ตอนที่ 14
“เช่นนั้นทุกครั้งที่ข้าสนทนากับเ้า ข้าจะมองหน้าเ้าดีหรือไม่”
“ก็ควรจะเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ”
หานซวนเหลือบมองหน้าอีกคนที่นั่งอยู่บนเตียง เขาก้มลงคว้าหน้ากากไว้ในมือและเดินไปที่ลิ้นชักหัวเตียงเพื่อหยิบผ้าปิดตาออกมาคาดไว้เช่นเดิม
“ท่านต้องคาดตาไว้ตลอด หากเปิดไว้อย่างวันนี้เศษฝุ่นจะเข้าตาได้ เช่นนั้นตาท่านจะไม่หายนะเ้าคะ”เลี่ยงหลิ่งเดินเข้ามายืนต่อหน้าอีกคน
“ตาข้าบอด ไม่ได้เป็แผล ไม่มีวันหาย”
ตาบอด? บอดอย่างนั้นรึ? ตาบอดอะไรสีดวงตาจะใสเช่นนั้นกัน นางไม่เคยเห็นมาก่อน นางคิดว่านางอ่านมาถูกต้อง ในตำราบอกว่าคนตาบอดจะสีตาขุ่นมัว แก้วตาไม่ใสเหมือนอย่างหานซวน
“เ้ามีข้อสงสัยใดเกี่ยวกับตาข้าอีก ยังไม่พอใจเ้าอีกเช่นนั้นรึที่ได้เห็นตาข้างที่บอดของข้าแล้ว”
“จริงสิ! เ้าไป๋เซ่อ ลืมเสียสนิท”นางมองหน้านิ่งพักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเื่พูดทันควัน เหมือนนางมองอากาศนึกว่าจะทำสิ่งใดแต่ลืมว่าจะทำ พอนึกออกก็รีบเบี่ยงตัวเดินไปเปิดกล่องนำที่นอนของไป๋เซ่อออกมา
“นอนตรงนี้นะไป๋เซ่อ ข้าดูแล้วเ้านอนใกล้หน้าต่างไม่ได้ จวนของตาแก่ปากร้ายนี่ข้างหน้าต่างห้องหอเป็สระบัว หากข้าให้เ้านอนตรงนั้น เ้าได้กลายเป็ตุ๋นกระต่ายแน่”นางอุ้มกระต่ายน้อยขนปุยออกจากกรง ขอโทษขอโพยที่ให้อยู่ในกรงเสียนาน เ้าของห้องยื่นมองอยู่ไม่ไกล นางห่วงกระต่ายมากกว่าตนเอง แปลกคนเสียจริง “ท่านมองข้าด้วยเหตุใด แยกย้ายกันพักผ่อนเถิดเ้าค่ะ”
“แยกย้ายไปใย เขาให้อยู่ในห้องจนกว่าจะเช้า”
“ข้าไม่ถือเ้าค่ะ”
“ข้าถือ”
“คนแก่อย่างท่าน แม้จะถือข้าก็ไม่แปลกใจและไม่สนใจด้วย ข้าจะไปอาบน้ำ โปรดท่านแม่ทัพให้ความเป็ส่วนตัวข้า”
หานซวนหัวเราะในลำคออีกครั้ง เขาแทบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำกระมังว่าเวลาสนทนากับเลี่ยงหลิ่ง เขาหัวเราะออกมาแล้วกี่ครั้ง
แม่ทัพใหญ่เดินออกมาจากห้องนอน เขามานั่งรออยู่ด้านนอกให้นางได้ทำธุระส่วนตัว แต่เขารู้อยู่แล้วว่านางจะล็อคประตูทันทีเป็แน่และแน่นอนว่าเขาจะไม่มีทางได้เข้าไปในนั้นจนกว่าจะรุ่งเช้า
กึ่ก
เสียงล็อคประตูดังขึ้นทันทีที่หานซวนก้าวพ้นประตูห้องนอน เขายืนมองประตูห้องที่ล็อคเมื่อครู่ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
เขาไม่ถือสานาง ตามนิสัยของเลี่ยงหลิ่งไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจอะไร นางเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว ตามประสาเด็กดื้อรั้นก็พอจะเข้าใจได้
“ข้าจะทำเช่นไรดี! ผู้ใดจะไปคิดกันว่าคนที่เป็เ้าบ่าวของข้าจะเป็หานซวน! พูดจาร้ายกาจเช่นนั้นสักวันข้าคงอยากเอาหมอนอุดปากเขาเป็แน่”เลี่ยงหลิ่งเดินไปมาอยู่คนเดียวภายในห้อง นางว่าแล้วเชียวท่านพ่อท่านแม่ต้องหลอกให้นางแต่งงานเป็แน่
เพราะคำว่าบัญชาจากเบื้องบน จึงทำให้ตระกูลเหลียนทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากส่งบุตรสาวให้ตระกูลฟานเท่านั้น!
“ข้าว่าแล้วเชียว ชื่อแส่เ้าบ่าวข้าก็ไม่รู้ บอกแต่เป็ตระกูลสูงศักดิ์เป็คนตามที่ข้า้า ที่แท้ก็หลอกเอาข้ามาแต่งงานเพื่อที่จะได้พ้น ๆ ไปแค่นั้นเอง”
“คนที่ควรจะได้แต่งงานกับแม่ทัพหานซวนคือพี่ซูหนี่ว์ ไม่ใช่ข้า”เลี่ยงหลิ่งถอนหายใจเซ็งแส่ แต่พอคิดไปคิดมาก็ดีแล้วที่เ้าสาวของหานซวนคือนาง ขืนเป็ซูหนี่ว์คงแย่แน่
“เอาเถอะ อย่างน้อยข้าก็ยังพอต่อกรกับเขาได้ หากเป็พี่ซูหนี่ว์ นางคงทุกข์ใจมากแน่ คิดไปก็สมควรอยู่ที่เป็ข้า ลูกนอกคอกเช่นข้าโดนตัดหางปล่อยวัดเข้าจริง ๆ แล้ว”คิดไปก็ทำเช่นไรไม่ได้ นอกจากประวิงเวลาให้เขาไม่แตะต้องเนื้อตัวนางไปมากกว่านี้ เมื่อครู่ก็นางก็แค่เผลอให้เท่านั้นหรอก ไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้เสียหน่อย
“ไป๋เซ่อ รุ่งเช้าข้าจะมองหน้าเขาเช่นไรดี”
“แต่..! แต่ข้าไม่ได้รังเกียจเขาที่เขาตาบอดหรอก แต่คนผู้นั้นปากร้ายเกินกว่าที่ข้าจะอยู่ร่วมกับเขาได้ แต่ข้าไม่ได้ว่าตัวเองดีนะ อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้ปากร้ายเช่นนั้น”นางเถียงกับตนเองอยู่เนือง ๆ พูดให้ไป๋เซ่อฟัง มันก็ฟังไม่รู้ภาษาคน ก็เหมือนบ่นกับตนเองอยู่อย่างนั้น
เสียงประตูค่อย ๆ ถูกเปิดออกกลางดึก เลี่ยงหลิ่งชะโงกหน้าออกมามองเห็นเ้าบ่าวนั่งอยู่ตรงเก้าอี้และหลับตาอยู่
นั่งหลับเหมือนนั่งเฝ้ายามอยู่เช่นนั้น นางจึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ อย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าคนที่หลับตาอยู่จะยังไม่หลับ นางหยิบเอาไม้เกาหลังที่อยู่ไม่ไกล ยื่นไปแตะตัวหานซวนเล็กน้อย พอไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองก็พอวางใจ นางเอาผ้าห่มที่หยิบติดมาด้วยคลี่ออกและคลุมให้เขา
“หรือข้าควรจะบอกให้เขาเข้าไปนอนในห้องดี ๆ กันนะ”นางพูดเสียงเบา แต่ก็ไม่ไว้วางใจคนอีกผู้ ไม่รู้ว่าหากปล่อยเข้าไปแล้ว เขาจะทำอะไรนางอีกหรือไม่ แต่ในขณะเดียวกันเหตุการณ์ที่เขาช่วยชีวิตนางไว้ก็ทำให้นางถอนหายใจออกมา ถึงอย่างไรเขาก็เป็ผู้มีพระคุณแก่นาง นางจะปล่อยให้เขานอนตรงนี้ได้เช่นไร
“หานซวน..”
“ท่านแม่ทัพ..”
“นี่ท่าน..”นางใช้นิ้วจิ้มที่แก้มของหานซวนไปที อะไรจะหลับลึกปานนั้นกัน
“ท่านเป็อะไรหรือไม่ หานซวน! ตื่นสิ!”เมื่อปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น นางจึงเอาหน้าเข้ามาใกล้และเขย่าตัวเขาเล็กน้อย
แต่พอนางเผลอเอาหน้ามาใกล้แล้ว คนที่นั่งหลับอยู่ก็ลืมตาขึ้นหันหน้ามามอง ทำให้จมูกโด่งรั้นชนเข้ากับจมูกนิ่มของเลี่ยงหลิ่ง
เลี่ยงหลิ่งผงะออกมา เอามือปิดจมูกตัวเองทันที
“ท่านตื่นอยู่ เหตุใดไม่ขานกลับ!”เมื่อตั้งสติได้ก็ทำท่าจะบ่นกล่าว ถึงนางจะคิดว่าการถูกเนื้อต้องตัวชายสำหรับนางแล้วเป็เื่ที่เล็กก็เถอะ
“เ้าเอาหน้าเข้ามาใกล้ข้าเอง ข้าหลับอยู่จะรู้ได้อย่างไร”หานซวนทำท่าไม่รู้ ทั้งที่จริงแล้วเขาไม่ได้หลับั้แ่แรก แค่พักสายตาเล็กน้อยเท่านั้น
ถึงจะไม่เห็นแต่แค่เสียงฝีเท้าของนาง เขาก็รู้แล้วว่ากำลังเดินเข้ามาใกล้
“ท่านไม่ได้หลับ เพราะฉะนั้นท่านผิด ข้าไม่เชื่อว่าแม่ทัพอย่างท่านจะไม่ได้ยินเสียงเท้าของผู้อื่น”
“หากเ้าไม่เชื่อ แล้วเมื่อครู่เ้าจะใไปใยที่ข้าไม่ลืมตาขึ้นมา”
“ข้า..ข้าก็แค่..”เลี่ยงหลิ่งหาทางเอาเหตุผลมาเถียง แต่ทุกคำที่เขาตอบกลับมา ทำให้นางไม่สามารถหาเหตุผลมาเถียงกับเขาได้
“ว่าอย่างไรเล่าฮูหยิน”หานซวนเอ่ยถาม ความกวนประสาทที่มีมาแต่ก่อนแต่ไรแล้ว พอเป็เลี่ยงหลิ่งที่อยู่ตรงนี้ เขาจึงแสดงมันออกมาได้อย่างนึกสนุก ส่วนเลี่ยงหลิ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ก่อนจะหายใจเข้าออกลึก ๆ สงบอารมณ์ “ท่านเข้าไปนอนในห้องเถิด นอนตรงนี้ประเดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี”
“แต่มีข้อแลกเปลี่ยน! ท่านกับข้าห้ามใกล้กันมากกว่าหนึ่งวา”นางบอกพร้อมกับถอยออกไปอีก เพื่อกะระยะให้เขาเห็นว่า แค่นี้พอดีแล้ว
“ห่างไป เวลาเ้าพูด ข้าไม่ได้ยิน”
“ได้ยิน เหตุใดจะไม่ได้ยิน ข้าคิดมาดีแล้วว่าเท่านี้พอดี”
“แล้วเหตุใดข้าต้องทำตามที่เ้าบอก ข้าเป็สามีและเป็ผู้มีพระคุณของเ้า ข้ามีสิทธิ์จะแตะเนื้อต้องตัวเ้า”เขาตอบหน้าตาย แค่อยากลองเชิงนางเท่านั้น ตามจริงเขาไม่ได้อยากจะล่วงเกินนาง
“เราสองคนไม่รู้จักกันอย่างจริงจังมาก่อน ตอนเจอครั้งแรกท่านดึงหูกระต่ายข้า เจอกันครั้งที่สองท่านช่วยชีวิตข้าถือเป็ผู้มีพระคุณ เจอกันครั้งที่สามท่านอยู่ในงานแต่งงานของพี่สาวข้า ดูแล้วแค่ผิวเผิน ท่านเป็ได้แค่ผู้มีพระคุณ ยังไม่ถึงขั้นเป็สามีสำหรับข้า”
“แล้วเ้ารู้จักหรือไม่ว่า เจอกันครั้งที่หนึ่งถือเป็เื่ทั่วไป เจอกันครั้งที่สองเป็เื่บังเอิญ เจอกันครั้งที่สามเป็พรหมลิขิต”
“ว่าอย่างไรเ้าคนหัวแหลม ตอบกลอนนี้ได้หรือไม่”
“ข้าเห็นด้วยแต่ข้าไม่ถือเ้าค่ะ ทุกอย่างเป็เื่บังเอิญสำหรับข้า”
“แต่ข้าถือ”
“ถือไว้นาน ๆ หนักนะเ้าคะ”นางบอกแค่นั้นและรีบเดินเข้าไปในห้อง หานซวนลุกขึ้นเดินเข้ามาในห้องและอุ้มไป๋เซ่อขึ้นมาลูบหัว “เลี่ยงหลิ่งไปนอนกับข้าดีกว่า เ้านายของเ้าจะได้พักผ่อนอย่างสบายใจ”
“ข้าบอกแล้วอย่างไรล่ะเ้าคะ ว่าเ้านี่ชื่อไป๋เซ่อ ไม่ใช่เลี่ยงหลิ่ง”นางหันควับมามอง พอโดนเรียกและพูดด้วยประโยคเช่นนั้นแล้ว นางก็รู้สึกร้อนขึ้นที่หน้าเหมือนมีเล็กร้อนมาทาบ
“แล้วจะเอากระต่ายของข้าออกไป ข้ายังไม่ได้อนุญาตท่านเลย”
“ของของเ้าก็คือของของข้า ข้าจะเอามันออกไปที่ใดก็เื่ของข้า”
“ไม่ได้สิ ท่านแม่ทัพหานซวน ได้โปรดปล่อยไป๋เซ่อลงตรงที่นอนของมันด้วยเ้าค่ะ ไป๋เซ่อนอนที่อื่นไม่ได้นอกจากนอนกับข้า”
“ข้าก็นอนไม่ได้ถ้าไม่มีเลี่ยงหลิ่ง”
“ท่าน!”
“ข้าพูดกับกระต่าย ไม่ใช่เ้า ไม่ต้องคิดไกล”
พอเล่นจนสบายใจแล้วก็เดินกลับออกมาข้างนอกเช่นเดิม ปล่อยให้อีกคนอารมณ์กรุ่น เป็ห่วงสัตว์เลี้ยงของตน “เ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่ฆ่ามันทิ้งหรอก”
“ตราบใดที่มันไม่แทะสิ่งของในจวนข้า”เมื่อเห็นว่านางยังมีท่าทีกังวล เหลือบมองเป็ระยะและไม่ยอมปิดประตูเขาจึงบอกกล่าวแก่นาง
“ท่านไม่ชอบสัตว์ เหตุใดจึงเอาไป๋เซ่อออกไปนอนกอด เอามันคืนให้ข้าเถิด ข้าสัญญาว่าจะไม่ให้มันแทะไม้ของจวนท่านและสิ่งของอย่างอื่นในจวน”
“ยกเว้นหูท่าน”ประโยคสุดท้ายนางพูดเสียงเบานึกหมั่นไส้คนอีกผู้ที่นั่งลูบหัวกระต่ายอยู่
“หากมันแทะหูข้า ข้าจะแทะหูเ้าแทน ดีหรือไม่เล่า”
“เหตุใดจึงเป็คนกวนประสาทเช่นนี้เ้าคะ ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว แต่อย่าทำอะไรไป๋เซ่อเชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะ..”
“เ้าจะทำสิ่งใด”
“ข้าจะ..จะเผาจวนท่านทิ้ง ไม่ต้องให้มีที่อยู่กันไปเลย”
เลี่ยงหลิ่งเดินหลบเข้าไปในห้อง ทำเป็พูดไป หากเขาทำขึ้นมาจริง ๆ นางก็ทำสิ่งใดเขาไม่ได้อยู่ดี
“เ้านายเ้านี่ช่างแสบเหลือทน เ้ากระต่ายป่า”พอภรรยากลับเข้าไปในห้องหอ เขาก็หันหน้ากลับมาพูดกับกระต่ายที่อุ้มอยู่ ขนปุกปุยตัวเล็กน่ารักเป็เหตุผลที่ทำให้เขามักจะเรียกมันว่าเลี่ยงหลิ่ง
กระต่ายตัวนี้อยู่ในจวนเขาั้แ่ทีแรก นางนั่นแหละที่หลงเข้ามาเพราะจวนของเขาทางด้านหลังเป็ทางเชื่อมออกไป เวลามีเหตุฉุกเฉินออกทางด้านหลังจะไวกว่า แต่ถึงจะไม่มีกำแพงกั้นอนาเขตก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้หากเห็นป่าดอกไม้จวนแม่ทัพหรอก
นางหลงเข้ามาเพราะอยากได้กระต่ายตัวนี้ ไป๋เซ่อเป็กระต่ายของเขาั้แ่แรกอยู่แล้วเหตุเพราะอยู่ภายในอนาเขตจวนของเขา
นางช่างไม่รู้ประสีประสาแต่เป็เด็กดื้อที่รอบรู้ สรรหาเอาความรู้เข้าหัวอยู่ตลอดเวลา เื่นี้เขารู้ได้จากคุณชายตระกูลหวงผู้เปรียบเสมือนนายทะเบียนราษฎร์
รายนั้นไม่ควรเป็เสนาบดีกรมการคลังต่อจากบิดาหรอก ควรจะเป็นายทะเบียนราษฎร์เสียมากกว่า
“เ้าเป็ของข้า”
“และเ้านายของเ้าก็เช่นกัน”