เมื่อมองเห็นท่าทีของทั้งคู่แล้ว ปากของหลินเฟิงก็ขดเป็รอยยิ้ม ขณะเดียวกันเขาก็ได้โบกมือ จากนั้นกระบี่เซียนเหินก็ได้ลอยตรงไปเบื้องหน้า เย่เสวียน
“เย่เสวียน เ้ายังมัวรออะไรอยู่อีก?”
“เหตุใดยังไม่รีบคว้ากระบี่เอาไว้?”
“อ๊ะ?! ขอรับ”
เย่เสวียนที่ตกอยู่ในภวังค์ของกระบี่เซียนเหินโดยจ้องไม่วางตา เมื่อได้ยินเสียงของหลินเฟิง เขาก็ได้สติกลับคืนมา
เขาขจัดความคิดฟุ้งซ่านออกพร้อมกับกลั้นลมหายใจ รีดเค้นพลังปราณทั้งหมดในร่างกายและคว้ากระบี่เซียนเหินที่อยู่กลางอากาศ
เขาตระหนักดีว่ากระบี่ระดับนี้คงไม่ยอมจำนนให้เขาง่าย ๆ โดยเฉพาะมันที่มีสัมปชัญญะเป็ของตัวเอง มันย่อมเปรียบดั่งม้าพยศซ้ำยังเป็อันตรายอย่างยิ่ง
ทว่าเย่เสวียนก็ยังประเมินความสามารถของกระบี่เล่มนี้ต่ำไป
ยามที่เขาจับด้ามของกระบี่เซียนเหิน พลังงานจากกระบี่อันเฉียบคมก็เข้าปกคลุมร่างของเขาพร้อมกับลากไถออกไปไกลหลายสิบจั้งในพริบตา
‘ปังง!!’
เย่เสวียน ที่โดนกระบี่ลากไถลออกไปไกลได้ชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งจนกระดูกของเขาแทบจะแตกเป็เสี่ยง ๆ
‘ผลั่ก’
ไม่แม้แต่จะได้สบถสักคำ กระบี่เซียนเหินยังคงลากเขาออกไปไกลอีกหลายสิบจั้งจนกระแทกเข้ากับต้นไม้อีกต้น
‘ปังงง!!’
ในเวลานี้เขารู้สึกเวียนหัวจนทำอะไรไม่ถูก แต่กระบี่เซียนเหินยังคงลากเขาจนไปชนกับก้อนหินก้อนหนึ่ง
คราวนี้ เย่เสวียนถึงกับกระอักเืออกมา
การถูกลากและชนเข้ากับต้นไม้ก้อนหินแบบนี้ มันกระตุ้นโทสะเขาอย่างยิ่งยวด เขากระทืบเท้าลงบนพื้นพร้อมกับรวบรวมปราณทั้งหมดในร่างกายและเหนี่ยวรั้งกระบี่เซียนเหินไว้อย่างสุดแรงเกิด
อย่างไรก็ตาม กระบี่ระดับเซียนที่เป็ที่หมายปองของคนจำนวนนับไม่ถ้วนจะควบคุมได้ง่าย ๆ แบบนี้ได้เช่นไร?
พริบตาที่กระบี่เซียนเหินเปล่งแสงสว่างและส่งเสียงหึ่ง ๆ ออกมา แรงกดดันที่เฉียบคมก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จากนั้นมันก็ลากเย่เสวียนออกไปด้วยพลังที่มากกว่าเดิม
ขาทั้งสองของเขายังคงตรึงไว้อยู่บนพื้นดินโดยที่ถูกลากออกไปเป็ทางยาวสองฉื่อ เท้าของเขาเริ่มจมลงไปในพื้นดิน ที่ฝ่าเท้าเริ่มมีเืไหลซิบออกมาให้เห็นแล้ว
แต่เวลานี้ไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้แม้แต่น้อย เขาเริ่มออกแรงดึงเพื่อควบคุมกระบี่เล่มนี้ให้มากขึ้นไปอีก
แต่อย่างไรก็ตามกระบี่เล่มนี้มีชื่อเสียงเป็ของมันเอง อีกทั้งระบบยังส่งมอบมาให้ เช่นนั้นย่อมไม่อาจจินตนาการถึงพลังที่แท้จริงของมันได้
เมื่อถอยหลัง กระบี่จะฉุดไปด้านหน้า
เมื่อไปทางซ้าย กระบี่จะย้ายไปทางขวา
เมื่อย่อลง กระบี่จะพุ่งขึ้นฟ้า
ท้ายที่สุดเย่เสวียนก็ถูกกระบี่เซียนเหินกระชากขึ้นสู่ท้องฟ้า เวลานี้เขารู้สึกอับอายจนไม่สามารถมองหน้าใครได้อีกในชีวิต
จมูกเขียว หน้าบวม ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง าแเต็มตัว...
จนเขานั้นแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
สำหรับความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ การจะให้กระบี่เซียนเหินยอมรับเขาเป็นายเท่ากับว่าเป็การรนหาที่ตายดี ๆ นี่เอง
“สุดท้าย...ก็มิอาจทำให้มันยอมรับเป็นายได้งั้นหรือนี่ ข้ากำลังจะล้มเหลว?”
“ช่างหัวมันแล้ว!!”
“อภัยให้ข้าด้วยท่านเ้านิกาย!!”
ดวงตาของเย่เสวียนกลายเป็สีแดงก่ำ เขารู้สึกโศกเศร้าและรู้สึกอัปยศเป็อย่างมาก
มือของเขาที่จับอยู่ด้ามกระบี่นั้น ใกล้จะคว้าไม่อยู่เต็มที
“เย่เสวียน อย่าเพิ่งถอดใจ ข้าจะให้โอสถเสริมจิติญญาแก่เ้า”
ไม่ทันที่จะพูดจบดี หลินเฟิง ก็ได้สะบัดนิ้วของเขาพร้อมกับที่เม็ดยาสีเขียวโปร่งแสงเท่านิ้วก้อยพุ่งเข้าปากของเย่เสวียน
โอสถเสริมจิติญญานี้เป็ระบบที่มอบมาให้ ซึ่งเป็โอสถที่เหมาะสำหรับผู้ฝึกฝนวิถีกระบี่
ทันทีที่โอสถเข้าปาก มันก็กลายเป็ลำธารไหลลงไปยังแขนขาและกระดูกอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้ราวกับพื้นที่แห้งแล้งได้ัักับสายฝน ปราณิญญาที่หมดลงได้ปะทุพลุ่งพล่าน ขณะที่บนใบหน้าของเขาในยามนี้ผุดเม็ดเหงื่อขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
บูม!
บูม!
.......................
พลังกำลังเพิ่มพูน
เย่เสวียนหัวเราะขึ้นราวกับคนเสียสติ พร้อมกับเริ่มกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับกระบี่เซียนเหินอีกครั้ง
หลินเฟิง และ ซวนหยวนชิงเทียน ต่างปกป้องอยู่ห่าง ๆ เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนเย่เสวียน
‘ย๊ากกกก!!’
เสียงกู่ร้องดังสนั่น
ราวกับม้าพยศปรากฏขึ้นทันใด พลังกลับมาเต็มเปี่ยมแล้ว!
“ปั้งง!!”
กระบี่เซียนเหินส่งเสียงดัง ‘หึ่ง ๆ ’ ในขณะที่เย่เสวียนยืนอยู่บนพื้นอย่างมั่นคง
แม้เวลานี้เขาจะดูเคอะเขินจากการเสียหน้า แต่อารมณ์ของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความสุข
ดวงตาของเขาเปล่งประกายสะท้อนแสงเฉกเช่นสีเดียวกับตัวกระบี่
กระบี่เซียนเหินอาวุธเซียน เวลานี้เย่เสวียนได้มันอย่างสมบูรณ์แล้ว
ในขณะนี้เขารู้สึกได้ถึงห้วงสมุทรปราณที่เปี่ยมไปด้วยความเฉียบคมและสง่างามในตัว จิติญญาของเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
และภายในจิตของเขารับรู้ถึงการดำรงอยู่ของกระบี่เซียนเหินได้อย่างเด่นชัด เขาสามารถััได้ถึงความสุข ความโศกเศร้า จากผู้เคยถือมันมาก่อนด้วย
เย่เสวียน อดไม่ได้ที่จะจินตนาการวาดฝันถึงอนาคต “ตอนนี้ข้าสามารถควบคุมกระบี่เซียนเหินได้แล้ว ตราบใดที่ข้ายังสามารถพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ได้ ข้าจะใช้มันเพื่อแหวกสมุทรผ่าปฐี และนั่นมันจะเป็วันสุดท้ายของพวกเ้าตำหนักปรภพ!!”
เขาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้ของตนจะมีโอกาสได้อาวุธระดับเซียน ที่แม้แต่ผู้หยิ่งทะนงในพลังของตนก็ไม่อาจเอื้อม
ถึงแม้ว่าเ้านิกายจะเป็ผู้ที่มอบมันให้แก่เขาก็ตามที...
‘ตุบ’
เย่เสวียนคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลินเฟิงอย่างไม่ลังเล จากนั้นก็กล่าวด้วยเสียงอันนอบน้อม “ขอบคุณท่านเ้านิกายที่มอบกระบี่เซียนเหินซึ่งเป็สมบัติล้ำค่าให้ ศิษย์จะเชื่อฟังท่านเ้านิกายโดยไม่มีข้อโต้แย้ง”
หลินเฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเขาก็สะบัดนิ้ว พริบตาก็ปรากฏแสงสีเขียวพุ่งสู่หว่างคิ้วของเย่เสวียน “นี่คือทักษะ [กระบี่เก้าประสาน] เป็วิชาที่ข้าคิดค้นเมื่อสามวันก่อน เ้าต้องศึกษามันด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่”
เย่เสวียน ถึงกับชะงักไปในทันใด “ศิษย์ผู้นี้จะไม่ทำให้ท่านเ้านิกายผิดหวัง”
เขารู้สึกตื่นเต้นจนจินตนาการไปไกลว่าหากตนสามารถเรียนรู้ฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่เก้าประสานได้สำเร็จ การจะกลายเป็ผู้ไร้พ่ายก็ไม่นับว่าเกินเอื้อมเลย แม้แต่การจะสู้กับศัตรูที่มีพลังต่างขั้นก็ไม่นับว่าเป็ปัญหา
หลินเฟิง ยิ้มเบา ๆ “ในนิกายแห่งนี้มีสถานที่ฝึกและที่พักสำหรับศิษย์ฝึกหัด เ้าจงไปที่นั่นด้วยตัวเอง”
“นอกจากนี้หากเ้าอยากเรียนรู้เคล็ดวิชาอื่นใด ก็สามารถไปที่หอถ่ายทอดได้ตลอด”
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่เ้าต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ สิ่งที่อยู่ภายในหอถ่ายทอดเ้าไม่สามารถใช้กำลังเพื่อนำมันออกไปได้ มันขึ้นอยู่กับชะตาวาสนาเท่านั้น”
“โอ้ จริงสิ เ้ายังมีศิษย์พี่อยู่อีก หากไม่เข้าใจสิ่งใดก็ไปขอคำแนะนำจากเขาได้”
เอ่ยมาถึงตรงนี้แล้ว ท่าทีของเขาก็เริ่มขึงขังขึ้นมา “นิกายเทพกระบี่แห่งนี้ จิตใจต้องรวมเป็หนึ่งอันเดียวกัน เน้นพึ่งพาส่งเสริมกันเป็หลัก ห้ามขัดแย้งกันเป็อันขาด”
จากนั้นหลินเฟิงก็เหลือบมองไปยังเย่เสวียนอีกครั้ง “หากข้าพบว่าผู้ใดกระทำผิด จะต้องถูกลงโทษสถานหนัก”
เย่เสวียนรู้สึกว่าภายใต้การจ้องมองนี้ราวกับมีคมดาบจ่ออยู่ที่คอ จึงอดไม่ได้ที่เขาจะรู้สึกกระวนกระวาย “ศิษย์จะจดจำคำสอนของท่านเ้านิกายให้ขึ้นใจ”
หลินเฟิงพยักหน้าและเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เ้าทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเถิด ส่วนเื่ตำหนักปรภพเ้าไม่ต้องเป็กังวล”
“เนื่องจากเ้าเป็ศิษย์ของนิกายเทพกระบี่แล้ว ข้าจึงมีหน้าที่ปกป้องเ้า”
“หากพวกมันรนหาที่ตายโดยการยุ่มย่ามกับนิกายเทพกระบี่ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนให้พวกมันสำนึกเสียใจ”
แม้ว่าน้ำเสียงของหลินเฟิงที่เปล่งออกมาจะฟังดูสุขุม แต่ทุกประโยคกลับหนักแน่นดุจขุนเขา
ได้ยินคำพูดเช่นนี้ เย่เสวียนก็รู้สึกซาบซึ้งจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขาจึงรีบคุกเข่าและโค้งคำนับต่อหลินเฟิงในทันที
ในเวลาต่อมา เย่เสวียนก็รีบจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อหาที่พักและสถานที่ฝึกฝนสำหรับศิษย์ฝึกหัด พร้อมกับเริ่มต้นชีวิตในฐานะศิษย์ของนิกายเทพกระบี่อย่างเป็ทางการ!