...ข้าโง่งมมาตลอด ในครอบครัวนี้ไม่มีใครสนใจข้า นอกจากเงินที่ข้าให้ ไม่สนใจด้วยว่า ข้าจะไปที่ไหน หรือจะแต่งงานกับใคร
ตอนข้าอายุสิบแปด ฝูิส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ เราแลกเทียบชะตากัน แต่ไม่นึกพี่สาวของข้า จะตกหลุมรักฝูิ พี่สาวนางนั้นนามว่ามู่ฮ่วน เป็บุตรสาวจองลูกชายคนโตของท่านปู่ นางแก่กว่าข้าหนึ่งปี ความจริงข้าเป็ลูกบุญธรรมของท่านปู่ของนาง นางต้องเรียกข้าว่าท่านอา ทว่านางไม่ยินยอม แต่เดิมนางเคยหมั้นหมาย และน่าจะแต่งออกไปั้แ่ปีก่อน ทว่าคู่หมั้นของนางกลับป่วยตาย นางจึงต้องรอเวลาเพื่อจัดการหมั้นหมายอีกครั้ง
ในขณะที่ข้ากำลังฝันถึงวันแต่งงาน พี่สาวคนโตผู้นั้นได้หลอกมอมยาฝูิ ใช้วิธีทำให้ข้าวสาร กลายเป็ข้าวสุก เรียกร้องให้ฝูิรับผิดชอบต่อนาง ข้าเสียใจยิ่งนัก ร้องไห้ดั่งสายฝน และแม้ว่าฝูิจะคุกเข่าอ้อนวอนเพียงใด ข้าก็ไม่อาจจะทำอะไรได้
ฝูิถูกจับให้แต่งงานกับมู่ฮ่วน ส่วนข้านับจากวันที่รู้ว่าโดนอุบายชั่ว ก็ล้มป่วยลง ไม่มียาไหนรักษาข้าได้ จนวันหนึ่งข้าได้พบกับท่านหมอนิรนาม ท่านบอกข้าว่าข้าโดนพิษ และก็โดนมานานแล้วด้วย หากพบได้เร็วก็จะรักษาได้ แต่ตอนนี้เรียกว่าเกินเยียวยาแล้ว ข้าเองก็จมอยู่กับความเสียใจ ไม่อยากจะสนใจสิ่งใด
ระหว่างที่ข้าป่วยนั้น อาสะใภ้ใหญ่ กับพี่สาวข้า ก็ได้แย่งทรัพย์สินข้าไปจนสิ้น ทั้งร้านค้า ทั้งเงินทอง ในตอนที่ข้าหลับใหล ก็แอบเอาตราประทับของข้าไป ติดสินบนทางการโยกย้ายเงินทองที่ฝากไว้ที่ร้านเงินของข้า เข้ากระเป๋าจนหมด
ก่อนที่ข้าจะตาย ข้าได้ยินว่าลูกชายของบุตรชายคนที่สามของท่านปู่ ที่ถูกส่งไปร่ำเรียนที่เมืองหลวง และข้าเคยพบหน้าเพียงแค่สองครั้งนั้น เติบใหญ่เข้ารับราชการจนได้ดี คนตระกูลมู่ทั้งหมดก็เลยคิดจะละทิ้งชีวิตที่นี่ แล้วไปพึ่งใบบุญของพี่ชายบุญธรรมข้าคนนั้น มู่ฮ่วนบอกว่าข้าไม่ต้องห่วง นางจะใช้เงินของข้าสนับสนุนฝูิให้รุ่งเรือง และนางจะย้ายไปทำการค้าที่เมืองหลวง
ข้าได้ยินชื่อฝูิแล้วเหมือนโดนมีดกรีดใจ หัวใจรวดร้าวยิ่งนัก นับั้แ่วันที่เขาคุกเข่าแสดงความบริสุทธิ์ใจ ข้าก็ไม่ได้พบเขาอีกเลย เพราะว่าข้าต้องตายอยู่แล้ว วันที่ครอบครัวย้ายไปเมืองหลวงจึงจงใจทิ้งข้าไว้ที่นี่ และเพื่อให้ดูไม่แล้งน้ำใจนัก จึงทิ้งบ่าวชราไว้ให้ข้าหนึ่งคน
แต่ข้าไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เพราะมู่ฮ่วนไม่รู้ว่านางไม่ได้ทรัพย์สินของข้าไปหมด
ข้าแอบเก็บหนังสือกรรมสิทธิ์ร้านค้าแห่งใหม่เอาไว้ด้วย ร้านที่เป็ความฝันของข้า อย่างน้อยก็ไม่มีใครปล้นมันไปจากข้าได้ ชาตินี้ข้าคงไม่มีปัญญาทำมันสำเร็จ ถ้าตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นข้าจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความยากลำบาก ข้าเก็บจดหมายและหนังสือกรรมสิทธิ์ไว้ในหีบอันเล็ก เอาวางรวมกับทรัพย์สินที่พวกตระกูลมู่ขนไปไม่หมด
ตอนที่มีคนมาเจอหนังสือกรรมสิทธิ์ แล้วได้อ่านจดหมายของข้า ข้าก็คงไม่อยู่ในโลกใบนี้แล้ว ข้าคิดว่าข้าจะปล่อยวางพร้อมกับของชิ้นนี้ หากใครได้มาเจอคนแรก ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ข้าขอยกร้านค้านี้ให้ จะเก็บเอาไว้ จะขาย หรือจะยกให้ใคร ก็ได้ทั้งนั้น
ข้าเพียงแต่หวังว่า...คนที่ได้ไปนั้น จะใช้ประโยชน์มันอย่างดีที่สุด
แม้ในใจข้าจะหวังลึก ๆ ว่า หากมีใครสักคน...มาช่วยสานความฝันข้าหน่อยก็ยังดี
ในเมื่อข้าอยากปล่อยวางพร้อมกับจดหมายฉบับนี้ ข้าก็จะตายอย่างเป็สุข
ชีวิตชาตินี้ของข้าก็มีเท่านี้...
ไม่รู้ว่าจะเกิดใหม่อีกครั้งหรือไม่...
มู่อ้าย
เดือนสาม ปีที่สี่ แห่งราชวงศ์โจว
(จริงสิ ข้าเกือบลืมไปแล้วข้าเคยมีชื่อว่าลู่หลิน)
หลันหลันอ่านจดหมายแล้วมือสั่น ที่แท้ก็มีคนอื่นที่ข้ามชาติข้ามภพมาเกิดใหม่ในยุคอื่นเหมือนเธอด้วย ลู่หลินคนนี้มาจากยุคเดียวกับเธอแน่ๆ หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียง
อ่านจดหมายทวนอีกรอบเธอก็ยิ่งสะท้อนใจนัก ในนิยายประโลมโลกที่เคยอ่านนั้น ตัวเอกที่ข้ามเวลามามักเก่งกาจ และประสบความสำเร็จในชีวิต ที่แท้ความจริงนั้น...ก็มีคนที่ชะตารันทด น่าเวทนาอยู่ด้วย
แล้วนางล่ะ จะมีชะตากรรมเช่นไร...
คิดแล้วหลันหลันก็ทอดถอนใจ ชะตาชีวิตชาติก่อนของเธอก็เหมือนจะโดนแผนชั่วอยู่เหมือนกัน จึงได้ตายอนาถเช่นนั้น...
เอาเถอะ... ไหน ๆ มาก็ข้ามมาแล้ว มาทำชีวิตในชาตินี้ให้ดีกันเถอะ
หลันหลันมองหนังสือกรรมสิทธิ์ร้านค้าและพวงกุญแจหลายอัน ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้ว ร้านค้านี่จะเป็อย่างไรบ้างหนอ เธอนึก ๆ แล้วก็ตัดสินใจว่า ในเมื่อชะตาวาสนาต้องกัน ทำให้นางต้องมาเจอร้านนี้ของมู่อ้าย อีกทั้งแนวทางเป้าหมายในชีวิตยังคล้ายกัน หลันหลันตกลงใจว่าจะทำความฝันของมู่อ้ายให้เป็ความจริง เพื่อตอบแทนที่ยกร้านแห่งนี้ให้กับนาง
หลันหลันรู้ว่าโชคที่ตกจากฟ้าครั้งนี้ ก็แฝงด้วยอุปสรรคนานัปประการนางได้ร้านค้ามา แต่การจะเปิดธุรกิจสักอย่างต้องใช้เงิน
ใช้สมอง...และใช่ตอนนี้ นางไม่มีเงิน
คิดแล้วหลันหลันก็วางเื่ร้านค้าไว้ชั่วคราว นางเป่าเทียนกอดหีบอันเล็กย่องกลับไปที่ห้องนอน วางหีบไว้ในตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ แล้วจึงเข้านอน พรุ่งนี้ยังมีเื่ต้องทำอีกมาก...
วันรุ่งขึ้นอาหารเช้ายังคงเป็น้ำแกงปลาที่เหลือจากเมื่อวานอยู่ หลันหลันอุ่นร้อนจัดแจงเอาไว้ เตรียมให้หลี่มามากับเหมยฮวา ส่วนตนก็รีบดื่มน้ำแกงแบบเร็ว ๆ คว้าผลไม้ไว้เป็เสบียง แล้วลากหมอหยวนขึ้นเขาหาคนเจ็บแต่เช้า
เพราะเมื่อวานขาลงเขา หลันหลันทำสัญลักษณ์เอาไว้ นางจึงหาจุดที่เจอคนเจ็บอยู่อย่างง่ายดาย
กองไฟที่นางก่อเอาไว้มอดลงแล้ว ข้าง ๆ กองไฟไม่มีร่างสูงใหญ่ที่นางช่วยใส่ยาให้อยู่ แต่เห็ดที่ปักไว้ก็หายไป น้ำในกระบอกไม้ไผ่ก็ว่างเปล่า หลันหลันเดินเข้าไปข้างกองไฟอีกด้าน เห็นรอยเท้าหนัก ๆ ตรงไปยังพุ่มไม้อีกฟั่ง เธอจึงเดินตามไป โผล่หน้าเข้าไปที่ต้นไม้ สบตากับร่างสูงใหญ่ที่นั่งพิงต้นไม้
ยังไม่ตาย...
หลันหลันเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ นางนึกว่าคนเจ็บที่เจอเป็ชายหนุ่มเต็มตัวแล้วเสียอีก ทว่ามองตอนนี้กลับกลายเป็หนุ่มน้อย อายุไม่น่าจะเกิน สิบหกสิบเจ็ดปี เพียงแต่เขารูปร่างสูงใหญ่เกินอายุเท่านั้น กะโดยสายตาแล้ว หลันหลันว่าคงจะเฉียด ๆ ร้อยแปดสิบเิเเป็แน่ ร่างกายก็ดูแน่น ๆ สมกับเป็ผู้ฝึกยุทธิ์
“ข้านึกว่าเ้าจะทิ้งให้ข้าตายตรงนี้เสียอีก” เขากัดฟันพูดด้วยน้ำเสียขาด ๆ หาย ๆ เห็นได้ชัดว่ายังเจ็บแผลอยู่
หลันหลันไม่ได้ตอบโต้ เพียงแต่หันไปเรียกหมอหยวนที่กำลังนั่งพักดื่มน้ำอยู่ข้างกองไฟที่ดับมอด หมอหยวนถอนหายใจเมื่อครู่นี้ยายหนูเดินเร็วไปหน่อย เขาเองที่ไม่ถนัดกับการใช้แรงมากนัก ถึงกับเหนื่อยหอบ
“ไหนคนเจ็บอยู่ไหน” หมอหยวนเดินมาหยุดข้าง ๆ หลันหลัน
เด็กสาวชี้ไปทางคนที่นั่งมองเธอเขม็ง พอมีคนใหม่มาเขาดูระวังตัวมากยิ่งขึ้น
“ใคร” เขาถาม
“หมอ” นางตอบสั้นๆ แล้วไม่สนใจกับสายตาไม่เป็มิตรของเขา จัดแจงเดินนำลุงหยวนเข้าไปใกล้ แล้วเล่าอาการที่เธอเจอเขาเมื่อวานให้หมอหยวนฟัง
แต่จะตรวจโรค ก็ต้องดูว่าเขายินยอมไหม อันที่จริงหลันหลันจะทิ้งจะขว้างชายแปลกหน้านี่ก็ได้ แต่ไหน ๆ ก็เดินมาถึงนี่แล้วก็อย่าให้เสียเวลาเปล่าเลย
“เมื่อวานฟ้าจะมืดแล้ว ข้าตัวเท่านี้ต่อให้อยากจะช่วยลากท่านไปในที่ที่ปลอดภัยก็ทำไม่ได้หรอก” นางว่าสบตากับเขา ก็เห็นว่าท่าทางเขาเริ่มอ่อนลง
“มาเถอะ เมื่อคืนข้าก็ช่วยท่าน ตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดร้ายกับท่าน ลุงหยวนเป็หมอคนเดียวที่ข้ารู้จัก ยังไงก็ให้เขาตรวจดูสักหน่อยเถอะ”
“....” ชายคนเจ็บนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ
“รบกวนด้วย”