บทที่ 24 หนทางแง้มเปิด
ภายในสมองของเฉินซือหยาง มีเพียงความมืดที่ถาโถมไร้จุดสิ้นสุด ชายหนุ่มในตอนนี้เสมือนยืนอยู่ท่ามกลางฝันตื่นหนึ่งที่มันมักหลับไหลแลพบเจออยู่เสมอ เพียงแต่ว่าฝันนั้นมีแค่มหานทีแห่งความมืดหนึ่งเดียวที่ซัดสาด มิเคยปรากฏมหานทีสีดำมืดสองสายที่มุ่งโถมเข้าหากันเช่นนี้
ลำพังควบคุมมหานทีสีดำมืดในจิตใจของตนก็ว่าลำบากแล้ว ยังมาเจอมหานทีอีกสายที่พุ่งมาอย่างคลุ้มคลั่งอีก แก่นฐานแห่งพลังจิติญญาที่เพาะบ่มตรงหัวใจแทบจะรับไม่ไหวเต็มที จนมันต้องฝืนกัดปลายลิ้นเพื่อประคองสติของตนมิให้สลบไป ยังต้องทำการชักนำและเชื่อมโยงมหานทีสีดำมืดสองสายนี้ตามคำชี้แนะของจินเยว่มิให้ขาดตก
เฉินซือหยางแสดงสีหน้าที่เ็ปทรมานอย่างหาที่สุดมิได้ ร่างกายของมันขนาดแข็งแกร่งประดุจภูษา ยังมีเสียงลั่นเกลียวกราวของกระดูกและกล้ามเนื้อที่แตกหักจากการฝืนเชื่อมต่อพลังจิติญญาที่ข้ามขั้น หากนี่เป็เพียงกายาของมนุษย์ทั่วไป ร่างคงแหลกลานยากจะหาชิ้นดีแล้ว และหากนี่มิใช่เฉินซือหยาง ก็ไม่รู้ว่าจะมีมนุษย์คนใดที่สามารถกัดฟันประคองสติเพื่อเชื่อมโยงพลังที่เกินตัวเช่นนี้ได้!
เสียงคำรามด้วยความเ็ปของชายหนุ่มดังขึ้นคำรบแล้วคำรบเล่า แต่มันก็ยังกัดฟันสู้อย่างสุดใจ เพียงรู้ว่าสิ่งนี้อาจพามันไปสู่สิ่งวาดฝันได้ มันก็พร้อมที่จะเสี่ยงแลฝืนกระทำอย่างสุดความสามารถ ด้านจินเยว่เองก็มิใช่แค่เพียงช่วยชี้แนะชายหนุ่มแต่อย่างเดียว นางเองก็ฝืนกระทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชายหนุ่มร่วมด้วย ประกายพลังจิติญญาสีเขียวมรกตที่อาบไล้มหานทีสีดำสองสาย แม้นถูกสะท้อนเล่นงานเป็ระยะๆ แต่นางก็ยังฝืนประคองพลังไปเรื่อยๆ เพื่อให้วิธีการเชื่อมประสานที่นางเสี่ยงให้ชายหนุ่มลองใช้ไม่เกิดการผิดพลาดจนอาจถึงขั้นเอาชีวิตของมัน
ความเ็ปของเฉินซือหยางจึงบรรเทาเบาบางลง ความเ็ปนี้ได้แบ่งไปที่จินเยว่ร่วมด้วย ยิ่งได้เห็นเช่นนี้เฉินซือหยางยิ่งซึ้งใจต่อการกระทำของนาง ถึงแม้ว่านี่อาจเป็หนึ่งในข้อตกลง เป็คำสัญญาระหว่างที่พวกมันต้องอาศัยซึ่งกันอยู่ แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่เคยได้รับสิ่งที่เรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันเช่นนี้มาก่อน มันเจ็บนางก็ยอมเจ็บด้วย นี่ทำให้มันตื้นตันจนเพิ่มพลังจิตใจให้คนมีแรงฮึกเหิม มันเคยบอกกับตัวเองว่าจะไม่ปล่อยให้คนที่ดีกับมันต้องมาเสี่ยงชีวิตหรือเจ็บตัวเพราะมันอีก เช่นนั้นมันจึงไม่มัวมาโอ้เอ้แสดงถึงความเ็ปราวคนอ่อนแอ แต่มันได้คำรามก้องส่งพลังจิตอันแรงกล้า เป็พลังแห่งจิตสังหารที่ก่อเกิดจากแรงใจ แม้มันมิอาจเรียกใช้พลังจิติญญาให้ควบคุมสิ่งใดได้ แต่มันก็พร้อมจะใช้พลังจิตสังหารที่มีกำราบทุกสรรพสิ่ง
เมื่อจิตใจของเฉินซือหยางแสดงปฏิกิริยาความดุดันออกมาแค่ชั่ววูบ พลังจิตสังหารที่เหนือโลกหล้าก็พลันพวยพุ่งออกมาจากั์ตาที่เริ่มแดงก่ำ นี่นับเป็พลังจิตสังหารที่สามารถสะกดข่มได้ทุกสรรพสิ่ง เพราะแม้แต่จิตใจของจินเยว่ยังบังเกิดความตื่นตระหนกชั่วขณะที่ััถึงกลิ่นอายจิตสังหารซึ่งแผ่จากร่างของชายหนุ่มและแทรกไปตามจิติญญานี้
ทันทีที่พลังจิตสังหารแผ่พุ่งออก มหานทีสีดำที่ก่อเกิดจากจิตใจของมันก็ราวกับแปรเปลี่ยนจากคลุ้มคลั่งเป็เชี่ยวกราก มีความดุดันทั้งเด็ดขาดในเวลาเดียว โดยที่ไม่อ่อนข้อหรือคิดเชื่อมต่อกับมหานทีสีดำมืดอีกสายต่อไปแล้ว มีเพียงพลังความกดข่มพร้อมที่จะกำราบมันให้ดับสิ้นไร้ต่อต้าน
สิ่งนี้แทนที่จะทำให้มหานทีสีดำมืดอีกสายซึ่งฝังอยู่ในเกล็ดของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลคิดต่อต้าน ทว่าทันทีที่มันััได้ถึงพลังจิตสังหารอันแรงกล้า ได้ัักับมหานทีแห่งความมืดที่ดุดัน มันก็พลันสั่นสะท้านราวกับแสดงท่าทีที่บ่งบอกว่ากำลังหวาดกลัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวแท้จริงแล้วหาใช่ความหวาดกลัวไม่ ที่มันสั่นสะท้านนั่นเป็เพราะมันกำลังแสดงออกถึงความตื่นเต้น ถวิลหา เสมือนหนึ่งว่ามันเองก็เฝ้ารอมหานทีสีดำมืดเช่นนี้มาอย่างเนิ่นนานต่างหาก!
การกระทำของเฉินซือหยางมิใช่เพื่อเชื่อมโยงเสริมประสานแต่อย่างเดียว ทว่ามันคือการแสดงความไม่ยินยอมพ่ายแพ้ ซึ่งสิ่งนี้กลับทำให้มหานทีสีดำสายนั้นสนองตอบรับมิถาโถมต่อต้าน ทั้งดูเหมือนว่ามันจะยอมเข้าหามหานทีในจิตใจของเฉินซือหยางโดยดี
เมื่อเป็เช่นนั้นความเ็ปจากการถาโถมของมหานทีสีดำมืดสองสายก็ไม่เป็ผลอีก มีเพียงเสียงของหัวใจที่มันได้ััถึงการเชื่อมโยงและการตอบรับจากสิ่งที่ฝังอยู่ในเกล็ดอสรพิษม่วงเกล็ดนิลนั่น จินเยว่ที่หอบหายใจหนัก แต่เมื่อเห็นวิธีการฝืนระดับขั้นปฏิบัติเป็ไปได้ด้วยดีนางก็ลืมความเ็ปไปเสียสิ้น นางถ่ายทอดกระแสเสียงออกมาว่า
“สิ่งนั้นยอมรับในตัวของเ้าอย่างน่าเหลือเชื่อ"
เฉินซือหยางเองก็รับรู้อยู่แล้ว ในใจมันจึงตื่นเต้นยินดีจนอยากจะโห่ร้อง การที่มันฝืนกระทำข้ามลำดับชั้นแห่งกฎเกณฑ์ เฉียดผ่านความเป็ตายแค่เพียงเอื้อม แต่ผลลัพธ์สุดท้ายกลับออกมาดี ทำให้มันเห็นหนทางที่ตนจะได้ก้าวเดินอย่างชัดเจนและแท้จริง
มือของชายหนุ่มเงื้อออกไปกลางอากาศ แม้พลังจิติญญายังคงไม่ถูกเติมเต็มจนตื่นขึ้นมา แต่ว่ามันก็สามารถัักับพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งและสามารถเรียกสิ่งนั้นให้มาอยู่ภายใต้ฝ่ามือนี้ได้
ร่างของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลซีกหนึ่งสั่นะเือย่างรุนแรง ก่อนที่รอยแผลเป็ใต้เกล็ดมันวาวสีนิลจะพลันปรากฏรอยแยกเป็ทางยาว พร้อมกับไอสีดำทมิฬที่พวยพุ่ง ไอสีดำนั้นเคลื่อนที่เป็เส้นตรงมุ่งมายังฝ่ามือที่ค้างเติ่งกลางอากาศของชายหนุ่ม เนิ่นนานไอสีดำทมิฬที่พวยพุ่งจึงค่อยๆ เจือจางไปในธาตุอากาศ ปรากฏเป็ดาบดำเล่มหนึ่งที่สั่นสะท้านอึงอนราวกับกำลังตื่นเต้นยินดีที่มันได้มาอยู่ในมือของผู้ที่คู่ควรอีกครั้ง
เฉินซือหยางได้ดาบดำจากร่างของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลมาถือครอง!
ดาบดำเล่มนี้ยาวครึ่งวา ไร้ฝักห่อหุ้ม ตัวดาบคล้ายถูกตีขึ้นมาจากโลหะซึ่งเป็ธาตุที่มิอาจหาได้จากแดนดาราพิภพนี้ ใบดาบจึงดูมีรอยขรุขระไม่ราบเรียบชวนให้สดุดตา เหมือนดาบที่มีสนิมเกาะก็มิปาน เมื่อพินิจมองให้ดีตรงกลางใบดาบั้แ่ด้ามจรดปลายจะมีริ้วคล้ายเกลียวคลื่นสีแดงเข้มฝังอยู่ ดั่งเป็เกลียวคลื่นโลหิตที่กัดลึกบนใบดาบนี้
แรกัักับดาบดำ เฉินซือหยางมิได้รู้สึกถึงความคมกริบหรือพลังอันดุดันแห่งสรรพวุธแต่อย่างใด การปลดปล่อยพลังแห่งจิติญญาเองก็ไม่มี เสมือนเป็ดาบธรรมดาเล่มหนึ่ง ภายนอกของดาบแสดงออกมาเช่นนั้น ทว่าภายในมันกลับััได้ว่ามีมหานทีสีดำอีกสายกำลังไหลผ่านท่อนแขน ร่างกาย และมุ่งหาหัวใจอย่างรวดเร็ว ก่อนหลอมรวมเป็ส่วนหนึ่งกับมหานทีสีดำมืดในจิตใจของมัน มหานทีแห่งความมืดที่ราวกับไร้จุดสิ้นสุดในหัวใจมันนั้น ที่มิว่าจะเติมสิ่งใดลงไปก็ไม่เคยมีวี่แววว่าจะเต็มเสียที บัดนี้กลับเริ่มเอ่อทะลัก ราวกับว่ามีมหาสมุทรอีกสายไหลมา แก่นฐานแห่งพลังจิติญญาของชายหนุ่มจึงอยู่ในสภาพที่ปริ่มน้ำ อีกเพียงรอยกระเพื่อมเล็กๆ ก็จะสามารถทำให้มันเอ่อล้นทะลักทลายออกมาได้
เพียงค้นพบดาบ เพียงัักับดาบ ดาบก็นำพาวาสนามาสู่มันอย่างมหาศาล ดาบนำพาแสงสว่างให้มาเปิดทางที่มืดมน พลังจิติญญาที่ก่อนหน้ามันมองไม่เห็นกุญแจที่จะไขออก บัดนี้กุญแจได้ถูกไขไว้รอแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการผลักเปิดให้ประตูแง้มออกเท่านั้น อีกเพียงครึ่งก้าวมันก็จะสามารถใช้พลังจิติญญาตามที่เคยวาดฝันไว้เสียที
ความยินดีอย่างสุดแสนไม่เพียงมีเท่านี้ เมื่อมันได้ััด้ามดาบ ความทรงจำบางอย่างเองก็ได้ทะลักทลายออกจากดาบแล่นเข้าหัวของมันร่วมด้วย ซึ่งสิ่งนี้ก็คือ เพลงดาบอาบอสุราที่มันเคยบังเอิญฟาดฟันออกเมื่อคราวคับขัน!
ตอนแรกชายหนุ่มยังงุนงงสงสัยในสิ่งที่ตนประสบ สงสัยเื่เพลงดาบในความคิดกับพลังจิติญญาที่บังเอิญฟาดฟันออก ทั้งยังเคยสงสัยว่าเหตุใดตนจึงบังเกิดความรู้สึกว่าต้องมาที่นี่ เมื่อประติดประต่อเื่ราวที่ตนประสบ เหตุการณ์ทั้งหมดอาจมิใช่ความบังเอิญ มิใช่โชคชะตาหรือวาสนา แต่อาจเป็บางสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
จินเยว่ััได้ถึงความตื่นเต้นยินดีของชายหนุ่ม กอปรกับเห็นว่ามันกำลังท่องจำและพึมพำบางสิ่งออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางจับประโยคใจความได้ นางจึงรู้ว่าดาบสีดำนี้อาจมีสิ่งเกี่ยวข้องกับเพลงดาบที่ชายหนุ่มบังเอิญฟาดฟันออก และดาบสีดำนี้อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ในหัวใจของชายหนุ่ม นางจึงไม่กล่าวสิ่งใดที่เป็การรบกวนสมาธิมัน ปล่อยให้มันได้ทบทวนและปรับสมดุลร่างกายที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหันในโชควาสนาที่ได้รับมา
เวลาผ่านไปถึงสามวันเต็ม ร่างที่สงบนิ่งของเฉินซือหยางจึงลืมตาตื่นขึ้นมา มันไม่กินไม่นอนมาตลอดทั้งสามวัน แต่ร่างกายกลับรู้สึกกระปี้กระเป่าอย่างที่ไม่เคยเป็ พลังจิติญญาจากที่เคยััได้เพียงการเพาะบ่ม ตอนนี้มันได้เห็นหน่อที่เริ่มแทงยอดออกมาจากการเพาะบ่มแล้ว สำหรับมันในเวลานี้อาจขาดเหลือแค่การฟูมฟักหรือเพิ่มปุ๋ยเพียงเล็กน้อย พลังจิติญญาของมันก็จะได้ผลิบานขึ้นมา
“นี่สินะ ความรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าพลังจิติญญา"
จินเยว่ยังมิอาจััได้ถึงการตื่นของพลังจิติญญาจากชายหนุ่ม แต่นางก็รู้สึกได้ว่ามันใกล้ที่จะตื่นเต็มทีแล้ว นางจึงมิได้กล่าวถามถึงพลังจิติญญา นางได้สอบถามถึงเพลงดาบที่มีอานุภาพน่าหวาดหวั่นนั่นแทน
“ดาบนี่ทำให้เ้าค้นพบสิ่งที่ซุกซ่อนนอกเหนือจากการเติมเต็มพลังจิติญญาใช่หรือไม่"
เฉินซือหยางผงกศีรษะ
“มิผิด เพลงดาบอาบอสุราที่ข้าบังเอิญเลียนแบบใช้ออกอย่างไม่รู้ตัว เป็ของดาบดำเล่มนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็พลังจำเพาะของมัน ข้าบังเอิญเลียนแบบใช้ออกโดยดาบอื่นได้ แต่นั่นก็เป็แค่ความบังเอิญเพียงครั้งเดียว พอเอาเข้าจริงกลับยังใช้ไม่ได้”
“ขาดพลังจิติญญาที่จะเชื่อมโยงสริมผสานกับดาบนี้สินะ"
“ถูกต้อง เพลงดาบนี้จุดสำคัญคือพลังจิติญญาที่ผสานตอบรับกับพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กาย แม้ข้าจะไม่มีพลังจิติญญา ทั้งข้าก็มิอาจััได้ถึงพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งจากดาบดำเล่มนี้ แต่ความรู้สึกบอกข้า ว่ามันคืออาวุธคู่กายของข้าอย่างแน่นอน เช่นนั้นข้าจึงจะฝึกรูปแบบเพลงดาบที่ผุดขึ้นในหัวให้ชำนาญไปก่อน ส่วนพลังจิติญญาก็รอจังหวะและโอกาสอีกนิดที่จะฟื้นตื่นตามมา”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น จินเยว่ก็พลันนั่งลงพลางหลับตาทำสมาธิ นางเองตลอดที่มายังเหมืองภูพยัคฆ์ก็ฝืนทำอะไรไปหลายอย่าง ผ่านเหตุการณ์วิกฤติหลายหน จึงจำต้องพักฟื้นร่างกายพลางฟื้นฟูและเพาะบ่มพลังจิติญญาไปในตัว เช่นนั้นนางจึงมิได้กล่าวสิ่งใดกับเฉินซือหยางอีก มีเพียงความวางใจในตัวของชายหนุ่มที่เพิ่มขึ้น เฉินซือหยางมิได้เป็คนอ่อนแอไร้ประโยชน์เหมือนตอนที่ตนพบพานมันครั้งแรกอีกต่อไปแล้ว นับแต่นี้มันสามารถที่จะพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง ตนจึงเริ่มหมดห่วง และจะได้มีสมาธิพักรักษาตัวรวมถึงเพาะบ่มพลังของตนภายในมิติแห่งนี้อย่างสงบเสียที เมื่อมันถึงคราวคับขันจวนตัวจริงๆ ตนจะได้ทำอะไรที่พอเป็ประโยชน์และส่งเสริมมิให้มันเสี่ยงความเป็ความตายเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเช่นนี้
เฉินซือหยางััได้ถึงการเข้าสู่สมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังร่างกายของสตรีสะคราญโฉม มันก็ไม่กล่าวรบกวนนางอีก ตลอดสามวันที่นางฝืนเหน็ดเหนื่อยอย่างต่อเนื่องเพื่อคอยเฝ้าดูและป้องกันสิ่งที่จะมารบกวนสมาธิของมันก็นับว่าสร้างความซาบซึ้งใจแก่มันเพิ่มพูนมากขึ้นอีกหนึ่งแล้ว
“พักผ่อนก่อนเถิด ต่อจากนี้ข้าจะขอเป็คนปกป้องดูแลท่านบ้าง”
เฉินซือหยางติดอยู่ในอุโมงค์ถ้ำมานานวันแล้ว สิ่งที่คาดว่าเป็เหตุให้มันต้องมาที่ภูพยัคฆ์ก็พบแล้ว อีกทั้งยังได้ลองดูดซับเอาพลังจิติญญาสรรพสิ่งจากพิษสีม่วงเรืองรองในถ้ำที่เหลืออยู่ ทำไปจนเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์อีกมันก็เลิกทำ จากนั้นก็ถึงคราวที่มันจะจากภูพยัคฆ์ไปสู่โลกกว้างเสียที เมื่อถึงเวลา มันค่อยกลับมาใหม่เพื่อคลายปมมากมายที่หลายผู้ผูกกับมันไว้
เฉินซือหยางจึงเก็บดาบดำใส่ฝักดาบที่ว่างอยู่ บังเอิญที่ดาบดำเล่มนี้มีขนาดใกล้เคียงกับหนึ่งในสี่ดาบเล่มก่อนหน้าที่พังไปพอดี ตอนนี้บนกายมันจากดาบห้าเล่ม พังสี่เล่ม ได้ใหม่อีกหนึ่งเล่ม ทำให้มีดาบติดตัวเหลือแค่สองเล่ม ชายหนุ่มจึงพกสองดาบเดินออกจากช่องทางกลมมนของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล ติดตามกลิ่นสายลมที่พัดผ่านมาตามช่อง จนในที่สุดก็ออกจากถ้ำ ปรากฏตัวอีกทีก็อยู่อีกฟากหนึ่งของภูพยัคฆ์แล้ว
นี่นับเป็ครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้เหยียบย่างออกจากอาณาเขตเมืองไผ่เขียว เมืองที่เป็ดั่งกรงทองที่เคยกักขังมันเอาไว้