Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 39 : คนใต้เมือง

    เสียงเคาะเหล็กสามครั้งยังลอยค้างอยู่ในความมืดเหมือนสัญญาณจากเมืองที่ตายไปแล้วแต่ยังไม่ยอมหลับ


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    มันไม่ได้ดังมาก เสียงนั้นเบากว่าเสียงน้ำหยดจากท่อเหนือหัว เบากว่าเสียงลมหายใจของคนทั้งกลุ่ม เบากว่าเสียงชุดเกราะของรูคที่เสียดกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เขาขยับปืน แต่เพราะความมืดของนครเน็กซัสด้านล่างดูดเสียงอื่นเข้าไปเหมือนหลุมลึก เสียงเคาะสามครั้งนั้นจึงชัดเกินจริง ชัดเหมือนมีใครยกนิ้วเคาะลงบนกระดูกสันหลังของพวกเขาทีละข้อ


    คาเอลยืนอยู่บนชานพักคอนกรีตแคบ ๆ ด้านหลังประตูเหล็กที่เพิ่งปิดกั้นโลกด้านบนออกไป แสงไฟฉุกเฉินสีแดงตามผนังส่องติด ๆ ดับ ๆ ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนภาพจากกล้องเก่าที่กำลังจะเสีย กลิ่นของเมืองใต้เมืองพุ่งขึ้นมาเต็มปอดในทุกครั้งที่หายใจ กลิ่นน้ำขังเก่า สนิม เหงื่อแห้ง ขยะเปียก น้ำมันเครื่อง และกลิ่นควันไฟที่ไม่ได้มาจากไฟใหม่ แต่มาจากไฟที่เคยไหม้ในที่แห่งนี้นานมาแล้วจนซึมเข้าไปในผนัง


    มันไม่ใช่กลิ่นของสถานที่ร้าง


    มันเป็นกลิ่นของสถานที่ที่เคยมีคนอยู่มากเกินไป


    คนที่โลกด้านบนไม่อยากนับ


    คนที่ระบบไม่เคยวางชื่อไว้ในช่องประชากร


    คนที่แจ็กซ์เพิ่งเรียกว่า คนใต้เมือง ด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นเรื่องตลกแต่ล้มเหลวตั้งแต่วินาทีแรก


    แจ็กซ์ยืนนิ่งอยู่หน้ากลุ่ม แสงแดงส่องด้านข้างใบหน้าเขาจนเงาตาเข้มผิดปกติ เขาไม่ได้ขยับ ไม่ได้พูดมุกต่อ ไม่ได้หันมาดูว่าทุกคนยังตามหลังอยู่หรือไม่ เขามองลึกลงไปในอุโมงค์เบื้องหน้าเหมือนกำลังเห็นภาพซ้อนของเด็กคนหนึ่งที่เคยวิ่งผ่านทางลาดนี้ด้วยเท้าเปล่า ปอดเต็มไปด้วยควัน ข้างหลังมีคนไล่ และข้างหน้าไม่มีอะไรนอกจากเส้นทางที่ไม่รู้ว่าจะพาไปตายที่ไหน


    โวร่ามองเขาเงียบ ๆ


    นิกซ์กอดแขนตัวเองแน่นขึ้นกว่าเดิม ดวงตาของเขาจับอยู่ที่อุโมงค์ด้านหน้าเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่เห็น เหงื่อเม็ดเล็กไหลลงข้างแก้มทั้งที่อากาศเย็นจนผิวคาเอลชา อุปกรณ์หลังหูของเขาส่งเสียงติ๊ดเบา ๆ เป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ


    รูคยืนอยู่ด้านหลังสุด ปืนยกต่ำแต่พร้อมยิง แสงแดงสะท้อนบนเกราะหนักทำให้ร่างเขาดูเหมือนกำแพงเหล็กที่เดินได้ เวลอยู่ข้างเขา ถือเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กในมือ พยายามหาคลื่นติดต่อกับฐานด้านบน แต่หน้าจอขึ้นเพียงเส้นรบกวนสีขาวกระพริบไปมา


    มิเลียยืนข้างคาเอล


    ไหล่ของเธอแตะไหล่เขาอยู่จริง


    ไม่ใช่อุบัติเหตุ


    ไม่ใช่เพราะทางเดินแคบจนเลี่ยงไม่ได้


    มันเป็นการแตะที่เบามาก แต่จงใจพอให้คาเอลรู้ว่าเธอยังอยู่ข้างเขา


    แม้เธอจะเห็นหน้าจอสิทธิ์ระดับสูง หลังจากได้ยินเสียงพ่อแม่ของเขาในวิดีโอ หลังจากเห็นเขาสั่งการกลางสนามรบราวกับคนที่ถูกสร้างมาเพื่อสงคราม


    แม้ลึก ๆ แล้วเธอจะกลัวเขาก็ตาม


    เขารู้สึกถึงความอุ่นของไหล่เธอผ่านเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น


    และไม่รู้ว่าทำไม สัมผัสนั้นถึงทำให้ภาพบางอย่างวาบขึ้นมา


    ไม่ใช่ภาพฐาน ไม่ใช่ประตูบีเจ็ด ไม่ใช่ห้องสีขาว


    แต่เป็นแสงนีออนสีฟ้าในล็อบบี้เสมือนจริง


    เสียงฝนจำลองตกกระทบพื้นโลหะที่ไม่มีวันเปียก


    หน้าต่างจับคู่ภารกิจลอยอยู่กลางอากาศเป็นกรอบโปร่งใส


    ผู้เล่นหลายสิบคนเดินผ่านกันไปมาในชุดเกราะเสมือน บางคนหัวเราะ บางคนเปิดเพลง บางคนโชว์อาวุธที่ซื้อมาใหม่ด้วยเงินจริงมากกว่าสมอง


    คาเอลเห็นตัวเองในวัยที่โลกยังไม่พัง นั่งอยู่มุมหนึ่งของล็อบบี้นั้น ใส่ชุดอวาตาร์สีเข้ม มือวางบนปืนเสมือนที่ยังไม่เคยฆ่าใครจริง และข้างหน้าเขามีผู้เล่นหญิงคนหนึ่งเดินผ่านไป เส้นผมในเกมยาวกว่าความจริงเล็กน้อย ป้ายชื่อเหนือหัวพร่าจนอ่านไม่ออกเพราะภาพวาบสั้นเกินไป แต่เสียงของเธอ…


    เสียงของเธอพูดกับใครบางคนว่า


    “อย่าทิ้งคนท้ายแถวไว้ข้างหลัง”


    ภาพดับ


    คาเอลขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว


    มิเลียหันมา


    “เป็นอะไร”


    เสียงเธอเบาแทบจะกลืนไปกับเสียงน้ำหยด


    คาเอลมองเธอในแสงสีแดง


    เขาอยากบอกว่าเมื่อกี้เขาเหมือนเห็นเธอในเกม


    อยากบอกว่าบางทีเขาเคยเจอ เคยได้ยินเสียงเธอก่อนโลกพัง


    แต่ถ้าพูดออกไป มันจะกลายเป็นประตูอีกบาน และคืนนี้เขาเปิดประตูมามากเกินพอแล้ว


    “ไม่มีอะไร” เขาพูด


    มิเลียมองเขานานกว่าปกติ


    เธอรู้ว่าเขาโกหก


    แต่ไม่ได้บังคับให้เขาพูด


    เพียงขยับไหล่ออกจากเขานิดเดียว


    ไม่มากพอจะกลายเป็นการถอย


    แต่พอให้คาเอลรู้สึกถึงความเย็นที่เข้ามาแทนที่ทันที


    เขาเก็บความรู้สึกนั้นไว้เงียบ ๆ เหมือนเก็บมีดเล็ก ๆ ไว้ใต้ชายเสื้อ


    เสียงเคาะเหล็กดังขึ้นอีกครั้ง ไกลออกไปกว่าเดิม


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    แจ็กซ์สูดลมหายใจเข้าลึก


    “เราต้องเดินก่อนที่ทั้งคนใต้เมืองกับฝูงพวกมันจะตัดสินใจพร้อมกันว่าเราเป็นของว่าง”


    รูคถามเสียงต่ำ


    “ทางไหน”


    แจ็กซ์ชี้ลงทางลาดด้านซ้าย


    “ถ้าจะไปตลาดล่างเก่า ใช้ทางหลัก แต่ทางหลักจะมีคน เหลือเท่าไรไม่รู้ ถ้าจะอ้อมไปท่อซ่อมบำรุง ใช้ทางขวา แต่หลังโลกแตกฉันไม่รับประกันว่ามันยังเป็นท่อหรือกลายเป็นรังอะไรแล้ว”


    เวลมองเครื่องตรวจจับในมือ


    “สัญญาณข้างขวาเงียบมาก”


    นิกซ์พึมพำทันที


    “เพราะมันซ่อนอยู่”


    ทุกคนหันมองเขา


    เด็กหนุ่มหน้าซีดลงอีก


    “ผมไม่ได้หมายถึงทุกที่…แต่ตรงนั้นมันเงียบแบบผิดธรรมชาติ เสียงฝูงใต้ฐานดังเหมือนมันอยากให้เราได้ยิน แต่ข้างล่างนี้…” เขากลืนน้ำลาย 


    “มันเหมือนมีอะไรบางอย่างรู้ว่าถ้าเงียบ เราจะเดินเข้าไปเอง”


    คาเอลมองทางขวา


    อุโมงค์ซ่อมบำรุงนั้นมืดกว่าอีกทาง ไฟแดงบางดวงดับไปแล้ว มีเพียงแสงจางจากท่อร้าวไกล ๆ พื้นด้านในมีน้ำขังเป็นแอ่งดำสนิทจนมองไม่เห็นว่าลึกแค่ไหน ผนังมีคราบเมือกบาง ๆ สะท้อนแสงเป็นเส้นเหมือนรอยน้ำมัน แต่กลิ่นที่ลอยออกมาไม่ใช่น้ำมัน


    กลิ่นดินเปียก


    กลิ่นเลือดเก่า


    และกลิ่นหวานเน่าบางอย่างที่คาเอลเริ่มจำได้จากโพรงใต้ฐาน


    เขาหันไปทางซ้าย


    ทางหลักลงตลาดล่างเก่ามีแสงมากกว่าเล็กน้อย มีรางขนส่งเก่า มีป้ายทางที่ถูกขีดทับ มีสายไฟห้อยจากเพดานเป็นเถาวัลย์เหล็ก พื้นเต็มไปด้วยขยะ แผ่นพลาสติกเปียก และกล่องอาหารฉุกเฉินที่ถูกฉีกออกจนว่างเปล่า เสียงเคาะเหล็กมาจากทางนั้น


    คน


    หรืออย่างน้อยก็สิ่งที่ยังใช้สัญญาณของคน


    “ทางซ้าย” คาเอลพูด


    รูคมองเขา


    “เพราะอะไร”


    “เพราะทางขวาเงียบเกินไป”


    นิกซ์เงยหน้ามองเขา


    เหมือนดีใจเล็กน้อยที่มีคนเข้าใจคำว่าเงียบแบบเดียวกับเขา


    แจ็กซ์ถอนหายใจ


    “เยี่ยม เราเลือกเดินไปหาคนที่อาจยิงเราแทนสัตว์ประหลาดที่อาจกินเรา เหตุผลหนักแน่นมาก”


    โวร่าพูดเรียบ


    “คนยิงพลาดได้”


    แจ็กซ์หันไปมองเธอ


    “นั่นเป็นการปลอบที่น่ากลัวมาก”


    พวกเขาเริ่มเดินลงทางลาดซ้าย


    นครเน็กซัสด้านล่างค่อย ๆ เปิดตัวออกทีละชั้น


    ตอนแรกเป็นเพียงทางลาดและท่อ


    จากนั้นผนังคอนกรีตก็ถอยห่างออกไป พื้นที่ตรงหน้ากว้างขึ้นเป็นโถงขนส่งเก่าที่เพดานสูงกว่าฐานหลายเท่า เสาคอนกรีตขนาดใหญ่เรียงเป็นแนวสู่ความมืดด้านหน้า รางขนส่งแม่เหล็กเก่าขาดเป็นช่วง ๆ พาดผ่านโถงเหมือนกระดูกสันหลังของสัตว์ยักษ์ที่ถูกทิ้งให้เน่าอยู่ใต้เมือง สะพานเหล็กหลายชั้นซ้อนกันด้านบน บางจุดมีผ้าขาด ๆ แขวนอยู่ บางจุดมีแผงไฟเล็ก ๆ ที่ยังติดอยู่ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ชั่วคราว


    ไกลออกไป มีอาคารชั่วคราวที่สร้างจากตู้ขนส่งเก่า แผ่นโลหะ เศษไม้ และผ้าใบกันน้ำซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหมือนรังของมนุษย์ในสถานที่ที่ไม่เคยถูกออกแบบมาให้มีบ้าน มีสายไฟลากระโยงระยางระหว่างตู้เหล่านั้น มีถังน้ำฝนเก่า มีเตาถ่านที่ดับแล้ว มีรถเข็นที่เต็มไปด้วยของใช้แตกหัก และมีรอยสีบนผนังที่เขียนซ้ำ ๆ ด้วยมือหลายมือ


    คนด้านบนลืมเรา


    เราไม่ลืมกัน


    ใต้เมืองไม่รับคำสั่งจากฟ้า


    ราชาหนูตายแล้ว


    คำสุดท้ายทำให้แจ็กซ์หยุดเดิน


    ไม่มีใครพูด


    ไฟแดงกะพริบลงบนตัวอักษรนั้นพอดี ทำให้สีเก่าบนผนังดูเหมือนเลือดแห้ง


    คาเอลมองแจ็กซ์


    “นายโอเคไหม”


    เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วฝืนยิ้มออกมา


    “ฉันดูเหมือนคนที่ชื่อเก่าถูกเขียนว่า ‘ตายแล้ว’ บนกำแพงบ้านเก่าไหมล่ะ”


    “แจ็กซ์”


    รอยยิ้มนั้นจางลงนิดหนึ่ง


    “ยังไม่ตายก็ดีแล้ว แปลว่าข่าวลือทำงานแทนฉันมานาน”


    โวร่ามองข้อความบนกำแพง


    “ทำไมพวกเขาคิดว่านายตาย”


    แจ็กซ์เริ่มเดินต่อ


    “เพราะถ้าคนบางกลุ่มรู้ว่าฉันยังไม่ตาย พวกเขาจะอยากทำให้ข่าวลือถูกต้อง”


    คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเงียบ


    เสียงเคาะเหล็กดังจากด้านบนสะพานชั้นสอง


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    ครั้งนี้ใกล้กว่าเดิม


    รูคยกปืนขึ้นทันที เวลรีบกดเครื่องตรวจจับแต่สัญญาณขึ้นเพียงภาพรบกวน โวร่าขยับไปทางเงาใต้เสาโดยไม่ต้องรอคำสั่ง นิกซ์ถอยหลังครึ่งก้าวไปใกล้แจ็กซ์เหมือนสัญชาตญาณเด็กที่ยังมองเพื่อนเป็นที่กำบังมากกว่าทหารเกราะหนัก


    คาเอลยืนอยู่กลางโถง


    เขาไม่ยกปืน


    เขาฟัง


    เสียงเคาะไม่ได้มาจากจุดเดียว มันถูกส่งต่อจากโลหะสู่โลหะ จากสะพานหนึ่งไปอีกสะพานหนึ่ง จากรางเก่าสู่ท่อด้านข้าง เหมือนระบบส่งข่าวที่ไม่ใช้วิทยุ เพราะคนใต้เมืองอาจเรียนรู้มานานแล้วว่าคลื่นสัญญาณเป็นสิ่งที่คนด้านบนใช้ตามหา


    แล้วเงาคนก็ปรากฏบนสะพาน


    หนึ่งคน


    สองคน


    ห้าคน


    มากขึ้น


    พวกเขาไม่ได้เดินออกมาทั้งตัว แค่ยืนในจุดที่ไฟแดงแตะไม่ถึงเต็มที่ บางคนถือปืนเก่า บางคนถือหน้าไม้ดัดแปลง บางคนถือท่อนเหล็กปลายแหลม เสื้อผ้าพวกเขาปะปนกันระหว่างชุดแรงงานเก่า ชุดกันฝน ฉนวนกันความร้อน และผ้าพันปากที่กรองฝุ่นได้บ้างไม่ได้บ้าง ดวงตาทุกคู่จับอยู่ที่กลุ่มของคาเอล


    โดยเฉพาะที่แจ็กซ์


    ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเงาบนสะพานชั้นล่าง อายุคงไม่มากไปกว่าสามสิบปลาย ๆ แต่รอยลึกใต้ตาทำให้ดูแก่กว่านั้น ผมถูกโกนสั้นข้างหนึ่ง อีกข้างปล่อยยาวเปียกเหงื่อติดแก้ม เขาสวมเสื้อคลุมหนังเก่าที่เย็บแผ่นโลหะบาง ๆ ทับตรงไหล่ มือขวาถือปืนลูกโม่เก่า มือซ้ายเคาะประแจเล็ก ๆ กับราวเหล็กสามครั้ง


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    แจ็กซ์ถอนหายใจ


    “คีล”


    ชายคนนั้นยิ้ม


    ไม่ใช่รอยยิ้มยินดี


    “ดูสิ ใครกลับมาจากความตาย”


    แจ็กซ์ยกมือสองข้างช้า ๆ


    “ก่อนอื่น ฉันอยากชี้แจงว่าข่าวลือเรื่องฉันตายไม่ใช่สิ่งที่ฉันเริ่มเองทั้งหมด”


    ปืนลูกโม่ในมือคีลยกขึ้นเล็กน้อย


    “แต่เรื่องโกดังระเบิด นายเริ่มเองทั้งหมด”


    แจ็กซ์หันมาหาคาเอลแวบหนึ่ง


    “เรื่องนี้จะฟังดูแย่มากถ้าขาดบริบท”


    รูคพูดเสียงต่ำ


    “งั้นก็รีบให้บริบทมา”


    “ตอนนั้นโกดังนั้นถูกพวกเขตบนใช้เก็บอาหารที่ยึดจากคนใต้เมือง ฉันระเบิดประตู ไม่ใช่โกดังทั้งหลัง”


    คีลหัวเราะเสียงแห้ง


    “หลังจากนั้นไฟไหม้สามชั้น”


    “นั่นเป็นผลข้างเคียงของระบบระบายแก๊สที่บกพร่อง ซึ่งฉันขอระบุว่าไม่ได้ออกแบบโดยฉัน”


    “มีคนตายสองคน”


    คำพูดนั้นทำให้แจ็กซ์เงียบ


    อากาศเปลี่ยนทันที


    ความพยายามใช้มุกของเขาตายลงในดวงตา


    “ฉันรู้” เขาพูดเบา ๆ


    คีลจ้องเขา


    “แล้วนายกลับมาทำไม ราชาหนู”


    คำว่า ราชาหนู จากปากคีลไม่เหมือนคำล้อของโวร่า


    มันเป็นทั้งชื่อเก่า คำกล่าวหา และความทรงจำของเด็กที่เคยเอาชีวิตรอดด้วยการวิ่งผ่านท่อที่ผู้ใหญ่เข้าไม่ได้


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย


    “เราต้องผ่านเส้นทางล่างไปเขตนอกเมือง”


    “ไม่มีใครผ่านฟรี”


    รูคก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว


    “เราไม่มีเวลาต่อรอง”


    ทันทีที่รูคขยับ ปืนบนสะพานหลายกระบอกก็เล็งลงมา


    โวร่าหายเข้าเงาแทบพร้อมกัน


    คาเอลยกมือขึ้น


    “อย่า”


    เสียงเขาไม่ได้ดัง


    แต่คนของเขาหยุด


    นั่นทำให้สายตาของคีลเลื่อนมาที่เขา


    “นายเป็นใคร”


    คาเอลไม่ตอบทันที


    เพราะเขายังไม่ชอบคำถามนี้


    ทุกครั้งที่มีคนถาม เขารู้สึกเหมือนคำตอบที่ถูกต้องกำลังเปลี่ยนเร็วเกินไป


    เด็กจากห้องสีขาว


    คนที่ปิดประตูบีเจ็ด


    ผู้ถือสิทธิ์การควบคุมระดับสูง


    ลูกของดร.เวย์รอน


    คนที่ฝูงได้ยิน


    หรือแค่คาเอล


    เขาเลือกคำตอบสุดท้าย


    “คาเอล”


    คีลมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า มองเลือดที่แขน มองปืนในมือ มองมิเลียที่ยืนใกล้เกินระยะทหารปกติ มองนิกซ์ที่ก้มหน้าและหอบเบา ๆ


    “คนด้านบน?”


    แจ็กซ์ตอบแทน


    “พวกเขาเพิ่งหนีฐานที่กำลังแตก”


    “คนด้านบนทุกคนก็บอกว่าตัวเองหนีอะไรสักอย่างตอนลงมาข้างล่าง”


    คาเอลพูดขึ้น


    “เราไม่ได้มาหลบ เรากำลังผ่าน”


    คีลเลิกคิ้ว


    “ผ่านไปไหน”


    แจ็กซ์ตอบ


    “ประตูท่อทางเหนือเก่า”


    คนบนสะพานหลายคนส่งเสียงฮือเบา ๆ


    คีลไม่ยิ้มแล้ว


    “ทางนั้นปิดไปแล้ว”


    แจ็กซ์ขมวดคิ้ว


    “ปิดเพราะอะไร”


    “เพราะคนที่เดินเข้าไปไม่กลับออกมา”


    นิกซ์ตัวสั่นทันที


    คาเอลหันไป


    “ได้ยินอะไร”


    นิกซ์จับแขนตัวเองแน่น เล็บจิกลงบนผิว


    “ไม่ใช่เสียงกรีด…ไม่ใช่เซิร์กลิง มัน…เหมือนมีอะไรคลานบนเพดาน แต่ช้ามาก”


    คีลมองนิกซ์ทันที


    “เจ้าหนูนี่ ได้ยินมันด้วยหรอ?”


    รูคยกปืนขึ้นนิดหนึ่ง


    “ไม่ใช่เรื่องของนาย”


    คีลหรี่ตา


    “ที่นี่ทุกอย่างที่ดึงฝูงลงมาเป็นเรื่องของเรา”


    มิเลียก้าวเข้ามา


    “เขาไม่ได้ดึงฝูง เขากำลังเจ็บ”


    หญิงคนหนึ่งบนสะพานหัวเราะเสียงขื่น


    “คนเจ็บทำให้เราตายมาเยอะแล้ว”


    คาเอลมองขึ้นไป


    ผู้คนใต้เมืองเหล่านี้ไม่ได้ดูโหดร้ายโดยกำเนิด


    พวกเขาดูเหมือนคนที่เคยถูกทิ้งมานานจนความเมตตากลายเป็นของฟุ่มเฟือย คนที่ต้องคำนวณน้ำ อาหาร กระสุน อากาศ และความไว้ใจทุกวันจนหัวใจค่อย ๆ แข็งเป็นเครื่องมือเอาชีวิตรอด


    เขาเข้าใจพวกเขาเร็วเกินไป


    และไม่ชอบที่เข้าใจ


    คีลลดปืนลงเพียงเล็กน้อย


    “ถ้าอยากผ่าน ต้องจ่าย”


    แจ็กซ์พูดเบา ๆ


    “เราไม่มีอะไร”


    คีลมองอุปกรณ์ในมือแจ็กซ์


    “นั่นอะไร”


    แจ็กซ์กอดมันแน่นขึ้นทันที


    “ไม่ใช่ของจ่าย”


    คีลยกปืนขึ้นอีกครั้ง


    “งั้นพวกนายก็ไม่มีทางผ่าน”


    ความตึงไหลผ่านโถงเหมือนไฟฟ้าก่อนพายุ


    รูคพร้อมยิง


    โวร่าอยู่ในเงาเหนือเสาด้านขวาแล้ว คาเอลรู้โดยไม่ต้องเห็น เพราะเขารู้สึกถึงช่องว่างที่เธอทิ้งไว้ข้างหลัง


    มิเลียยืนระหว่างคาเอลกับนิกซ์เล็กน้อย


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย


    ทุกอย่างกำลังจะกลายเป็นการฆ่ากันเองในเมืองที่ฝูงอาจซ่อนอยู่ไม่ไกล


    แล้วเสียงหนึ่งก็ดังจากความมืดด้านบน


    ไม่ใช่เสียงเคาะ


    แต่เป็นเสียงครืดเบา ๆ


    คาเอลเงยหน้าทันที


    นิกซ์เอามือปิดหู


    “มันมาแล้ว”


    บนเพดานเหนือสะพานชั้นสอง เงาหนึ่งขยับช้า ๆ


    ในตอนแรกมันดูเหมือนท่อหลุดจากที่ยึด


    แต่ท่อไม่มีขา


    และท่อไม่หันหัวลงมามองคนด้วยดวงตาเล็ก ๆ สีเหลืองขุ่นหลายจุด


    สิ่งมีชีวิตตัวนั้นยาวกว่าเซิร์กลิง ผอมกว่าโรช ลำตัวแบนและเกาะติดเพดานด้วยขาหลายคู่ ปลายขามีกรงเล็บเล็ก ๆ ฝังเข้าไปในโลหะโดยแทบไม่มีเสียง แผ่นเปลือกสีดำเทาหุ้มหลังเป็นปล้อง ๆ ส่วนหัวแคบ มีกรามเล็กหลายชั้นที่ขยับเงียบ ๆ เหมือนกำลังดมกลิ่นมากกว่าหายใจ


    มันไม่ได้กรีดร้อง


    ไม่ได้พุ่งลงมา


    มันเฝ้ามอง


    คีลหน้าซีดทันที


    “ตัวคลานเพดาน…”


    แจ็กซ์กระซิบ


    “นั่นชื่อจริงหรือชื่อที่ตั้งเพราะฝันร้าย”


    ไม่มีใครตอบ


    สิ่งมีชีวิตบนเพดานขยับทีละนิดไปยังกลุ่มคนบนสะพาน


    คาเอลเห็นเส้นทางของมัน


    มันไม่ได้โจมตีคนถือปืนก่อน


    มันเล็งไปยังคนที่ถือไฟส่องทางด้านหลัง เพราะถ้าไฟดับ คนบนสะพานจะยิงกันเองหรือร่วงลงมา


    “ไฟ!” คาเอลตะโกน 


    “มันจะดับไฟ!”


    คีลหันไปช้าเกินไป


    สิ่งนั้นพุ่ง


    ความเร็วของมันต่างจากตอนคลานอย่างสิ้นเชิง ร่างผอมยาวดีดจากเพดานลงมาเหมือนเงาถูกปล่อยจากสปริง กรงเล็บหน้าฟาดใส่โคมไฟพกพาในมือชายคนหนึ่ง ไฟแตกทันที ความมืดกลืนสะพานครึ่งหนึ่ง เสียงกรีดร้องของคนด้านบนปะทุขึ้นพร้อมเสียงปืนมั่วหนึ่งนัดที่ยิงไปโดนราวเหล็ก


    รูคยกปืน แต่ยิงไม่ได้เพราะมีคนบัง


    คาเอลวิ่ง


    “โวร่า ซ้ายบน!”


    เงาของโวร่าพุ่งจากเสาหนึ่งไปอีกเสา เธอใช้ราวเหล็กเป็นจุดเหยียบ กระโจนขึ้นสู่สะพานชั้นล่างด้วยความเร็วที่ทำให้คนใต้เมืองหลายคนร้องออกมา เธอไม่มีดาบ มีเพียงมีดสนาม แต่เธอแทงเข้าใส่ขาหน้าของสิ่งมีชีวิตนั้นก่อนมันจะลากชายถือไฟเข้าไปในความมืด


    มันสะบัดตัวแรง


    โวร่าถูกเหวี่ยงชนราวสะพาน แต่ไม่ปล่อยมีด


    คาเอลเห็นว่าถ้าเธอดึงอีกครั้ง ขาข้างนั้นจะขาด แต่ตัวคลานจะใช้หางปลายแหลมแทงเข้าชายโครงเธอ


    “ปล่อย!”


    โวร่าปล่อยทันทีโดยไม่ถาม


    หางแหลมแทงผ่านอากาศตรงจุดที่เธอเคยอยู่


    เวลยิงลำแสงจากด้านล่างขึ้นไป แสงสว่างพุ่งผ่านความมืดเฉียดลำตัวมัน เกราะปล้องด้านข้างแตกเล็กน้อย มันส่งเสียงแหลมสั้น ๆ ครั้งแรก แล้วไต่กลับขึ้นเพดาน


    ไม่ใช่หนี


    เปลี่ยนตำแหน่ง


    มันฉลาดพอจะไม่อยู่ในแนวยิง


    คีลตะโกนสั่งคนของเขา


    “ไฟสำรอง! อย่ายิงมั่ว!”


    แต่คำสั่งช้าเกินไป อีกตัวหนึ่งโผล่จากใต้สะพาน


    มันเกาะอยู่ใต้พื้นเหล็กตั้งแต่แรก


    คาเอลเห็นดวงตาของมันเปิดในเงามืดตรงใต้เท้าหญิงคนหนึ่ง


    “ใต้ขา!”


    เขาตะโกน


    หญิงคนนั้นไม่เข้าใจ แต่คีลพุ่งไปกระแทกเธอล้มลงทันที กรงเล็บจากใต้สะพานทะลุพื้นเหล็กขึ้นมาตรงจุดที่ขาเธอเพิ่งอยู่ เสียงโลหะฉีกดังแสบหู


    รูคยิงใส่ตำแหน่งใต้สะพาน กระสุนทะลุพื้นเหล็กเป็นชุด สิ่งมีชีวิตด้านล่างกระตุก แต่ยังไม่หลุด


    แจ็กซ์วิ่งไปที่แผงไฟเก่าข้างเสา


    “ถ้ายังมีไฟในสายนี้ เราอาจทำให้สะพานช็อตได้!”


    “แล้วคนบนสะพานล่ะ!” มิเลียตะโกน


    “ต้องให้พวกเขาลงจากพื้นเหล็ก!”


    คาเอลมองขึ้นไป


    คนบนสะพานมากเกินไป บางคนอยู่ในความมืด บางคนกลัวจนไม่ขยับ ถ้ารอให้ทุกคนลง ตัวคลานเพดานจะลากคนไปอีก


    เขาเห็นราวเหล็กด้านข้าง มีสายฉนวนเก่าแขวนอยู่ สามารถใช้เป็นทางเดินชั่วคราวให้คนเกาะออกจากพื้นโลหะได้


    “คีล! ให้ทุกคนเกาะราวฝั่งซ้าย ยกเท้าขึ้นจากพื้น!”


    คีลมองลงมา


    สายตาของเขายังไม่ไว้ใจคาเอล


    แต่สิ่งใต้สะพานกรีดพื้นขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้เขาตัดสินใจแทนความระแวง


    “ทำตามที่มันบอก! เกาะราว! ยกเท้า!”


    “อย่าเรียกฉันว่ามัน!” คาเอลตะโกนกลับโดยไม่ทันคิด


    แจ็กซ์แม้กำลังต่อสายไฟยังหลุดหัวเราะสั้น ๆ


    “ดีมาก รักษามาตรฐานศักดิ์ศรีระหว่างตายไว้!”


    ผู้คนบนสะพานเกาะราวฝั่งซ้ายอย่างทุลักทุเล บางคนล้ม บางคนถูกดึงขึ้นโดยเพื่อน คนที่ถืออาวุธต้องปล่อยมือจากปืนเพื่อจับราว ความมืดและความกลัวทำให้ทุกอย่างช้าเกินไป


    ตัวคลานบนเพดานพุ่งอีกครั้ง


    คราวนี้มันเล็งคีล


    คาเอลเห็นก่อนมันปล่อยตัว


    “รูค ไฟบนเพดานตรงกลาง!”


    รูคยิงทันที กระสุนแตกโคมไฟเก่าที่แขวนอยู่เหนือสะพาน เศษแก้วและประกายไฟร่วงลงมา ตัวคลานชะงักเพราะแสงวาบ โวร่าที่รอจังหวะอยู่พุ่งเข้าใส่จากด้านข้าง แทงมีดเข้าใต้หัวมันแล้วดึงลงสุดแรง ร่างมันตกจากเพดานกระแทกสะพาน


    แจ็กซ์ตะโกน


    “ตอนนี้!”


    คาเอลตะโกนซ้ำ


    “ยกเท้า!”


    แจ็กซ์ปล่อยกระแสไฟ


    สะพานเหล็กสั่นพร้อมเสียงช็อตดังลั่น แสงสีน้ำเงินขาววิ่งไปตามโครงสะพาน ตัวคลานที่อยู่ใต้พื้นกระตุกทั้งร่าง ส่งเสียงแหลมจนทุกคนปิดหู มันหลุดจากใต้สะพานตกลงมาบนพื้นโถงด้านล่าง ตะกายดิ้นด้วยขาหลายคู่


    รูคยิงซ้ำจนมันแน่นิ่ง


    อีกตัวบนสะพานพยายามหนี โวร่ากระโดดถอยก่อนกระแสไฟแล่นถึงจุดที่เธออยู่ คีลยิงปืนลูกโม่ใส่มันสองนัด นัดแรกสะท้อนเกราะ นัดที่สองเจาะเข้าดวงตาข้างหนึ่ง มันสะบัดตัว แล้วเวลยิงลำแสงปิดท้ายจนร่างมันตกจากสะพานลงมากระแทกพื้นใกล้คาเอล


    กลิ่นไหม้หวานเน่าพุ่งขึ้นมา


    ห้องโถงเงียบลงหลังเสียงไฟดับ


    เหลือเพียงเสียงหอบของคนจำนวนมาก


    คีลยืนอยู่บนสะพาน มองซากตัวคลานเพดานด้านล่าง แล้วมองคาเอล


    คราวนี้สายตาเขาเปลี่ยน


    ไม่ใช่ไว้ใจ


    แต่ไม่ใช่แค่ระแวงอีกแล้ว


    “นายรู้ว่ามันจะทำอะไร”


    คาเอลเหนื่อยเกินกว่าจะโกหก


    “ใช่”


    “รู้ได้ยังไง”


    เขาเงียบ


    นิกซ์พูดแทนเบา ๆ


    “ถ้าเข้าใจการเคลื่อนไหวของมัน ก็เดาทิศทางมันได้”


    ทุกคนหันไปหาเขา


    นิกซ์ก้มหน้าลง


    “มันไม่เหมือนเซิร์กลิงหรือโรช แต่มันฟังจังหวะเดียวกัน มันไม่ร้องเพราะไม่อยากให้เราได้ยิน มันเลือกไฟก่อนคน เพราะถ้ามืด คนจะฆ่ากันเอง”


    คำพูดนั้นทำให้ทั้งคนใต้เมืองและคนของคาเอลเงียบไปพร้อมกัน


    คีลค่อย ๆ ลดปืน


    “พวกนายลงมาพร้อมฝูง หรือหนีฝูงมา”


    คาเอลมองเขา


    “ทั้งสองอย่างอาจถูก”


    มิเลียหันมองเขาทันที


    คำตอบนั้นจริงเกินไปและเจ็บเกินไป


    คีลหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่มีความสุข


    “อย่างน้อยก็ไม่โกหกสวยหรู”


    เขาหันไปสั่งคนของตัวเองให้เก็บศพตัวคลานเพดานไปเผา แล้วลงจากสะพานมาช้า ๆ เมื่อถึงพื้นโถง เขาเก็บปืนแต่ยังไม่ปล่อยมือจากด้าม


    “ประตูท่อเหนือเก่าใช้ไม่ได้ แต่มีทางเลี่ยงผ่านตลาดเงา ไปออกอู่ซ่อมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ จากตรงนั้นมีทางขึ้นสู่ผิวเมือง”


    แจ็กซ์ขมวดคิ้ว


    “ตลาดเงายังอยู่?”


    “อะไรที่ด้านบนลืมไม่เคยหายง่าย ๆ หรอก”


    “แล้วใครคุมตลาดตอนนี้”


    คีลมองเขา


    “คนที่ยังอยากเห็นนายตาย”


    แจ็กซ์ถอนหายใจ


    “แคบลงไหม”


    “สามกลุ่ม”


    “ดีกว่าที่คิด”


    รูคพูด


    “เราต้องการเสบียง น้ำ และทางออก”


    คีลหันมองเขา


    “แล้วฉันต้องการไม่ให้คนของฉันตายเพราะปัญหาของคนด้านบน”


    คาเอลมองซากตัวคลานเพดาน


    “มันไม่ใช่ปัญหาของด้านบนอีกแล้ว”


    คีลมองตาม


    คาเอลพูดต่อ


    “ถ้าฝูงพวกมันเริ่มใช้ตัวที่ซ่อนเสียงได้ในนครเน็กซัสด้านล่าง แปลว่ามันไม่ได้ตามแค่เรา มันเรียนรู้พื้นที่ของคุณด้วย”


    คำว่า “คุณ” ทำให้คีลนิ่งไปเล็กน้อย


    คนด้านบนส่วนใหญ่อาจเรียกพวกเขาว่าคนใต้เมืองเหมือนสิ่งสกปรกใต้พื้น แต่คาเอลไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น


    บางทีคีลก็ได้ยินความต่าง


    หรือบางทีเขาแค่รู้ว่าความกลัวตรงหน้ามีเหตุผลพอให้ต่อรอง


    “ฉันจะพาไปถึงตลาดเงา” คีลพูด 


    “หลังจากนั้นนายกับราชาหนูไปคุยกับคนที่เขาเคยทิ้งไว้เอง”


    แจ็กซ์ขยับปากเหมือนจะเถียง แต่สุดท้ายเงียบ


    คาเอลเห็นความเจ็บในสีหน้าเพื่อน


    ไม่ใช่ทุกอดีตจะรอให้เจ้าของพร้อมก่อนกลับมา


    พวกเขาเคลื่อนต่อหลังพักเพียงไม่กี่นาที


    รูคติดเครื่องทวนสัญญาณตัวเล็กไว้ใต้เสาเหล็กจุดหนึ่งเพื่อให้ติดต่อกับเวลและขบวนหลักได้นานที่สุด แต่สัญญาณจากฐานด้านบนอ่อนลงเรื่อย ๆ เสียงเมมฟิสในวิทยุแตกเป็นช่วง ๆ มีเพียงคำสั้น ๆ ที่หลุดมาเป็นระยะ


    “ขบวนหลัก…”


    “ฝูง…”


    “ประตูเหนือ…”


    “ยังคุมได้…”


    แล้วเสียงก็หายไปในคลื่นรบกวน


    เวลหยุดฟังอยู่นาน ก่อนลดวิทยุลง


    รูคมองเขา


    “ติดต่อได้ไหม”


    “ไม่ชัด”


    “แปลว่าไม่ได้”


    เวลไม่ตอบ


    รูคหันมาหาคาเอล


    “ฉันไปต่อถึงตลาดเงาไม่ได้ ถ้าสัญญาณขาด ขบวนหลักจะไม่มีข้อมูลใต้ดิน ฉันต้องกลับจุดแยก”


    มิเลียมองเขา


    “ไปตอนนี้?”


    “ใช่ตอนนี้”


    แจ็กซ์หันไป


    “คุณเพิ่งลงมาไม่นาน จะกลับขึ้นไปในฐานที่กำลังแตกจริง ๆ เหรอ”


    รูคมองเขาเหมือนคำถามนั้นไร้สาระ


    “คนข้างบนยังมีชีวิต”


    คำตอบนั้นทำให้แจ็กซ์เงียบ


    คาเอลเดินเข้าไปหารูค


    แสงแดงส่องเกราะหนักของเขาให้ดูเหมือนเปื้อนเลือดอยู่ตลอดเวลา


    “คุณจะพาพวกเขาออกได้ไหม”


    “ไม่ทั้งหมด”


    คำตอบตรงเกินไป


    แต่คาเอลเคารพมันในแบบที่เจ็บ


    รูคมองเขา


    “นายก็เหมือนกัน”


    คาเอลไม่ตอบ


    รูคพูดต่อ


    “อย่าพยายามช่วยทุกคนจนลืมว่าคนที่เดินอยู่ข้างนายก็อาจตายเพราะนายหันไปมองไกลเกินไป”


    สายตาเขาเหลือบไปทางมิเลีย นิกซ์ แจ็กซ์ และโวร่า


    “ผู้บัญชาการที่ดีไม่ได้แค่รู้ว่าต้องทิ้งพื้นที่ไหน เขาต้องรู้ด้วยว่าใครห้ามทิ้ง”


    คำพูดนั้นหนักมาก


    หนักกว่าเวลาเขาขู่


    คาเอลกลืนน้ำลาย


    “คุณเรียกผมว่าผู้บัญชาการ?”


    รูคนิ่งไปหนึ่งจังหวะ


    “ฉันเรียกในสิ่งที่เห็น และนั่นคือสิ่งที่ฉันเห็นในตัวนายผู้บัญชาการ”


    เขาหันไปหาเวล


    “นายอยู่กับพวกเขา ส่งข้อมูลเท่าที่ส่งได้ ถ้าขาดสัญญาณ บันทึกทุกอย่าง”


    เวลพยักหน้า สีหน้าไม่ดีนักแต่ยอมรับ


    รูคหันกลับไปทางทางลาดที่พวกเขาลงมา


    ก่อนเดิน เขาหยุดข้างมิเลีย


    “ถ้าเขาเริ่มไม่ฟังตัวเอง ให้พูดก่อนยิง”


    มิเลียจ้องเขา


    “ฉันไม่ยิงเขา”


    รูคมองเธอ


    “ฉันบอกให้พูดก่อน”


    แล้วเขาก็เดินจากไปในความมืดทางเดิม เกราะหนักค่อย ๆ หายไปทีละส่วนในแสงแดง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าที่ไกลออกไป และสุดท้ายถูกกลืนโดยเสียงน้ำหยด


    คาเอลมองตาม


    รูคไม่ได้เป็นเพื่อน


    ยังไม่ใช่


    แต่เขาเริ่มกลายเป็นบางอย่างที่จำเป็น


    เหมือนหินคมที่ใช้ลับมีด


    เจ็บ แต่ทำให้ขอบชัดขึ้น


    หลังรูคจากไป กลุ่มเล็กลงทันที


    คาเอล มิเลีย แจ็กซ์ โวร่า นิกซ์ เวล คีล และคนใต้เมืองอีกสามคนที่คีลเลือกมาเป็นผู้นำทาง พวกเขาเดินผ่านโถงขนส่งเก่าเข้าสู่ถนนใต้ดินที่ครั้งหนึ่งคงเคยเป็นตลาดจริง ๆ แผงขายของทำจากแผ่นโลหะและผ้าใบตั้งเรียงสองข้างทาง บางแผงถูกทิ้งร้าง บางแผงมีร่องรอยเพิ่งถูกเก็บอย่างเร่งรีบ กลิ่นเครื่องเทศเก่า น้ำมันทอด และควันถ่านยังติดอยู่ในอากาศจาง ๆ ผสมกับกลิ่นอับของท่อและสนิม


    คาเอลเห็นชามอาหารแตกบนพื้น เห็นรองเท้าเด็กข้างเดียว เห็นรูปถ่ายครอบครัวเปียกน้ำติดอยู่กับผนังโดยเทปเก่าที่เกือบหลุด รูปนั้นมีคนห้าคนยิ้มใต้แสงหลอดไฟสีส้มสกปรก ไม่มีใครในรูปอาจยังอยู่ที่นี่แล้ว แต่รอยยิ้มยังติดอยู่เหมือนหลักฐานว่าครั้งหนึ่งสถานที่นี้ไม่ใช่แค่ทางหนี มันเคยเป็นบ้าน


    เขาชะลอเล็กน้อย


    มิเลียมองตามสายตาเขา


    “ที่นี่มีคนอยู่จริง ๆ”


    แจ็กซ์ตอบเสียงเบา


    “เคยมีเยอะกว่าที่ด้านบนอยากยอมรับ”


    “แล้วตอนนี้ล่ะ”


    แจ็กซ์ไม่ตอบทันที


    เสียงไกล ๆ ในตลาดเงียบเกินไป มีร่องรอยคนเพิ่งอพยพ แต่ยังไม่เห็นกลุ่มใหญ่ มีเพียงเงาบางเงาที่มองจากหลังผ้าใบแล้วหายไปเมื่อถูกสังเกต


    คีลตอบแทน


    “บางคนหนีไปใต้เมือง บางคนขึ้นด้านบนแล้วไม่กลับ บางคนเข้าร่วมกลุ่มผู้บริสุทธิ์เพราะคิดว่าถ้าทำตัวเหมือนคนด้านบน พวกเขาจะถูกนับเป็นคนสักครั้ง”


    คำพูดนั้นทำให้แจ็กซ์กรามขยับ


    โวร่ามองเขา แต่ไม่พูด


    คีลพาพวกเขาเลี้ยวผ่านซุ้มผ้าใบที่ถูกดึงลงครึ่งหนึ่ง เส้นทางแคบลงจนต้องเดินเรียงสองคน สายไฟเก่าห้อยต่ำเหนือหัว บางเส้นยังมีไฟวิ่งเป็นประกายสีส้มเล็ก ๆ เหมือนเส้นประสาทของเมืองที่ยังไม่ยอมตาย แจ็กซ์เดินนำโดยไม่รอให้คีลบอกทางทุกครั้ง เขาหยุดก่อนถึงมุมอับบางมุมเอง ก้มหลบสายไฟบางเส้นเอง และเอื้อมมือไปปิดสวิตช์ไฟเสียก่อนที่มันจะกะพริบสว่างเกินจำเป็น


    เขารู้จักที่นี่จริง ๆ


    ไม่ใช่รู้แบบเคยเห็นแผนที่


    แต่รู้แบบร่างกายจำระยะของบันไดที่หักไปแล้วได้ รู้ว่ากระเบื้องแผ่นไหนเหยียบแล้วดัง รู้ว่าท่อไอน้ำเก่าจะพ่นลมร้อนออกมาทุกเจ็ดจังหวะทั้งที่ไม่มีใครซ่อมมันมาหลายปี รู้ว่าป้ายร้านที่เขียนว่า รับซ่อมทุกอย่าง ยกเว้นชีวิตคน จะมีช่องว่างหลังป้ายพอให้เด็กตัวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ได้สองคน


    คาเอลเห็นแจ็กซ์มองป้ายนั้นนานกว่าปกติ


    ตัวอักษรบนป้ายลอกเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงคำว่า ซ่อม กับ ชีวิตคน ที่ยังอ่านออก


    แจ็กซ์ยกมือแตะขอบป้ายเบา ๆ เหมือนทักทายคนแก่ที่นอนหลับอยู่


    “ร้านนาย?” มิเลียถาม


    “ไม่ใช่” เขาตอบเร็วไปนิด “ร้านที่ฉันเคยโดนไล่ออกจากใต้โต๊ะทำงานบ่อย ๆ”


    “เพราะขโมยของ?”


    “เพราะนอนกรน”


    คีลที่เดินนำอยู่หัวเราะในลำคอ


    “เพราะขโมยของ”


    แจ็กซ์ชี้นิ้วใส่เขาโดยไม่หันไปมอง


    “เพราะยืมของโดยมีแผนจะคืนในอนาคตที่เหมาะสม”


    เสียงเขายังพยายามเป็นมุก


    แต่มือที่แตะป้ายสั่นเล็กน้อย


    เงาเล็ก ๆ ขยับหลังผ้าใบฝั่งตรงข้าม


    โวร่าหันไปทันที มีดในมือปรากฏขึ้นโดยแทบไม่มีเสียง แต่แจ็กซ์ยกมือห้ามก่อนเธอจะขยับต่อ


    “เด็ก” เขาพูด


    คีลหันกลับมา สีหน้าแข็งขึ้น


    “ไม่มีเด็กควรอยู่ตรงนี้”


    “งั้นแปลว่ามีเด็กอยู่ตรงนี้แน่ ๆ” แจ็กซ์พึมพำ แล้วค่อย ๆ ย่อตัวลง “ออกมาเถอะ ฉันไม่เอาไฟฉายส่องตา ไม่ถามชื่อ และไม่ส่งให้คนถือปืน ถ้าเธอไม่กัดก่อน”


    ไม่มีเสียงตอบ


    คาเอลได้ยินเพียงลมหายใจสั้น ๆ จากหลังผ้าใบ


    แจ็กซ์ล้วงกระเป๋า หยิบชิ้นส่วนโลหะเล็ก ๆ ที่เหมือนเฟืองจากเครื่องมือเก่าออกมา วางลงบนพื้น แล้วถอยหลังหนึ่งก้าว


    “เฟืองแกนเล็ก รุ่นเก่า ใช้กับรถเข็นน้ำได้ ถ้ามีคนยังลากถังอยู่แถวนี้ เธอรู้ว่ามันมีค่า”


    ผ้าใบขยับ


    มือเล็ก ๆ ผอมมากยื่นออกมา คว้าเฟืองไปอย่างรวดเร็ว ก่อนหายกลับเข้าเงา


    แจ็กซ์ไม่ได้ยิ้ม


    เขาเพียงมองช่องว่างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง


    “ใต้เมืองยังรับคนไหม” เขาถามคีลเบา ๆ


    คีลไม่ตอบทันที


    “รับเท่าที่อาหารพอ”


    “อาหารไม่เคยพอ”


    “ใช่”


    คำตอบนั้นสั้นจนหนัก


    แจ็กซ์ก้มมองพื้น หัวแม่มือถูคราบน้ำมันบนปลายนิ้วตัวเองซ้ำ ๆ เหมือนพยายามเช็ดบางอย่างที่ไม่ใช่น้ำมันออก


    “ตอนฉันเด็ก” เขาพูดโดยไม่มองใคร “ถ้าได้ยินเสียงวิ่ง ให้หลบ ถ้าได้ยินเสียงปืน ให้หมอบ ถ้าได้ยินเสียงผู้ใหญ่เรียกชื่อ ให้หนีไปอีกทาง เพราะไม่มีผู้ใหญ่คนไหนเรียกเด็กใต้เมืองด้วยชื่อจริงโดยไม่มีเหตุผลแย่ ๆ”


    ไม่มีใครพูดแทรก


    แม้แต่คีล


    แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้ากลับมาใกล้ปกติ แต่ดวงตายังอยู่ไกลกว่าเดิม


    “กฎข้อแรกของนครเบื้องล่างคือ อย่าทำตัวเหมือนอยากให้ใครจำได้”


    โวร่าถามเสียงเรียบ


    “แล้วทำไมนายถึงได้ชื่อราชาหนู”


    แจ็กซ์หัวเราะเบามาก


    “เพราะฉันทำผิดกฎตั้งแต่เด็ก”


    เขาเดินต่อ


    ครั้งนี้ช้ากว่าเดิม


    เมืองรอบตัวพวกเขาดูเหมือนฟังอยู่


    พวกเขาหยุดพักในร้านซ่อมเก่าแห่งหนึ่งหลังคีลบอกว่าข้างหน้ามีจุดตรวจของตลาดเงา ร้านนั้นเต็มไปด้วยเครื่องมือสนิมเกาะ ล้อรถพัง แบตเตอรี่เก่า และกล่องชิ้นส่วนที่แยกไม่ออกว่าใช้กับเครื่องจักรอะไร กลิ่นน้ำมันเครื่องเข้มมากจนกลบกลิ่นดินเน่าได้ชั่วคราว


    มิเลียทำแผลแขนให้คาเอลอีกครั้ง แสงไฟพกพาของเวลส่องตรงผิวที่ไหม้เล็กน้อยจากขวดไฟและรอยข่วน

    จากเซิร์กลิง ผิวรอบแผลแดงและบวม คาเอลพยายามไม่สะดุ้งตอนน้ำยาล้างแผลแตะ แต่ปลายนิ้วของมิเลียหยุดนิ่งบนแขนเขาเพียงเสี้ยวเดียว


    “ถ้ามันเจ็บก็เจ็บเถอะ ไม่ต้องอดทนขนาดนั้น” เธอพูดเบา ๆ


    เขามองเธอ


    “ฉันไม่ได้บอกว่าไม่เจ็บ”


    “แต่นายทำเหมือนมันไม่สำคัญ”


    เขาเงียบ


    เธอพันผ้าก๊อซรอบแขนเขาอย่างระมัดระวัง


    “ตอนอยู่หน้าประตู ถ้าขวดไฟโดนนายเต็ม ๆ—”


    “เด็กคนนั้นจะโดนแทน”


    “ฉันรู้” เธอพูด 


    “ฉันไม่ได้บอกว่านายทำผิด”


    คำว่า “ไม่ได้ทำผิด” ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเท่าที่ควร


    มิเลียเงยหน้ามองเขา


    “แต่นายไม่จำเป็นต้องทำเหมือนตัวเองเป็นสิ่งที่ซ่อมใหม่ได้ตลอดเวลา เข้าใจไหม!”


    เขาอยากบอกว่าในโลกแบบนี้ ทุกคนต้องซ่อมตัวเองตลอดเวลา


    แต่แจ็กซ์หัวเราะเบา ๆ จากอีกมุมหนึ่งก่อน


    “ในฐานะช่างซ่อม ฉันขอยืนยันว่าบางอย่างซ่อมได้แต่ไม่เหมือนเดิม และบางอย่างยิ่งฝืนใช้ยิ่งพังหนักกว่าเดิม”


    โวร่าที่นั่งพิงผนังหลับตาอยู่พูดขึ้น


    “นายกำลังพูดถึงเครื่องจักรหรือคน”


    แจ็กซ์นิ่งไปครู่หนึ่ง


    “เอ่อ วันนี้แยกยากน่ะ”


    นิกซ์นั่งขดตัวอยู่ใกล้กล่องเครื่องมือ เขาไม่ได้กินอาหารแท่งที่มิเลียยื่นให้ มือเขาสั่นน้อยลงแต่ดวงตาเหม่อมองพื้น


    คาเอลเดินไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าเขา


    “นิกซ์”


    เด็กหนุ่มค่อย ๆ เงยหน้า


    “ไม่หิวเหรอ”


    นิกซ์ส่ายหน้า


    “กลิ่นมันแรง”


    “กลิ่นอาหาร?”


    “กลิ่นทุกอย่าง” เขากระซิบ “น้ำมัน เลือด สนิม คนกลัว ฝูงที่ซ่อนอยู่…มันปนกันหมด ผมแยกไม่ออกว่ากลิ่นไหนเป็นของผม”


    คาเอลรู้สึกเจ็บในอก


    “นายยังเป็นนาย”


    นิกซ์ยิ้มอ่อนมาก


    “พี่พูดเหมือนมิเลียเลย”


    คาเอลหันไปมองมิเลียโดยไม่ตั้งใจ


    เธอไม่ได้มองมา แต่เขารู้ว่าเธอได้ยิน


    นิกซ์ก้มมองมือของตัวเอง


    “ถ้าวันหนึ่งผมไม่เชื่อคำนี้แล้ว พี่ช่วยพูดอีกทีได้ไหม”


    คาเอลตอบทันที


    “ได้”


    “แม้ผมจะไม่ฟัง?”


    “จนกว่านายจะฟัง”


    นิกซ์พยักหน้า


    น้ำตาไหลเงียบ ๆ หนึ่งหยด ก่อนเขาจะรีบเช็ดเหมือนอาย


    แจ็กซ์โยนอาหารแท่งมาให้คาเอล


    “กินด้วย ผู้บัญชาการที่เป็นลมกลางอุโมงค์จะดูไม่เท่”


    คาเอลรับไว้


    “นายอย่าเรียกฉันแบบนั้นอีก”


    “ได้ งั้นเรียกผู้ถือแผนที่ความตายชั่วคราว”


    มิเลียมองแจ็กซ์


    “แจ็กซ์”


    “โอเค ๆ คาเอลเฉย ๆ ก็ได้ ฉันล้อเล่นน่ะพวก”


    คาเอลแกะอาหารแท่ง รสชาติเหมือนกระดาษผสมเกลือและถั่วเก่าที่หมดหวัง แต่เมื่อกลืนลงไป ท้องที่บีบรัดมาตลอดหลายชั่วโมงก็ตอบสนองทันที เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองหิวจนมือสั่น


    นี่แหละมนุษย์


    ไม่ว่าจะมีจอขึ้นสิทธิ์อะไร ไม่ว่าจะได้ยินเสียงใต้พื้นแค่ไหน ร่างกายยังต้องการน้ำ อาหาร ความอุ่น และการนอน


    ความคิดนั้นทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด


    อย่างน้อยบางส่วนของเขายังเรียบง่าย


    พักได้ไม่นาน เสียงเคาะเหล็กอีกแบบก็ดังจากหน้าร้านซ่อม


    ไม่ใช่สามครั้ง


    สองครั้งช้า หนึ่งครั้งเร็ว


    คีลลุกขึ้นทันที


    “คนของตลาดเงา”


    แจ็กซ์หลับตา


    “ฉันเกลียดจังหวะนี้มาก”


    ผ้าใบหน้าร้านถูกเลิกขึ้น หญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามา เธอผอมมาก แต่หลังตรง ผมหงอกถูกมัดรวบด้วยสายไฟเก่า ดวงตาคมจนทำให้รูคที่ไม่อยู่ตรงนี้ยังดูอ่อนโยนขึ้นมาในความทรงจำได้ เธอสวมเสื้อคลุมผ้าหนาเย็บปะด้วยชิ้นส่วนฉนวนความร้อน มือข้างหนึ่งถือไม้เท้าโลหะ ปลายไม้เท้าติดใบมีดเล็ก ๆ ที่ไม่ซ่อนเลยว่ามันใช้ทำอะไรได้


    สายตาของเธอหยุดที่แจ็กซ์


    “ราชาหนูกลับมาขอทางผ่าน”


    แจ็กซ์ยกมือ


    “สวัสดีครับ ป้าเรน”


    ไม้เท้าฟาดลงพื้นดังปัง


    “อย่าเรียกฉันป้าเหมือนตอนขโมยแบตเตอรี่ฉันไปขาย”


    แจ็กซ์เม้มปาก


    “ในเชิงประวัติศาสตร์ ผมขอยืนยันว่าแบตเตอรี่นั้นถูกทิ้งแล้ว”


    “มันอยู่ในเครื่องกรองน้ำของฉัน”


    “ซึ่งตอนนั้นไม่ทำงาน”


    “เพราะนายถอดแบตเตอรี่”


    แจ็กซ์เงียบ


    คาเอลมองเขา


    “นายนี่ มีอดีตเยอะกว่าที่เล่านะเพื่อน”


    แจ็กซ์พึมพำ


    “อดีตมีไว้ให้ย่อ ไม่ใช่เล่าฉบับเต็มต่อหน้าผู้เสียหาย”


    หญิงที่ชื่อเรนหันมามองคาเอล


    “แล้วนี่ใครล่ะ”


    คีลตอบ


    “คนที่รู้ว่าตัวคลานเพดานจะดับไฟก่อนฆ่าคน”


    เรนมองคาเอลนานขึ้น


    “ห้ะ คนได้ยิน?”


    ห้องเงียบ


    นิกซ์ก้มหน้าลงทันที


    คาเอลไม่ตอบเร็วเกินไป


    “บางครั้ง”


    เรนหัวเราะเบา ๆ


    “อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าตัวเองไม่รู้ทั้งหมด”


    เธอเดินเข้ามาใกล้ มองแผล มองปืน มองมิเลีย มองนิกซ์ แล้วหยุดที่อุปกรณ์ข้อมูลในมือแจ็กซ์


    “พวกนายกำลังหาอะไร”


    คาเอลตอบ


    “กุญแจสำรองที่เกี่ยวกับโปรเจกต์เทรชโฮลด์”


    คำว่าโปรเจกต์เทรชโฮลด์ทำให้อากาศในร้านซ่อมเปลี่ยนทันที


    เรนไม่ได้แสดงความตกใจมาก แต่ไม้เท้าในมือเธอกำแน่นขึ้น


    คีลหันมองเธอ


    “คุณรู้จัก?”


    เรนตอบช้า ๆ


    “ไม่มีใครใต้เมืองรู้จักเต็ม ๆ แต่มีคนหายไปเพราะชื่อนั้นพอให้จำได้”


    คาเอลรู้สึกหัวใจหนักขึ้น


    “คนหาย?”


    “เด็กบางคน…” เรนพูด 


    “คนที่ได้ยินเสียงในท่อ คนที่บอกว่าฝนจำลองในเกมไม่ใช่ฝน คนที่ฝันเห็นห้องสีขาวก่อนเคยเห็นจริง พวกเขาหายไปจากตลาดล่างทีละคน หลายปีก่อน ทุกครั้งจะมีคนด้านบนลงมาพร้อมใบอนุญาตที่ไม่มีใครกล้าตรวจ”


    มิเลียมองคาเอลทันที


    คาเอลนั่งนิ่ง


    ฝนจำลองในเกม


    คำนี้เหมือนมีมือเย็น ๆ แตะหลังคอเขา


    ภาพล็อบบี้เสมือนวาบขึ้นมาอีกครั้ง


    เสียงฝนจำลอง


    ผู้เล่นหญิงที่เดินผ่าน


    อย่าทิ้งคนท้ายแถวไว้ข้างหลัง


    เขาไม่รู้ว่าเกี่ยวกันไหม


    แต่ความรู้สึกคุ้นเคยนั้นกลับมาแรงกว่าก่อน


    เรนมองเขาเหมือนอ่านอะไรบางอย่างในสีหน้าออก


    “เธอเคยเห็นห้องสีขาวแล้วสินะ”


    คาเอลไม่ตอบ


    แต่นั่นก็เป็นคำตอบ


    เรนถอนหายใจ


    “งั้นที่พวกนายมาที่นี่ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”


    เวลถาม


    “คุณรู้ว่ากุญแจอยู่ที่ไหนไหม”


    “รู้… รู้ว่าคนล่าสุดที่พูดถึงมันหายไปทางไหน”


    แจ็กซ์ตัวแข็ง


    “ใคร”


    เรนมองเขา


    “ซอเรน”


    ชื่อเดียวทำให้สีหน้าของแจ็กซ์เปลี่ยนเหมือนถูกต่อยกลางอก


    โวร่ามองเขาทันที


    คาเอลถามเบา ๆ


    “ซอเรนคือใคร”


    แจ็กซ์ก้มหน้า


    “คนแรกที่สอนฉันว่า ประตูแรกควรถูกเปิดยังไง”


    เขาหยุดไปนานพอให้เสียงน้ำหยดจากท่อด้านหลังร้านดังชัดขึ้น


    ติ๋ง


    ติ๋ง


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย


    “ตอนนั้นฉันอายุเท่าไรไม่รู้ สิบ หรือสิบเอ็ดมั้ง ที่นี่ไม่มีใครนับวันเกิดจริงจังหรอก ฉันพยายามแงะประตูห้องเก็บแบตเตอรี่ด้วยไขควงหัก ๆ แล้วทำสัญญาณเตือนดังทั้งแถว คนอื่นวิ่งหนีหมด แต่ฉันติดอยู่ตรงประตู มือยังเสียบคาอยู่ในกล่องล็อก”


    เขายกมือขวาขึ้นเล็กน้อย


    บนนิ้วชี้มีรอยแผลเก่าบางมากที่คาเอลไม่เคยสังเกต


    “ซอเรนเดินมา ไม่ตะโกน ไม่ด่า แค่เอาคีมตัดสายเส้นเดียว แล้วสัญญาณทั้งแถวก็เงียบ เขาถามฉันว่า รู้ไหมว่าทำพลาดตรงไหน”


    มิเลียถามเบา ๆ


    “แล้วนายตอบว่าอะไร”


    “ฉันบอกว่าเลือกสายผิด”


    แจ็กซ์หัวเราะสั้น ๆ แต่เสียงแห้ง


    “เขาบอกว่า ไม่ใช่ ทำพลาดตรงที่คิดว่าประตูมีไว้กันคนออกหรือกันคนเข้าอย่างเดียว ประตูทุกบานมีคนที่กลัวอยู่สองฝั่งเสมอ ถ้าไม่รู้ว่าอีกฝั่งกลัวอะไร อย่าเพิ่งเปิด”


    คำพูดนั้นทำให้คาเอลนึกถึงประตูบีเจ็ดทันที


    หน้าอกเขาแน่นขึ้นโดยไม่ตั้งใจ


    แจ็กซ์เหมือนรู้ เขาไม่มองคาเอล แต่เสียงเบาลง


    “ซอเรนสอนฉันเปิดล็อก สอนอ่านวงจรเสีย สอนฟังเสียงเครื่องก่อนมันตาย เขาบอกว่าของพังมักร้องก่อนพังจริง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ฟัง เพราะเสียงร้องของมันน่าเบื่อเกินไป”


    เรนยืนเงียบอยู่ข้างประตู


    คีลมองพื้น


    แจ็กซ์ถูรอยแผลบนนิ้วตัวเอง


    “วันที่ตลาดเงาถูกกวาดล้าง ฉันเป็นคนเปิดทางหนีผิดเส้น ฝูงชนไหลไปชนจุดตรวจด้านบน ซอเรนย้อนกลับไปปิดประตูด้วยมือ เขาบอกให้ฉันวิ่งลงท่อสาม ไม่ต้องหันกลับ”


    เขาหายใจเข้าช้า ๆ


    “ฉันหันกลับ”


    ไม่มีใครถามว่าเขาเห็นอะไร


    เพราะสีหน้าเขาตอบไปแล้ว


    เรนพูดต่อ


    “และเป็นคนที่ปิดประตูให้เธอหนีตอนตลาดเงาถูกกวาดล้าง”


    แจ็กซ์ไม่พูด


    คาเอลเห็นมือเขากำแน่นรอบอุปกรณ์ข้อมูล


    เรนมองไปทางอุโมงค์ด้านหลังร้าน


    “ถ้าอยากได้กุญแจ ต้องไปอู่ซ่อมตะวันออกเฉียงเหนือ ซอเรนออกไปทางนั้นตั้งแต่ก่อนพวกนายลงมา เขาจะเปิดปั๊มน้ำสำรองกับทางหนีให้ใต้เมือง แล้วเอาของที่ซ่อนไว้กลับมา แต่จนตอนนี้ยังไม่กลับ”


    คีลสบถ


    “ถ้าไปตอนนี้ เสี่ยงเกินไป”


    เรนมองเขา


    “ถ้าไม่ไปตอนนี้ คนด้านบนอาจปิดทางลงทั้งหมด และฝูงพวกมันจะเรียนรู้ตลาดเงาเร็วกว่าที่พวกเราขนคนหนีได้ทัน ถ้าซอเรนเปิดปั๊มไม่สำเร็จ ใต้เมืองจะไม่มีน้ำ ไม่มีอากาศหมุนเวียน และไม่มีทางหนีสำรอง”


    คาเอลได้ยินคำว่า “เรียนรู้”


    มันแทงลึก


    ฝูงพวกมันเรียนรู้


    ระบบเรียนรู้


    เขาเองก็เรียนรู้เร็วเกินไป


    ทุกอย่างในโลกใหม่นี้กำลังเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วที่มนุษย์ธรรมดาตามไม่ทัน


    มิเลียเดินมาข้างเขา


    “นายโอเคไหม”


    เขาอยากตอบว่าโอเคอยู่


    แต่เธอขอให้เขาไม่โกหก


    “ไม่เลย”


    เธอพยักหน้ารับเบา ๆ


    “ดีที่บอกกันตรงๆ”


    เธอพูดเพียงเท่านั้น


    ไม่มีคำปลอบ ไม่มีคำสัญญาว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น


    แค่รับรู้ว่าเขากำลังพัง และยังเลือกจะเดินต่อไปพร้อมเขา


    คาเอลลุกขึ้น


    “เราต้องไปอู่ซ่อมนั่น”


    แจ็กซ์เงยหน้าขึ้น


    “คาเอล…”


    “ถ้าซอเรนยังอยู่ที่นั่น เราต้องพาเขากลับมา และถ้ากุญแจอยู่กับเขา เราต้องรู้ก่อนฝูงหรือคนอื่นเจอ”


    แจ็กซ์ฝืนยิ้ม


    “นายพูดเหมือนทุกอย่างง่ายจังนะเพื่อน”


    “ฉันไม่ได้บอกว่ามันง่าย มันไม่ง่ายเลยแจ็กซ์”


    คาเอลมองเพื่อน


    “แต่ถ้ามันเกี่ยวกับคนที่ช่วยนายหนี นายไม่ควรต้องกลับไปคนเดียว”


    แจ็กซ์มองเขานานมาก


    บางอย่างในดวงตาเขาสั่นไหว ก่อนเขาจะหันหน้าหนีแล้วพูดเร็ว ๆ


    “โอเค ดี งั้นไปเปิดแผลเก่ากันต่อ เหมือนวันนี้ยังเปิดไม่ครบทุกแผลนะ”


    เรนส่งแผนที่กระดาษเก่าให้แจ็กซ์


    “อย่าใช้ทางหลัก เลี้ยวผ่านรางสาม แล้วขึ้นสะพานท่อ ระวังเพดานบนหัวนายให้ดี”


    โวร่ารับคำแทน


    “ฉันจะมองด้านบน”


    เรนมองเธอ


    “ยังมีเด็กห้องทดลองอีกคนหรอ”


    โวร่านิ่งไป


    เพียงเสี้ยววินาที


    แต่มือที่ถือมีดแน่นขึ้นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดชัด


    เธอไม่ชอบคำว่าห้องทดลอง


    ไม่เคยชอบ


    คาเอลเห็น


    เรนก็เห็น


    แต่หญิงชราไม่พูดต่อ เพียงหันไปหยิบขวดน้ำสองขวดกับผ้าพันแผลเก่าโยนให้มิเลีย


    “เอาไป เด็กที่ยังเลือกจับมือคนเจ็บควรมีน้ำมากกว่าคนถือปืน”


    มิเลียรับไว้


    “ขอบคุณค่ะ”


    เรนโบกมือเหมือนไม่อยากรับคำขอบคุณ


    “อย่าตายในตลาดฉันก็พอ ศพเยอะเกินกว่าจะเก็บแล้ว”



    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405