ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 43 ชาวประมงไม่ขอรับผลประโยชน์จากนกกระยางและหอยกาบ

            เสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาทราวกับลูกธนูที่พุ่งปักเข้ากลางเป้าแล้วทิ้งแรงสั่นสะเทือนเอาไว้

            มีสิทธิ์อะไรกัน?ความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อคือคำถามนี้

            เขากับจี้ทิงอย่างไรเสียก็ยังมีสายเลือดพี่น้องที่ตัดกันไม่ขาดแต่ลู่เหยียนชูที่เป็นคนนอกแท้ๆกลับมีความสามารถในการได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงอย่างนั้นหรือ

            จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกถึงความโกรธเกรี้ยวที่ทวีความรุนแรงจนล้นอกมันเป็นความรู้สึกที่ทั้งพิลึกและน่าอึดอัด เหมือนเดินอยู่ริมถนนแล้วจู่ๆก็ถูกใครบางคนวิ่งมาชิงของไป

            ของชิ้นนี้เขาอาจจะไม่ได้แยแสแต่ตราบใดที่เขายังไม่ทิ้ง ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาเก็บไป โดยเฉพาะ...ห้ามมาใช้ร่วมกับเขาเด็ดขาด

            แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อเย็นเยียบราวกับมีพายุฤดูหนาวพัดโหมอยู่ภายในลู่เหยียนชูเป็นตัวกาลกิณีจริงๆ ตราบใดที่มีหมอนี่อยู่ด้วยมักจะมีเรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นตลอดเลย

            ในตอนนั้นเองลู่เหยียนชูซึ่งยังไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มพลางเอ่ยกับจี้ทิงและอีกคน “จี้ทิงคุณสวี อาหารเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ไม่ทราบว่าพวกคุณจะไปที่...”

            “กินที่นี่แหละ” จี้เยี่ยนจื๋อโพล่งขึ้นมาขัดจังหวะน้ำเสียงเย็นจัดจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง

            ลู่เหยียนชูสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติเขาหันไปมองจี้ทิง แต่ฝ่ายหลังกลับกำลังจ้องมองไปที่จี้เยี่ยนจื๋อแทน

             [เมื่อกี้จี้เยี่ยนจื๋อเอาแต่สูดลมหายใจเข้าออกแรงๆ ทำไมกันนะแน่นหน้าอกเหรอ?]

            คิ้วของลู่เหยียนชูขยับเล็กน้อยอยู่ดีๆ ทำไมถึงแน่นหน้าอกขึ้นมาล่ะ?

            จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบตาขึ้นมองอย่างเย็นชาราวกับกำลังสกัดกั้นกองเพลิงไว้ในอก แต่คำที่เอ่ยออกมากลับมีเพียงความห่างเหิน“ไปกินข้าวซะ”

            “ครับ”

            จี้ทิงพาสวีเหรินไปนั่งที่โซฟาริมหน้าต่างทิ้งให้จี้เยี่ยนจื๋อกับลู่เหยียนชูนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่

            พนักงานเดินเข้าออกเพื่อลำเลียงอาหารจนครบจากนั้นผู้จัดการก็ก้มตัวลงเล็กน้อยพร้อมเอ่ย “เชิญทุกท่านตามสบายครับมีอะไรเรียกใช้ผมได้ตลอดเวลา”

            เมื่อประตูห้องรับรองปิดลงลู่เหยียนชูก็เริ่มหัวข้อที่ค้างไว้ต่อ ทว่าคุยไปได้ไม่เท่าไหร่เขาก็สังเกตเห็นได้ว่าอารมณ์ของจี้เยี่ยนจื๋อนั้นไม่ปกติเอาเสียเลยเขาแค่ปลีกตัวออกไปเพียงไม่กี่นาทีระหว่างนั้นในนี้เกิดเรื่องใหญ่โตอะไรขึ้นหรือเปล่านะ

            “ประธานจี้ครับ คุณเห็นว่าส่วนนี้ยังมีปัญหาตรงไหนอีกไหม?”

            จี้เยี่ยนจื๋อละสายตาจากคนทั้งสองที่กำลังทานข้าวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉยเมยถึงขีดสุด “ไม่มีพูดต่อสิ”

            จากการสังเกตเมื่อครู่เขามั่นใจแล้วว่าสวีเหรินไม่ได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงแน่ๆนั่นหมายความว่าเงื่อนไขการกระตุ้นให้ได้ยินเสียงนั้นไม่เกี่ยวกับความเป็นคนนอกและไม่เกี่ยวกับความสนิทสนม

            ถ้าอย่างนั้นปัญหาก็วนกลับมาที่จุดเริ่มต้น จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองคนข้างกายด้วยสายตาเย็นเยียบแล้วไอ้เจ้าคนที่น่ารำคาญอย่างลู่เหยียนชูเนี่ยนะ มีสิทธิ์อะไรถึงได้ยินด้วยกัน?

            ลู่เหยียนชูรู้สึกได้ว่าตัวเองถูกถลึงตาใส่ยิ่งทำให้เขางุนงงเข้าไปใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกันอีกเนี่ย...

            ขณะที่ความสงสัยผุดขึ้นในใจจู่ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างออก และในพริบตานั้นร่างทั้งร่างของเขาก็พลันเกร็งเครียดขึ้นมา เขาจำได้ว่าจี้ทิงเคยบอกว่าจี้เยี่ยนจื๋อ... เป็นโรคทางจิตเวช

            ลู่เหยียนชูลอบกลืนน้ำลายแม้แต่ลมหายใจยังต้องผ่อนให้เบาที่สุดโดยไม่รู้ตัวด้วยเกรงว่าจะไปกระตุ้นอารมณ์ของคนข้างๆ เข้า

            “ทำไมเงียบไปล่ะ พูดต่อสิ” จี้เยี่ยนจื๋อเร่งเร้าอย่างรำคาญใจ

            ลู่เหยียนชูฝืนยกยิ้มที่มุมปากทว่าเส้นประสาททุกเส้นในตัวกลับขึงตึง “ก็ประมาณนี้แหละครับประธานจี้เห็นว่าต้องเพิ่มเติมตรงไหนไหมครับ?”

            “เรื่องของนายเองแท้ๆ แต่กลับโยนมาให้ฉันจัดการเนี่ยนะ” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อเริ่มคุมความโกรธไว้ไม่อยู่แล้ว “ต้องให้ฉันป้อนข้าวใส่ปากนายด้วยเลยไหมล่ะ?”

            ลู่เหยียนชูสัมผัสได้ถึงโทสะนั้นอย่างชัดเจนเขาจึงอาศัยจังหวะที่ขยับตัว แอบเลื่อนเก้าอี้ให้ถอยห่างออกไป

            จี้เยี่ยนจื๋อมองการกระทำที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนั้นแล้วเอ่ย“นายจะย้ายไปนั่งข้างนอกเลยไหม?”

            “เมื่อกี้เห็นประธานจี้ขมวดคิ้ว ผมก็นึกว่าผมนั่งเบียดคุณน่ะครับ”

            ลู่เหยียนชูเล่นละครจนสมองเพี้ยนไปแล้วหรือไง

            จี้เยี่ยนจื๋อวัดระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองด้วยสายตาก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขัดใจ “นั่งห่างขนาดนี้เราจะคุยกันยังไงต้องร้องเพลงโต้ตอบข้ามเขากันเลยไหมล่ะ”

            “ห่างเหรอครับ?” ลู่เหยียนชูเริ่มแกล้งโง่เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง“ประธานจี้พูดอะไรผมก็ได้ยินชัดเจนดีนะครับ”

            ท่าทางที่เหมือนกำลังหลบหลีกสิ่งสกปรกโสโครกแบบนั้นทำให้จี้เยี่ยนจื๋อหมดความอดทนในที่สุด

            แผนการที่วางไว้ตอนแรกถูกรื้อทิ้งจนหมดสิ้นเขายกยิ้มที่มุมปาก ทว่าในดวงตาคมลึกกลับไม่มีแววขำขันแม้แต่น้อย“ฉันมาลองคิดดูดีๆ แล้ว เรื่องนี้ฉันช่วยนายได้นะ”

            ลู่เหยียนชูรู้สึกประหลาดใจแต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับเปลี่ยนหัวข้อกะทันหัน “แต่ว่า...”

            อีกด้านหนึ่งทั้งสองคนที่กำลังทานข้าวอยู่ยังไม่รู้ตัวเลยว่าสัญญาณไฟแห่งสงครามได้ถูกจุดขึ้นแล้ว

            สวีเหรินเคี้ยวจนแก้มตุ่ยพลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง“อาจารย์จี้ครับ นกพิราบย่างนี่อร่อยจังเลยครับ”

            จี้ทิงไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่เลื่อนนกพิราบย่างอีกตัวไปใกล้ๆ กับฝั่งของเขา

            “คุณลองชิมเนื้อนี่ดูสิ อร่อยมากเลยนะ”

            “อืม”

            สวีเหรินมองอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะพวกเขาเพิ่งกินไปได้ไม่ถึงหนึ่งในสาม จึงถามอย่างเกรงใจ“อาจารย์จี้ครับ ตอนเรากลับ ผมขอห่อของเหลือกลับได้ไหมครับ?”

            จี้ทิงหันไปมองเขา“ที่หอพักมหาวิทยาลัยของคุณมีไมโคร...”

            เขายังพูดไม่ทันจบทางด้านโต๊ะใหญ่ก็มีเสียงของบางอย่างถูกปัดจนล้มลง

            ทั้งสองคนหันไปมองตามสัญชาตญาณเห็นเพียงลู่เหยียนชูที่ลุกขึ้นยืนแล้ว ใบหน้าที่เคยประดับไปด้วยรอยยิ้มยามนี้กลับดำดิ่งไปด้วยสายตาเย็นชาที่จ้องมองจี้เยี่ยนจื๋อ

            ส่วนจี้เยี่ยนจื๋อกลับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่ทุกข์ร้อนแววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ทำไมคุณลู่คงไม่ได้คิดว่าโลกนี้จะมีอาหารกลางวันให้กินฟรีหรอกนะ?”

            ลู่เหยียนชูนิ่งเงียบไปเมื่อเอ่ยปากอีกครั้งน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยกระแสไอเย็น“ประธานจี้คิดว่าหลิงซีเป็นอะไรกัน เป็นสิ่งของที่จะยกให้กันง่ายๆหรือเป็นเงื่อนไขที่เอามาวางบนโต๊ะเจรจาได้งั้นเหรอ?”

            จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะเยาะ“คุณคิดว่าการมาตั้งคำถามกับผมแบบนี้มันจะทำให้คุณดูเป็นคนสูงส่งงั้นสิถ้าคุณมั่นใจขนาดนั้นจริง ทำไมต้องเอาหลิงซีไปซ่อนล่ะ?”

            สวีเหรินสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่พร้อมจะปะทะกันทุกเมื่อเขาขยับเข้าไปใกล้จี้ทิง “อาจารย์จี้ครับหลิงซีคือใครเหรอครับ?”

            จี้ทิงละสายตาออกมาอย่างราบเรียบ“คนที่พวกเขาชอบน่ะ”

            ความจริงก่อนจะมาที่นี่เขาเคยคิดไว้แล้วว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะใช้หลิงซีมาเป็นเครื่องมือต่อรองกับลู่เหยียนชูหรือไม่และเมื่อมันเกิดขึ้นจริงๆ จี้ทิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า‘เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ’

            ทางด้านนั้นสีหน้าของลู่เหยียนชูเย็นชาลงถึงขีดสุด “ประธานจี้เกิดมาบนกองเงินกองทองอยากได้อะไรก็ได้มาตลอดแน่นอนว่าคุณคงไม่รู้หรอกว่าคนธรรมดาก็มีเกียรติพอที่จะได้รับความเคารพเหมือนกัน”

            “ความเคารพที่นายว่า คือการปล่อยให้เขาหลบๆ ซ่อนๆใช้ชีวิตเหมือนหนูที่ไม่กล้าสู้แสงงั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะหยัน“แม้แต่จี้ทิงยังไม่ไร้ความสามารถเท่านายเลย”

            “จี้ทิงเขารู้ดีกว่าคุณว่าควรจะปกป้องหลิงซียังไงต่อให้ตัวเขาเองต้องลำบากใจ ก็ไม่เคยบังคับคนที่เขารักเลยสักครั้ง”

            ไฟสงครามลามมาถึงตัวจี้ทิงอย่างไร้สาเหตุสวีเหรินที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับตกใจจนหน้าเหวอดวงตาสองข้างมองจี้ทิงด้วยความตื่นตระหนก

            อะไรนะอาจารย์จี้ก็ชอบหลิงซีคนนั้นเหมือนกันเหรอ?!

            จี้ทิงผ่อนลมหายใจยาวและอดไม่ได้ที่จะหลับตาลง [การต่อสู้ของพวกตัวผู้ไม่ว่าจะมาจากบทที่ถูกกำหนดไว้หรือมาจากสัญชาตญาณตอนนี้ทั้งสองคนไม่เหลือความยับยั้งชั่งใจในฐานะมนุษย์แล้วนี่เป็นบทเรียนที่คอยเตือนใจฉันว่า...ต้องอยู่ให้ห่างจากกระแสน้ำวนของพล็อตเรื่องเข้าไว้]

            เมื่อได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงลู่เหยียนชูราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้าอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่มอดดับลงทันที

            แต่จี้เยี่ยนจื๋อนั้นต่างออกไปเขาสงบนิ่งอย่างประหลาดมาตั้งแต่ต้นเพราะการยื่นเงื่อนไขก็แค่ต้องการยั่วโมโหลู่เหยียนชูเท่านั้นเขามองท่าทางครุ่นคิดของลู่เหยียนชูแล้วแค่นยิ้มในใจ

            “ในเมื่อคุณบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะซ่อนหลิงซีไว้และยังยกย่องจี้ทิงซะสูงส่งขนาดนั้น ถ้าอย่างนั้นคุณก็ส่งตัวคนให้เขาไปเลยสิ”

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว ที่คุณอ่าน