ตอนที่ 19 ภัตตาคารซือเจิ้ง
หลิงซานฉิงเดินไม่กี่ก้าวก็เห็นร้านอาหารแห่งหนึ่ง นางก้าวเข้าไปหลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จากนั้นจึงเดินตรงไปที่โต๊ะต้อนรับแล้วถามว่า “เ้าของร้านของพวกเ้าล่ะ? ข้าอยากคุยเื่กิจการกับเขา”
สูตรต้นตำรับหมั่นโถวของนางขายดีมาก นางไม่กังวลเลยว่าสูตรนี้จะขายไม่ได้
ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลังโต๊ะต้อนรับสำรวจนางขึ้นลงครู่หนึ่ง “เ้ามีธุระอะไร ข้านี่แหละเ้าของร้าน”
มีผู้หญิงคนหนึ่งคิดจะมาคุยเื่กิจการ มีกิจการอะไรให้ต้องคุย? เห็นได้ชัดว่าเ้าของร้านไม่ได้สนใจนางเลย
หลิงซานฉิงเหลือบมองภายในร้าน หยิบสูตรหมั่นโถวออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ หันหลังพิงอยู่กับโต๊ะเก็บเงิน “เถ้าแก่ ท่านรู้จักหมั่นโถวของตระกูลฉาใช่ไหม?”
เ้าของร้านเหลือบมองสูตรหมั่นโถว ก่อนตอบพร้อมกับหัวเราะออกมา “รู้ หมั่นโถวที่ขายหลายวันก่อน มีใครในอำเภอหรงอินจะไม่รู้ล่ะ”
รู้เช่นนี้ก็จัดการได้ง่ายหน่อย หลิงซานฉิงแสดงท่าทางเหมือนนักธุรกิจรายใหญ่ “รู้ก็ดีแล้ว ข้าจะไม่ปิดบังท่าน นี่คือสูตรของหมั่นโถวนั้น และตอนนี้ข้าอยากหาเพื่อนมาร่วมมือกัน จึงนำสูตรนี้มาขาย…”
“ไม่ซื้อไม่ซื้อ” เ้าของร้านให้โอกาสนางพูดจนจบประโยค และทำท่าทางโบกมือไล่
อะไรนะ? ไม่ซื้อ? นางได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย?
ไม่กี่วันก่อนหมั่นโถวนี้ถูกคนรุมแย่งกันอย่างบ้าคลั่ง และมีเ้าของร้านมากมายเข้ามาหานางเพื่อขอซื้อสูตรนี้ในราคาสูง แต่ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะไม่ซื้อแล้ว?
“เถ้าแก่ ท่านไม่ซื้อรึ? ท่านน่าจะรู้ว่าสูตรนี้นำกำไรมาให้ท่านมากเท่าใด” พ่อค้าให้ความสำคัญกับกำไรมากที่สุดมิใช่รึ ยามนี้กำไรวางกองอยู่ตรงหน้าแล้วเหตุใดจึงไม่รับ?
กำไรสำคัญกว่าการมีชีวิตรอดรึ? เ้าของร้านแอบพูดในใจพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายกับช่วยอะไรไม่ได้ “ต่อให้มีกำไรมหาศาลเราก็ไม่ซื้อ ไป ไป รีบกลับไปเถอะ”
“ไม่ซื้อไม่ได้สิ ของดีขนาดนี้ยังกลัวจะขายไม่ออกอีกรึ” หลิงซานฉิงพึมพำอย่างไม่พอใจ ก่อนจะคว้าสูตรแล้วเดินจากไป
ครั้นหันกลับมา นางก็ไม่เห็นสีหน้าที่เ็ปจากเ้าของร้านเลย
นางไปร้านอาหารมามากกว่าสิบร้าน และเ้าของร้านก็ตอบแบบเดียวกัน ไม่ว่านางจะเสนอราคาอย่างไรก็ไม่มีใครซื้อสักคน
หากเป็แค่หนึ่งร้านสองร้านก็ไม่เป็ไร แต่นี่หลายร้านกลับตอบแบบเดียวกันหมด หากบอกว่าไม่มีใครอยู่เื้ั ให้ตายอย่างไรนางก็ไม่เชื่อ
และนางก็ไม่เชื่อว่าจะไม่มีร้านไหนเลยที่กล้ารับสูตรของนาง
“ได้ยินว่าวันนี้ภัตตาคารซือเจิ้งมีกิจกรรมลองอาหารอะไรเนี่ยแหละ เดี๋ยวพวกเราไปดูกันดีหรือไม่?”
“คราวนี้ภัตตาคารซือเจิ้งทำอะไรแผลง ๆ อีกแล้ว แต่กินของไม่เสียเงินเช่นนี้ ใครจะไม่อยากไป เอาล่ะไปก็ไป”
“ต้องยอมรับเลยว่าตระกูลซือรวยจริง ๆ วัตถุดิบมากมายขนาดนั้น บอกว่าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้องเสีย”
“ภัตตาคารของตระกูลซือเป็กิจการที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอหรงอินเลยนะ จะยังขาดทุนอะไรล่ะ?”
ภัตตาคารซือเจิ้ง? หลิงซานฉิงก้าวเดินช้าลง และฟังพวกผู้หญิงที่ล้างผักข้างถนนคุยกัน
ตระกูลซือมีกิจการที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอหรงอิน ครอบคลุมทั้งร้านอาหาร ยา เรือ ผ้าไหมและอื่น ๆ แม้แต่ตระกูลอวี๋ที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอหรงอินก็ยังต้องยอมแพ้
ทันใดนั้นความทรงจำก็ไหลเข้ามาในหัว หลิงซานฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ที่แท้ในอำเภอหรงอินไม่ได้มีแค่ตระกูลอวี๋เพียงตระกูลเดียวที่ร่ำรวยสินะ และตระกูลซือดูเหมือนจะเป็ทางเลือกที่ไม่เลวเลย
นางเดินตามคนมากมายไปที่ภัตตาคารซือเจิ้ง และวางแผนที่จะพบกับเ้าของภัตตาคารซือเจิ้งครู่หนึ่ง
สมแล้วที่ภัตตาคารซือเจิ้งจะเป็ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอหรงอิน แค่มองภายนอกร้านก็ััได้ถึงบรรยากาศบางอย่าง แม้ว่าร้านจะดูเหมือนภัตตาคารโบราณแบบดั้งเดิม แต่กลับปรับปรุงหน้าต่างใหม่เป็หน้าต่างที่สูงจากพื้นจรดเพดานดูทันสมัย ทำให้การตกแต่งภายในสว่างไสว เมื่อรับประทานอาหารในนั้นคงให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก
หน้าประตูภัตตาคารซือเจิ้งจัดวางโต๊ะที่ปูด้วยผ้าสีแดงสองสามโต๊ะ และบนโต๊ะวางอาหารคาวเลิศรสไม่กี่อย่างไว้ และเพราะอาหารคาวแปลกใหม่นี้เองที่ทำให้ด้านหน้าประตูดูคึกคักขึ้น
“ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว คุณชายซือออกมาแล้ว”
“คุณชายซือมีท่าทางสง่างามนัก แต่กลับได้มาดูแลภัตตาคารที่นี่ ช่างน่าเสียดายความสามารถจริง ๆ”
“จะช้าหรือเร็วเขาก็จะได้รับ่ต่อกิจการของตระกูลซือแล้ว จะไปสนใจว่ามีประสบการณ์ในภัตตาคารทำไมกัน”
แม้หลิงซานฉิงจะไม่ก้าวไปข้างหน้า แต่นางกลับได้ยินเสียงพูดคุยแสดงความคิดเห็นของผู้คน
คุณชายตระกูลซือผู้นี้มีนิสัยดี การดูแลภัตตาคารไม่ใช่เื่เล็ก ๆ ถึงอย่างไรก็ต้องรับ่ต่อกิจการทั้งหมดของตระกูลซือ กล่าวคือ คนผู้นี้เป็ทายาทผู้รับ่ต่อกิจการของตระกูลซือ หากสามารถติดต่อกับกิจการตระกูลซือได้ ความฝันที่อยากร่ำรวยของนางก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
เมื่อคิดเื่นี้ได้ นางก็เดินเบียดตัวจากฝูงชนไปด้านหน้า กวาดสายตาไปที่อาหารคาวเ่าั้และรู้สึกผิดหวังเป็อย่างมาก
นี่คือหน้าตาอาหารของภัตตาคารอันดับหนึ่งในอำเภอหรงอินรึ? นี่คือสิ่งที่คุณชายซือภูมิใจเอาออกมาโอ้อวดรึ?
“จุ๊ ๆ หน้าตาแย่นิดหน่อย แม้แต่จัดจานก็ทำได้ไม่ดี”
“นี่มันปลาอะไรเนี่ย? ปลาเปรี้ยวหวานรึ? ทำไมมันดูอ่อนปวกเปียกไม่เหมือนปลาหลีะโข้ามประตูัเลย?”
“ไอ้หยา ซี่โครงอันนี้ควรโรยผักชีลงไปนิดหน่อยสิ”
นางเดินวนรอบโต๊ะอาหาร คำพูดที่น่าผิดหวังแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ก็ออกมาจากปากของนาง
“ดูเหมือนแม่นางจะเข้าใจเื่อาหารคาวมาก น่าจะลองแบ่งปันกับข้าผู้นี้ดูบ้าง ข้าจะได้เอาไปเสริมในส่วนที่บกพร่องได้ และคำแนะนำของแม่นางจะได้ไม่เสียเปล่า”
หลิงซานฉิงพึมพำกับตัวเอง แต่ไม่นึกเลยว่าจะถูกคนของภัตตาคารได้ยินเข้า นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด พลางหัวเราะแห้งออกมาแล้วเอามือไพล่หลัง แสร้งทำเป็สำรวจมองเขาขึ้นลง “เ้าคือผู้ดูแลภัตตาคารแห่งนี้รึ?”
นางแค่อยากแกล้งทำเป็เคร่งขรึมมาก ๆ มากจนคนตรงหน้าไม่กล้ามองนางเป็ผู้หญิงธรรมดา
ซือหงหยวนถือพัดใบตาลอยู่ในมือ พลางตบพัดลงบนฝ่ามืออีกข้างหนึ่ง ใบหน้าเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะพยักหน้าตอบ “ถูกต้อง ภัตตาคารแห่งนี้เป็ของตระกูลซือเรา” เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “แม่นางมีความเห็นอะไร พูดกับข้าผู้นี้ได้เต็มที่เลย”
แววตาของเขาเจือไปด้วยความขี้เล่นเล็กน้อย ไม่ต้องเอ่ยถึงประวัติร้อยกว่าปีของตระกูลซือในอำเภอหรงอิน เพราะแค่บอกว่าสิบกว่าปี ภัตตาคารซือเจิ้งก็มีประวัติมามากกว่าสิบปีแล้ว ถือเป็ตระกูลหนึ่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอหรงอิน และผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าก็เป็คนแรกที่กล้าไม่เยินยออาหารของภัตตาคารซือเจิ้ง
ซือหงหยวนรู้สึกสนใจอย่างมากจนลืมสนใจคนมากมายที่อยู่ข้างนอกไปชั่วขณะ เขาจึงเชิญนางเข้าไปในภัตตาคาร
หลิงซานฉิงเอามือไพล่หลัง แสดงท่าทางลึกซึ้งจนคาดเดาไม่ถูก และก่อนที่นางจะสำรวจการจัดแต่งภายในภัตตาคาร นางก็ถูกโต๊ะตัวนั้นดึงดูดความสนใจไปเสียก่อน
บนโต๊ะไม่มีอะไรสวยงามแม้แต่น้อย และสิ่งที่ดึงดูดความสนใจนางก็ยังเป็อาหารคาวที่อยู่บนโต๊ะ
อาคารคาวที่วางอยู่บนโต๊ะไม่ต่างจากด้านนอก นางก็คงไม่ต้องเลือกอะไรอีก แต่ตอนนี้เพื่อพิสูจน์ความเข้าใจอันโดดเด่นของนางในเื่นี้ นางจึงต้องพูดออกไป
“เ้าดูจานนี้สิ มันทำให้คนไม่อยากอาหาร นี่เรียกปลาอะไร?”
ซือหงหยวนไม่รู้ว่านางหมายถึงอะไร แต่ก็ตอบกลับไปว่า “ปลาหลี”
“ข้าไม่ได้ถามเ้าว่านี่คือปลาอะไร แต่อาหารจานนี้เรียกว่าอะไร?” หลิงซานฉิงเอ่ยน้ำเสียงเคร่งขรึม พลางมองเขาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
ซือหงหยวนถูกนางถามเสียงดังใส่ก็ฟื้นสติกลับมา และกล่าวด้วยสายตาขี้เล่นเล็กน้อย “ปลาหลีเปรี้ยวหวาน แม่นางยังมีความคิดที่ดีกว่านี้รึ?”
“จุ๊ ๆ” หลิงซานฉิงยื่นนิ้วชี้ส่ายไปมา “ไม่ ต่อไปอาหารจานนี้จะเรียกว่าปลาหลีข้ามประตูั และจะต้องทอดปลาหลีในหม้อออกมาเป็รูปร่างโค้ง ต้องทำให้มันดูเหมือนกำลังจะกระโจน ดังนั้นมันก็จะกลายเป็ปลาหลีข้ามประตูัจริง ๆ”
แววตาของนางเปล่งประกายขณะพูด ซึ่งดูแล้วน่าสนใจเป็อย่างมาก ไม่รอให้ซือหงหยวนตอบ นางก็เอ่ยขึ้นมาไม่หยุด “และผักสีเขียวที่อยู่ในอาหารของเ้า มันอาจจะดูสด แต่ดู ๆ ไปแล้วมันไม่เหมือนกับผักสดเลย แล้วใครจะรู้ว่ามันสดหรือไม่สดกันแน่ หากสามารถคงความชื้นในผักไว้ได้ก็จะอร่อยไปหมดในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะรูป รส กลิ่น หรือสี”
หลังจากที่หลิงซานฉิงเลือกอาหารเสร็จแล้วก็มองไปรอบ ๆ พลางส่งเสียงจุ๊ปากออกมา “และเมื่อดูการจัดแต่งในนี้อีกครั้ง แม้ไม่รู้ว่าจะเทียบกับภัตตาคารธรรมดาได้หรือไม่ แต่มันกลับยังดูไม่สมบูรณ์ เปลี่ยนหน้าต่างใหม่กลายเป็หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน แต่เ้าคิดบ้างหรือไม่ แม้แต่ผ้าม่านก็ไม่มี ในฤดูร้อนที่ร้อนแผดเผาเช่นนี้ ตอนที่กำลังทานอาหาร แขกที่นั่งใกล้ริมหน้าต่างจะไม่ร้อนตายเลยรึ”
แม้เื่ที่มีแขกนั่งริมหน้าต่างในฤดูร้อนจะมีน้อยมากในอดีต ทว่าเขาไม่คิดว่าจะต้องใช้เพียงแค่ผ้าม่านเพื่อกั้นความร้อนริมหน้าต่างในฤดูร้อน
หลิงซานฉิงมองการจัดวางโต๊ะและเก้าอี้ในห้องโถง พลางส่ายหน้า “หากมีผ้าม่านริมหน้าต่าง และสร้างห้องอาหารส่วนตัวอีกสองสามห้อง และสร้างพนักพิงที่ค่อนข้างสูงในห้องอาหารส่วนตัว แขกจะได้รู้สึกสบายขึ้น และยังสามารถปิดกั้นสายตาหน้าหลังได้ด้วย เมื่อเป็เช่นนี้ ผู้คนมากมายก็จะรู้สึกสบายยิ่งขึ้นในห้องอาหารส่วนตัวนี้ และก็จะบรรลุจุดประสงค์ของภัตตาคารนี้”
เริ่มแรกที่หลิงซานฉิงแกล้งก็เพื่อพูดเกทับซือหงหยวน แต่ยิ่งนางพูดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจริงจังมากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายนางก็ขมวดคิ้วและคิดเกี่ยวกับมันอย่างจริงจัง
"วิเศษมาก! ปลาหลีข้ามประตูั ชื่อนี้ช่างวิเศษจริง ๆ”
ซือหงหยวนไม่เคยได้ยินวิธีการทำ ‘ปลาหลีข้ามประตูั’ มาก่อนเลย และยิ่งไม่เคยเห็นภัตตาคารที่จัดแต่งเช่นนั้นมาก่อน จึงอดคิดอย่างจริงจังไม่ได้ อย่างเช่นว่าจะลองเปลี่ยนภัตตาคารแห่งนี้ตามที่นางบอกจริง ๆ ...
เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
หลิงซานฉิงไม่ได้ตอบเขาในทันที นางแค่โบกมือเท่านั้น
ความสนใจที่อยู่ในแววตาของซือหงหยวนเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ สายตาเขาแทบจับจ้องไปที่นาง ครั้นเห็นสายตาหลิงซานฉิงมองป้ายอาหารที่แขวนอยู่เหนือฝั่งต้อนรับ คล้ายกับนึกได้ว่านางมีเื่จะพูด เขาจึงกล่าวว่า “แม่นางพูดมานานแล้ว ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี เช่นนั้นพวกเราทานอาหารไปด้วยคุยไปด้วยดีหรือไม่?”
ตอนนี้มันยังเร็วไปสำหรับมื้อกลางวัน และคนธรรมดาก็กินข้าวเช้าไปแล้ว แต่นางไม่ได้กินข้าวเช้าเลยสักเม็ด ในเมื่อซือหงหยวนยื่นข้อเสนอดีขนาดนี้ นางย่อมตกลงอย่างเต็มใจ
ต้องยอมรับเลยว่าภัตตาคารซือเจิ้งช่างใจกว้างจริง ๆ แค่ทานอาหารมื้อหนึ่งก็ต้องเตรียมห้องอาหารส่วนตัว และภายในห้องอาหารส่วนตัวก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เพราะมันก็แค่ของตายเท่านั้น
ซือหงหยวนสังเกตเห็นว่านางกำลังให้ความสนใจกับการจัดแต่งสิ่งของในห้องอาหารส่วนตัว เขาก็เขย่าพัดใบตาลในมือ และกล่าวโดยไม่โมโหใด ๆ “แม่นางมีความเห็นใดก็พูดมาได้เลย หากมีสิ่งไหนรับเอาไว้ได้ ข้าจะรับฟังแน่นอน”
หลิงซานฉิงยังพูดอย่างมั่นใจเหมือนเมื่อครู่ ยามนี้นาง้ากินอาหารของเขา จึงอดไม่ได้ที่จะพูดสั้น ๆ ว่า “เื่ความเห็นข้ามันไม่เท่าไหร่หรอก มันเป็แค่ความคิดเห็นของคนคนหนึ่งเท่านั้น”
ซือหงหยวนส่ายพัดใบตาล สีหน้าเต็มไปด้วยความใคร่รู้ แววตาแฝงไปด้วยความสนใจ “ไม่ทราบว่าข้าควรเรียกแม่นางว่าอย่างไรดี?”
หลิงซานฉิงแอบกล่าวในใจว่าคนผู้นี้ช่างแปลกจริง ๆ เมื่อคนธรรมดาได้ยินว่ามีคนจ้องจับผิดเช่นนี้ เกรงว่าคงจะไล่นางออกไปนานแล้ว แต่เขากลับยืนกรานที่จะรับฟังนางต่อไป