Back to 1970 ทะลุมิติมาเลี้ยงลูกแฝด

    ตอนที่ 52 เจียหลุนได้รับบาดเจ็บ

             หลังจากทานอาหารเย็นร่วมกันที่ลานหน้าบ้านของหลิวซือซือกันอย่างเอร็ดอร่อยแล้วผู้อาวุโสเหอก็ขอตัวเพื่อไปดูความเรียบร้อยของบ้านดิน

             พ่อหลิวพาลูกชายและหลานชายไปช่วยด้วยและก็ได้เห็นว่าป่ารกชัฏที่พวกเขายากจะฝ่าเข้าไปถึงตัวบ้านดินนั้นบัดนี้ถูกจัดการจนโล่งเตียนไปหมดแล้ว

             “สุดยอดเลยครับผู้อาวุโสเหอ”หลิวฉุนเหลียงมองบ้านดินและรอบๆตัวบ้านที่ได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วและสะอาดสะอ้านก็ต้องอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่านายพลหลี่หัวหน้าชุดคุ้มกันจะมีความสามารถถึงเพียงนี้

             “อืมอย่าได้มองว่าเสี่ยวหลี่คนนี้เป็นนายทหารที่หยาบกระด้างเชียวล่ะเมื่อก่อนตอนที่เขาเริ่มต้นในเส้นทางสายนี้เขาเคยปลอมตัวเข้าไปทำภารกิจด้วยนะนั่นก็คือการไปเป็นคนสวนในบ้านของเศรษฐีแถวตะเข็บชายแดนดูสิเขาทำงานเรียบร้อยมากเลยล่ะ”

             นายพลหลี่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีแต่ในท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะทำหน้านิ่งๆดีกว่า“ห้องด้านในผมกับลูกน้องก็จัดการเรียบร้อยแล้วนะครับท่าน ข้าวของทุกอย่างถูกจัดเอาไว้ในห้องพักของท่านครบทุกอย่างแม้แต่ห้องครัวก็มีข้าวของเครื่องใช้ครบถ้วน”ก่อนจะรับภารกิจนี้เขาก็ศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียด ดังนั้นจึงได้ซื้อข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้าและส่งมาทางนี้ก่อน

             พ่อหลิวเห็นว่าเริ่มจะมืดแล้วก็ไม่อยากจะรบกวนเจ้าของบ้าน“ผมกับเจ้าเด็กตัวเหม็นพวกนี้คงต้องขอตัวกลับก่อนนะครับผู้พันเหอเอาไว้วันหลังผมจะให้พวกเขาตัดฟืนมาให้นะครับ”

             “ไอ้หยา! ไม่ต้องลำบากเด็กๆหรอกน่า ยังมีเสี่ยวหลี่อยู่ทั้งคนรีบกลับบ้านเถอะอีกหน่อยพอค่ำมืดมาแถวนี้มันค่อนข้างอันตราย พวกนายยังไม่เคยเจอหมาป่าสินะ”

             สีหน้าของพ่อหลิวกลายเป็นเคร่งขรึม“ตั้งแต่มาอยู่ชายป่าที่นี่ยังไม่เคยเจอหมาป่าเลยครับแต่พวกเราก็เดินตรวจตรากันทุกคืน” ในหมู่บ้านที่อยู่บนเนินสูงตรงนั้นมีรั้วรอบขอบชิดที่ค่อนข้างแน่นหนาแต่ชายป่าที่เขาอยู่นี้มีแค่รั้วบ้านของพวกเขาเท่านั้นที่กั้นทุกอย่างเอาไว้บ้านของลูกชายคนที่สี่ที่เพิ่งสร้างเสร็จนั้นค่อนข้างดีมีรั้วที่แข็งแรงแต่บ้านของลูกสาวนี่สิคงต้องเร่งช่วยกันสร้างเสียแล้ว

             “อืมทำดีแล้วล่ะ คืนนี้ฉันจะให้เสี่ยวหลี่กับลูกน้องของเขา เดินตรวจตรากับพวกนายด้วยก็แล้วกัน”

             “ขอบคุณผู้พันเหอมากครับพวกเราคงต้องขอตัวก่อน”พ่อหลิวคำนับให้อีกฝ่ายเพราะเมื่อเขาเป็นเด็กหนุ่มก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้พันเหอในระดับหนึ่งเหมือนกัน

             “ไปเถอะๆ”

     

             พอตื่นเช้ามาผู้อาวุโสเหอก็ออกกำลังกายอยู่ที่ลานหน้าบ้านลูกน้องของเขาครึ่งหนึ่งกำลังไปขนหินมาจากธารน้ำเพื่อนำมาทำกำแพงบ้าน

             “ท่านครับผมทำซาลาเปากับน้ำเต้าหู้เอาไว้แล้ว” นายพลหลี่ตงเอ่ยรายงานอย่างนอบน้อม แม้ว่าเขาจะมียศสูงกว่าท่านที่ปรึกษาแต่ถ้าจะให้เทียบกันแล้วกลับเทียบกันไม่ได้เลยสักนิดเพราะท่านสร้างคุณูปการให้ประเทศมากมายดังนั้นเมื่อรู้ว่าท่านที่ปรึกษาจะมาที่นี่เขาจึงรีบอาสาเป็นหัวหน้าชุดคุ้มกันท่านทันที

             ผู้อาวุโสเหอที่ตื่นมาพร้อมกับความกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแม้แต่แข้งขาส่วนที่ติดขัดก็ยังรู้สึกว่าขยับได้คล่องแคล่วก็มองนายพลหลี่อย่างดูแคลนพร้อมกับพูดว่า “ซาลาเปากับน้ำเต้าหู้ของนายไม่อร่อยเท่าอาหารของยัยหนูเสี่ยวซือซือเลยหลี่ตง”

             “แต่ท่านจะไปรบกวนคุณหลิวทุกวันไม่ได้นะครับเธอเองก็มีธุระส่วนตัวที่ต้องจัดการมากมาย ไหนจะต้องเลี้ยงสองแฝดอีก”

             ผู้อาวุโสเหอหยุดท่าบริหารร่างกายเลียนแบบสัตว์ทั้งห้าพร้อมกันนั้นก็หรี่ตามองนายพลหลี่ตงอย่างคาดโทษ“พูดแบบนี้แสดงว่านายยินดีจะกินซาลาเปาที่ปาหัวสุนัขจนตายได้อย่างนั้นสินะ ดี! ในส่วนของนายฉันจะกินแทนเอง เสี่ยวหวังวางงานในมือลงก่อนพวกเราไปกินข้าวที่บ้านของเสี่ยวซือซือกัน”

             “โธ่! ท่านที่ปรึกษาครับ” เขาอุตส่าห์พัฒนาฝีมือในการทำอาหารมาเรื่อยๆแม้แต่พ่อครัวของภัตตาคารชื่อดังก็ยังยกย่องว่าเขาทำอาหารได้ยอดเยี่ยมเลยนะแต่ใครจะคิดล่ะว่าพอท่านที่ปรึกษาได้กินอาหารฝีมือของคุณหลิวแล้วก็ลืมเลือนอาหารฝีมือเขาไปจนหมดสิ้น เฮ้อ!แม้แต่เขาเองก็ยังยอมรับว่าอาหารของคุณหลิวมันอร่อยล้ำจริงๆ

             “อะไร! นายยังมีอะไรอีก ฉันจ่ายเงินค่าอาหารรายเดือนให้ยัยหนูเสี่ยวซือซือไปแล้วนายอยากจะกินซาลาเปาหมาเมินนั่นก็ช่างสิ พวกเราไปกันเสี่ยวหวัง!!”

             นายพลหวังรีบกุลีกุจอเข้ามาหาท่านที่ปรึกษาทันทีไม่เพียงเท่านั้นเขายังได้ยักคิ้วหลิ่วตาให้สหายรักด้วยอย่างกวนๆ“ท่านที่ปรึกษาจะเอาขนมไปฝากให้เสี่ยวเหว่ยกับเสี่ยวซือเย่ไหมครับ เมื่อวานผมเห็นพวกเขาชอบกินขนมอบพอดีในเสบียงที่เตรียมมามีอยู่หลายห่อเลยครับ”

             “ไปเอามาสองห่อ!” เอ่ยออกมาอย่างยินดีแล้วก็หันไปชี้หน้าของนายพลหลี่อย่างเอือมระอาเพราะอีกฝ่ายชอบขัดใจเขาอยู่ตลอด “นายดูเสี่ยวหวังเอาไว้นะเสี่ยวหลี่เห็นไหมเขารู้จักพูดประจบเอาใจตาแก่อย่างฉันด้วยแล้วดูนายสิแข็งทื่อยิ่งกว่าท่อนไม้” ว่าแล้วก็จิ๊ปากแต่นัยน์ตานั้นพราวระยับรู้สึกสนุกสนานเป็นอย่างมากที่ได้กลั่นแกล้งคน

             “ขนมอบพวกนั้นผมต่างหากที่เป็นคนหาซื้อมา”นายพลหลี่เอ่ยออกมาอย่างสิ้นหวัง ให้เขาพูดประจบอย่างนั้นเหรอ พูดอย่างไรกันเล่า

             “เฮอะ! นายกลับไปกินซาลาเปาของนายเถอะ” ผู้อาวุโสเหอหน้าบึ้งขึ้นมาอย่างขัดใจจากนั้นก็เดินออกไปจากประตูบ้านที่ผุพังรอการซ่อมแซมทันที

             “ไอ้หยา!เหล่าหลี่ นายนี่ยังไงกันฉันขอพูดสักหน่อยเถอะไม่พูดในฐานะลูกน้องกับเจ้านายนะ” เห็นว่าสหายรักพยักหน้าเขาก็พูดต่อ “ความจริงแล้วท่านที่ปรึกษาเอ็นดูนายที่สุดแล้วนายควรจะพูดดีๆกับท่านและเอาอกเอาใจปฏิบัติต่อท่านเหมือนพ่อแม่คนหนึ่งนะเข้าใจไหม”

             “ฉันไม่ปฏิบัติต่อท่านเหมือนพ่อแม่คนหนึ่งตรงไหนกัน ออกจะดีกว่าพ่อกับแม่ที่บ้านของฉันเสียด้วยซ้ำ”เป็นเช่นนั้นจริงๆเพราะเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ

             นายพลหวังที่เป็นทั้งสหายและลูกน้องในภารกิจที่พิเศษนี้ได้แต่ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองอย่างจนปัญญา “ฉันเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรจนถึงป่านนี้แล้วทำไมนายถึงยังไม่ได้แต่งงานเสียที”ว่าแล้วก็ลากสหายให้เดินตามท่านที่ปรึกษาไปทันที

             สองแฝดรีบถลาออกมารับคุณตาของพวกเขาอย่างเริงร่า“คุณตา!” เสี่ยวซือเย่ร้องเรียกด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว

             ผู้อาวุโสเหอช้อนอุ้มร่างสองแฝดขึ้นมาแนบอกรู้สึกแปลกใจตัวเองไม่น้อยว่าทำไมถึงอุ้มพวกเขาได้ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะเหรอคงต้องมีกระดูกลั่นไปแล้ว นี่ก็เพราะสังขารที่เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลานั่นเอง

             “วันนี้แม่ของพวกเธอทำอะไรกินฉันได้กลิ่นหอมโชยตั้งแต่เดินมาถึงหน้าประตูบ้านเลย”

             “เยอะแยะค่ะคุณตาอร่อยๆทั้งนั้น”เสี่ยวซือเย่พูดพลางก็มองพิจารณาสีหน้าและมองลึกเข้าไปในร่างกายของท่านผู้เฒ่าแล้วเธอก็ต้องยิ้มหวานออกมาเมื่อร่างกายภายในกำลังได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง

             “มีติ่มซำครับคุณตาแล้วก็มีข้าวต้มธัญพืชด้วยครับ” เสี่ยวเหว่ยขยายคำว่าเยอะแยะของน้องสาว

             “ตอนเที่ยงคุณแม่บอกว่าจะทำไก่น้ำเต้าด้วยนะคะคุณตา”เด็กน้อยพูดออกมาอย่างคล่องแคล่ว ผิดกับเด็กทั่วไปมากมายแต่คนรอบข้างของเธอกลับไม่มีคนคิดจะสงสัยในเรื่องนี้นานแล้ว

             ท่านผู้เฒ่าเหออุ้มสองแฝดเข้าไปในห้องโถงก็เห็นว่าหลิวซือซือกำลังจัดอาหารขึ้นโต๊ะอย่างขะมักเขม้นสีสันและหน้าตานั้นแค่เห็นก็ทำให้ท้องของเขาร้องโครกครากได้แล้ว

             “มิน่าล่ะเสี่ยวซือเย่บอกว่าเธอทำอาหารเช้าเยอะแยะ”ว่าแล้วก็นั่งลงส่วนสองแฝดนั้นก็นั่งอยู่บนตักต่อไป

             “ปกติฉันก็ชอบทำอาหารอยู่แล้วค่ะเพียงแต่ไม่มีคนเยอะทำแต่ละครั้งก็นิดเดียว พอมีโอกาสก็เลยไม่คิดจะยั้งมือค่ะ”ว่าแล้วเธอก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจในตัวเอง

             ท่านผู้เฒ่าเหอถึงกับหัวเราะร่วนเด็กคนนี้นอกจากจะดื้อรั้นแล้วยังชอบอวดโอ่อีกต่างหาก แต่ก็นะอาหารของเธอมันอร่อยจริงๆ

             “มานั่งกินข้าวเช้าด้วยกันเถอะ”

             “รอสักครู่นะคะฉันยังต้องจัดอาหารขึ้นโต๊ะสำหรับลูกน้องของผู้อาวุโสอยู่ค่ะ”ว่าแล้วเธอก็เดินกลับเข้าไปในห้องครัว แล้วก็ยกถาดอาหารออกมา

             นายพลหลี่และนายพลหวังที่เดินตามเข้ามาในบ้านของหลิวซือซือก็รีบเข้าไปช่วยเธอยกถาด

             “คุณหลิวไปนั่งทานข้าวเช้ากับท่านเถอะครับส่วนอาหารพวกนี้ผมจะจัดการเอง”

             หลิวซือซือไม่ปฏิเสธความหวังดีนี้“ในห้องครัวฉันจัดเอาไว้เป็นชุดๆสำหรับทุกคนค่ะ ไปยกออกมาได้เลย”

             “ได้ครับๆ”นายพลหวังนำเอาขนมอบสองกล่องไปวางที่โต๊ะกินข้าวแล้วก็ลากเจ้านายอย่างนายพลหลี่เข้าห้องครัว

             เมื่อเห็นว่าหลิวซือซือนั่งลงที่โต๊ะกินข้าวแล้วผู้อาวุโสเหอก็ถามขึ้น “ตอนเที่ยงเธอจะทำไก่น้ำเต้าจริงๆเหรอเสี่ยวซือซือ”เขาเคยกินเมื่อนานมาแล้วและก็ยังจำรสชาติของมันได้เป็นอย่างดี

             “ค่ะผู้อาวุโสเหอฉันจะทำไก่น้ำเต้าห้าตัวค่ะ อ้อยังมีเซ่าจื่อเมี่ยนด้วยนะคะใครที่ชอบกินเปรี้ยวและเผ็ดน่าจะชอบ”

             “ทำเยอะๆล่ะฉันชอบกิน”ว่าแล้วผู้อาวุโสก็เริ่มใช้ตะเกียบคีบขนมจีบเข้าปาก และก็ต้องตาวาวเพราะรสชาติมันล้ำเลิศเป็นอย่างมากไม่เสียทีที่เขาเลือกเด็กน้อยคนนี้ให้ดูแลเรื่องอาหารการกินตลอดเวลาที่พักอยู่ที่นี่“อร่อยมากเลยเสี่ยวซือซือ”

             “อร่อยก็กินมากหน่อยค่ะ”หลิวซือซือว่าแล้วก็เลื่อนถาดหลุมที่มีอาหารเช้าสีสันสดใสน่ากินไปให้ลูกชายลูกสาว“ลูกสองคนก็มากินข้าวดีกว่านะจ๊ะ ลงจากตักผู้อาวุโสได้แล้ว”

             สองแฝดรีบไต่ลงจากตักของคุณตาเหอทันที“แม่ขา น่ากินมากค่ะ” เสี่ยวซือเย่มองอาหารไม่วางตาพร้อมกับหยอดคำหวานไปด้วย

             “แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องน่ากิน”ว่าแล้วเธอก็อุ้มลูกทั้งสองขึ้นนั่งเก้าอี้สำหรับเด็กที่พี่สี่ทำให้พวกเขาโดยเฉพาะ“กินเองนะจ๊ะ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนไม่ต้องรีบกินหรือกินมุมมามนะ”

             “ครับแม่”คราวนี้เป็นเสี่ยวเหว่ยที่รับคำผู้เป็นแม่ ส่วนคนน้องอย่างเสี่ยวซือเย่น่ะเหรอตอนนี้เริ่มใช้ตะเกียบสำหรับเด็กคีบอาหารส่งเข้าปากและเคี้ยวตุ้ยๆไปแล้ว

             ไม่นานลูกน้องของนายพลหลี่ชุดคุ้มกันท่านที่ปรึกษาเหอก็มากันครบทุกคนมีโต๊ะเก้าอี้ที่ทางเลขาหลิวและหัวหน้าหมู่บ้านช่วยนำมาจัดวางเอาไว้ที่ลานหน้าบ้านของหลิวซือซือ สำหรับให้พวกเขานั่งทานข้าวถ้าฝนไม่ตกพวกเขาจะต้องนั่งทานข้าวอยู่ตรงนี้

             ท่านผู้เฒ่าเหอมองเด็กทั้งสองที่กินข้าวอย่างเรียบร้อยไม่คุยกันถ้าไม่จำเป็น จากนั้นก็มองไปยังลูกน้องด้านนอกแล้วก็ต้องส่ายหน้ามารยาทสู้เสี่ยวเหว่ยกับเสี่ยวซือเย่ไม่ได้เลยสักนิด

     

             หลังจากทานข้าวเช้าแล้วผู้เฒ่าเหอที่ช่วงนี้ยังว่างอยู่ก็ได้ตามหยางไห่กับหยางเฉิงไปที่ต้นน้ำเพื่อดูพวกเขาตกปลาโดยมีสองแฝดติดตามไปด้วย

             หลิวซือซือเมื่อคนไปกันหมดแล้วเธอก็เริ่มเก็บกวาดและทำความสะอาดห้องครัวไม่นานป้าเหมยก็นำเอาไก่ทั้งห้าตัวที่ฆ่าและถอนขนเรียบร้อยแล้วมาส่งให้ถึงบ้าน

             “ให้ป้าช่วยดีไหมเสี่ยวซือซือเธอทำคนเดียวคงจะเหนื่อยน่าดู”

             “ไม่เป็นไรค่ะป้าเหมยป้าไปเตรียมก่อไฟทำปลารมควันที่บ้านเถอะค่ะ” ตอนนี้ทุกคนล้วนมีรายได้ดังนั้นจึงแยกย้ายกันทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง

             “เอาอย่างงั้นก็ได้แต่ถ้าเหนื่อยหรือทำไม่ไหวให้รีบเรียกป้านะ เข้าใจไหม”

             “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”

             หลิวซือซือเดินออกมาส่งป้าเหมยถึงหน้าประตูบ้าน ตอนที่เดินกลับเข้าบ้านก็ไม่ได้ปิดประตูเอาไว้เพราะมีคนเดินเข้าเดินออกอยู่ทั้งวัน

             มีชาวบ้านมากมายที่รู้เรื่องนี้แม้พวกเขาจะอยากนินทาว่าร้ายเพียงใด แต่เมื่อรู้ว่าเป็นใครที่มาจ้างให้เธอทำอาหารพวกเขาก็ปิดปากไปในทันทีเลย

            

             หลายวันต่อมาหลิวซือซือเดินทางไปขายเจียนปิ่งที่ตลาดนัดของตำบลกับสองแฝดแต่เธอได้ทำอาหารเช้าและอาหารเที่ยงเอาไว้ให้ท่านผู้เฒ่าเหอเรียบร้อยแล้ว

             การค้าขายเป็นไปด้วยดีสองพี่น้องสกุลหยางร้องเรียกลูกค้าอย่างไม่เหนียมอายสองแฝดก็ช่วยปรบมือเรียกลูกค้าชนิดไม่ยอมให้น้อยหน้าเช่นกัน

             หลังจากที่ลูกค้าเริ่มซาไปบ้างแล้วหลิวซือซือก็ทำเจียนปิ่งสิบเอ็ดชิ้น แล้วก็มอบให้ญาติผู้พี่อย่างหยางเฉิง“พี่เฉิงนี่เป็นเจียนปิ่งของพ่อค้าบะหมี่คนนั้น รีบเอาไปให้เขานะคะเขาจะได้กินตอนร้อนๆ”

             “ได้สิเสี่ยวซือซือวางใจพี่เฉิงคนนี้ได้เลย” เขารับเอาถุงเจียนปิ่งมาถือแล้วก็รีบเดินไปทันที

             สองแฝดยามนี้ก็ถือโอกาสพักบ้าง“พี่ใหญ่ฉันหิวแล้วค่ะ” เสี่ยวซือเย่นั่งพิงไหล่ของพี่ชาย ตั้งแต่เช้าแล้วที่เธอทั้งปรบมือทั้งร้องเรียกลูกค้าช่วยคุณแม่ขายเจียนปิ่งยามนี้จึงหมดแรงและรู้สึกหิว

             “จะกินนมหรือกินขนมล่ะ”นั่นก็เพราะข้าวเช้าเขาและน้องสาวกินตั้งแต่ตอนที่นั่งเกวียนเทียมวัวลงเขามาแล้วนั่นเอง

             “กินนมค่ะ”เสี่ยวซือเย่ว่าแล้วสายตาก็สอดส่องหาตุ๊กตาและผ้าเน่าแสนรักของตัวเองแล้วก็เห็นว่ามันอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่สาน แทนที่จะเดินไปหยิบมาเธอกลับคลานไปหยิบเอามาอย่างว่องไว

             “เด็กดื้อ”เสี่ยวเหว่ยเอ่ยออกมาเท่านั้นก็เอี้ยวตัวไปเปิดตะกร้าแล้วหยิบนมออกมาสองขวดสำหรับตัวเองและน้องสาว

             เสี่ยวซือเย่รับขวดนมมาแล้วก็เริ่มหามุมเหมาะๆซึ่งมุมเหมาะๆของเธอก็คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจากตักของพี่ชาย

            “พี่ใหญ่”สีหน้าและท่าทางละห้อยละเหี่ยนี้ใช้ได้ผลเสมอ

             เสี่ยวเหว่ยได้แต่กลอกตามองบนให้น้องสาวอย่างโจ่งแจ้ง

            “นอนตรงนี้”เขาตบต้นขาตัวเองเบาๆ พร้อมกับหยิบผ้าเน่าของตัวเองมาวางเอาไว้บนต้นขาเพื่อให้น้องสาวหนุนนอน

             “พี่ใหญ่ดีที่สุด”ว่าแล้วเสี่ยวซือเย่ก็นอนหนุนต้นขาพี่ชายอย่างสบายใจมือหนึ่งจับขวดนมส่งเข้าปากส่วนอีกมือหนึ่งก็กอดตุ๊กตาและผ้าเน่าแสนรักเอาไว้อย่างมีความสุข

             หลิวซือซือที่หันกลับมาเห็นภาพนี้แล้วก็ได้แต่อ่อนใจแต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไรความสัมพันธ์ของพี่น้องและยิ่งเป็นแฝดด้วยแล้วมีความลับมากมายที่ยากจะหาคำตอบได้ปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนี้ก็ดีแล้ว

             ไม่นานหยางเฉิงก็เดินกลับมาพร้อมกับบะหมี่สามชามสำหรับสามคน

             “ตอนนี้ไม่มีลูกค้าก็รีบกินเถอะเสี่ยวซือซือ”ว่าแล้วก็ส่งชามบะหมี่ให้ญาติผู้น้องแล้วก็ส่งให้กับพี่ใหญ่ของตัวเอง

             หลิวซือซือเองก็รู้สึกหิวเหมือนกันดังนั้นเธอจึงรับชามบะหมี่มา แล้วก็เดินไปนั่งลงข้างๆลูกชายลูกสาว จากนั้นก็เริ่มใช้ตะเกียบคีบบะหมี่ส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

             แม่ค้าเจียนปิ่งที่ไม่ค่อยได้ขายของมองมาที่ร้านของหลิวซือซือด้วยความเคียดแค้นตั้งแต่ร้านนี้มาขายเจียนปิ่งเธอก็ขาดทุนมาโดยตลอด

             “ครั้งหน้าพวกเธอไปตั้งร้านที่อื่นได้ไหม!!” และก็ไวเท่าความคิดเธอพูดมันออกมาทันทีเพื่อหวังกดดันคนฟัง

             หลิวซือซือคีบเส้นบะหมี่ค้างเอาไว้ก่อนจะหันไปทางคนพูด “ครั้งหน้าเป็นเธอมากกว่าที่ควรไปตั้งร้านที่อื่นนะถ้าจะให้ดีฉันขอแนะนำให้ไปตั้งตรงทางเข้านะ มันน่าจะขายดีกว่ามาตั้งตรงนี้”แล้วเธอก็ส่งบะหมี่เข้าปากต่ออย่างเอร็ดอร่อย

             “นี่เธอ! ขายถูกกว่าเจ้าอื่นแล้วยังมีหน้ามาพูดแบบนี้ได้เหรอ!” แม่ค้าเจียนปิ่งขึ้นเสียงพร้อมกับเท้าสะเอวอย่างต้องการหาเรื่อง

             หลิวซือซือรีบเคี้ยวบะหมี่ก่อนจะกลืนลงท้องไป“นี่เธอ! ฉันขายราคาสามเหมาก่อนที่เธอจะมาขายเสียอีกเป็นเธอนั่นแหละที่ขายแพงกว่าฉัน คราวหน้าก็ลองลดราคาลงมาสิ!”

             คำพูดยอกย้อนนี้ทำเอาสองพี่น้องสกุลหยางถึงกับสำลักน้ำซุปบะหมี่แสนอร่อยจนต้องไอโขลกๆออกมา

             “โทษทีเสี่ยวซือซือคำพูดของเธอมันทำให้พี่ไห่คนนี้ทนฟังไม่ไหวจริงๆ”ว่าแล้วก็หัวเราะทั้งที่หน้าดำหน้าแดงจากการสำลักอาหาร

             “อย่าให้มันมากเกินไปนะฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะขายราคาสามเหมาไปได้ตลอด”เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีแนวร่วมเพิ่มมาอีกสองแม่ค้าเจียนปิ่งร้านข้างเคียงก็ได้แต่รามือสะบัดหน้าหนี

             หลิวซือซือเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนั้นไปแล้วก็ไร้คำจะกล่าว จึงได้คีบเส้นบะหมี่เข้าปากต่อไปอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อเส้นหมดแล้วเธอก็ยกชามขึ้นซดเสียงดังช่างเป็นชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขจริงๆ

             สองแฝดทั้งที่กำลังดูดนมจากขวดอยู่อย่างเอร็ดอร่อยแต่พวกเขากลับมองท่าทีและการแสดงออกของผู้เป็นแม่อย่างสนใจและพยายามจดจำทุกท่วงท่าทุกอิริยาบถคุณแม่ของพวกเขาเก่งกาจที่สุด

             เมื่อกินบะหมี่จนหมดแล้วหยางเฉิงก็นำเอาชามและตะเกียบไปส่งคืนที่ร้านสักพักใหญ่ก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามาที่ร้านเจียนปิ่งของพวกเขา

             หลิวซือซือก็ยืนประจำที่คนขายแล้วก็เริ่มทำเจียนปิ่งให้ลูกค้าอย่างขะมักเขม้น

             กระทั่งสายเจียนปิ่งจึงขายหมดวันนี้มีแค่ผู้พันลู่ที่แวะมาอุดหนุนส่วนผู้พันหวงนั้นคาดว่าน่าจะติดภารกิจไม่อาจลงจากเขาได้

             หลังจากเก็บร้านอยู่ครู่หนึ่งหลิวซือซือก็เดินนำญาติผู้พี่ทั้งสองเดินออกจากตลาดโดยมีสายตาเคียดแค้นของแม่ค้าเจียนปิ่งมองตามติดจนลับสายตา แต่ใครจะสนหล่อนกันล่ะ

     

             ตอนเย็นใกล้ค่ำพี่หกหลิวขับบังคับเกวียนขึ้นมาที่หมู่บ้านสกุลหลิวขากลับนี้เขามีชาวบ้านติดเกวียนกลับมาด้วยห้าคนทุกคนล้วนมีสีหน้าชื่นมื่นเพราะได้รับเงินจากการขายสัตว์ป่ามาไม่น้อยเลย

             “คืนนี้พวกนายจะไปวางกับดักที่หุบเขาตรงนั้นอีกไหม”สหายร่างผอมเกร็งแต่แข็งแรงเอ่ยถามสหายอีกสี่คนมุมปากของเขายกขึ้นน้อยๆอย่างมีความสุข

             “แน่นอนว่าต้องไปอยู่แล้วยังไงก็ต้องล่าหมูป่าฝูงนั้นให้ได้ นายคิดดูสิถ้าพวกเราล่าได้สักตัวสองตัวแล้วนำไปขายให้กับร้านอาหารมันจะได้เงินมากแค่ไหน”

             “ถ้าตัวเต็มวัยน้ำหนักก็น่าจะสองร้อยกว่าชั่งคงได้เงิน...”ชายร่างเตี้ยใบหน้ากร้านแดดละเอาไว้เท่านั้นแล้วก็ยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันเหลืองๆของเขา

             “อย่างต่ำๆก็ตัวล่ะร้อยกว่าหยวนถ้าได้หลายตัวก็ตามนั้นพวกเราแบ่งกันก็ยังถือว่าคุ้มเกินคุ้ม”

             ตอนนี้ในหมู่บ้านสกุลหลิวและในบ้านแต่ละหลังล้วนมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนส่วนใหญ่ลงทะเบียนทำงานในแปลงนา คนส่วนน้อยที่พอมีความสามารถก็เข้าป่าล่าสัตว์เพื่อนำเอาไปขายทุกคนจึงพอได้ลืมตาอ้าปากบ้างไม่เพียงเท่านั้นรายได้จากการขายปลาที่หามาได้ก็ยังทำให้พวกเขามีเงินใช้ไม่ขาดแม้ไม่ได้เยอะเท่ากับการไปขายสัตว์ป่าตัวใหญ่ก็ตามแต่มันก็ทำให้พวกเขาไม่อดอยากเหมือนเมื่อก่อน

             ทั้งห้าคนคุยกันไปเรื่อยๆนานทีพี่หกหลิวก็ร่วมผสมโรงพูดคุยกับพวกเขา

             แต่ขณะที่พวกเขากำลังจะถึงทางเข้าหมู่บ้านนั้นก็พบว่ามีร่างของใครบางคนนอนคว่ำหน้าอยู่ มีกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งออกมาอย่างชัดเจนแค่นี้ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าอีกฝ่ายนอนจมกองเลือดอยู่ไม่แน่ใจว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

             พี่หกหลิวรีบรั้งบังเหียนทันที“พวกนายมาช่วยฉัน” ว่าแล้วเขาก็รีบกระโดดลงจากเกวียนเทียม แล้วก็เร่งรุดเดินเข้าหาร่างที่นอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่

             ทั้งห้าคนต่างมองหน้ากันเหลอหลาใบหน้าของพวกเขากลายเป็นซีดเผือดทันที แต่ไม่นานก็ตัดสินใจได้จึงรีบกระโดดลงจากเกวียนเทียมวัว

             พี่หกหลิวเมื่อไปถึงก็สะกิดไหล่ของคนเจ็บเบาๆจากนั้นก็ยื่นนิ้วไปอังที่จมูกของอีกฝ่าย เห็นว่ายังมีลมหายใจก็ค่อยโล่งอก“เขายังมีชีวิตอยู่พวกนายมาช่วยกันเร็วเข้า!”

             “พะ พี่หกหลิว”

             “หืมนายรู้จักฉันด้วยเหรอ” เขารีบพลิกร่างคนเจ็บแต่ก็มองเห็นหน้าไม่ค่อยชัดเพราะตอนนี้ความมืดเริ่มโรยตัวครอบคลุมทั้งแนวเทือกเขาแห่งนี้แล้ว

             “ผะผม จะ เจียหลุน พะ พา ผมไปหา สะ เสี่ยวซือซือ”

             “เหวินเจียหลุนนี่เองเอ้า! พวกเราเร็วเข้ายกเขาขึ้นเร็ว”

             ทั้งห้าคนที่ตอนแรกยังกล้าๆกลัวๆก็รีบเข้ามาช่วยพี่หกหลิวพวกเขาใช้กระสอบป่านที่ซ้อนกันถึงสามใบแล้วก็ยกเหวินเจียหลุนขึ้นนอนบนเปลหามที่ทำขึ้นง่ายๆนี้จากนั้นก็หามคนขึ้นเกวียนเทียมวัวเพื่อพาไปส่งที่บ้านของหลิวซือซือตามความต้องการของคนเจ็บ

             เหวินเจียหลุนแม้จะเจ็บปวดมากแค่ไหนแต่เขารู้ว่าตัวเองจะไม่ตายแน่นอนถ้าอยู่ในมือของสหายรัก ยามนี้ที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากการขยับโยกของเกวียนเทียมวัวจึงกัดฟันข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้อย่างถึงที่สุด

    คล้ายกับเรื่องBack to 1970 ทะลุมิติมาเลี้ยงลูกแฝด ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380