของข้าทำงานอยู่”