ตอนที่ 9
รถเบนซ์สีขาวขับเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของสนามบินช่างไห่ ชิงเทียนก้าวลงมาจากรถ “ดูแลตัวเองด้วยนะหลานชาย ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาลุงได้ตลอดเวลา" หลงหยินเลื่อนกระจกลงเพื่อกล่าวลา
“คงไม่รบกวนขนาดนั้นหรอกครับ"เขาพูดกับหลงหยิน หลังจากยืนดูรถของพวกเขาจากไป ชิงเทียนก็เข้าไปในสนามบินและซื้อตั๋วไปซีอาน ชิงเทียนมองดูนาฬิกา ตอนนี้เวลา 5 โมงเย็นอีกครึ่งชั่วโมงเครื่องจะออกเขารีบเดินไปที่เกตและยื่นตั๋วให้พนักงาน
30 นาทีต่อมาเครื่องบินก็เริ่มเตรียมตัวขึ้นบิน การเดินทางทางอากาศจาก ช่างไห่ไปซีอานใช้เวลารวมทั้งสิ้น 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อชิงเทียนมาถึงก็เป็เวลา 2 ทุ่มแล้ว เขากำลังมองหารถแท็กซี่ในขณะนั้นเองมีร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ตรงหน้า ‘เย่วหนิงเอ๋อ' เธอกพลังคุยกับเพื่อนผู้กญิงที่มาด้วยกัน
เขาเดินเข้าไปหาเธอ “เธอมาเที่ยวเหรอ" เย่วหนิงเอ๋อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเธอหันมาพบกับชายหนุ่มแต่งตัวดีดูมีฐานนะแต่ใบหน้านั้นชั่งแสนคุ้นเคย “ชิงเทียน!!!" เธอร้องด้วยความใ บุคคลตรงหน้าเธอต่างจากชิงเทียนที่เธอรู้จักอย่างสิ้นเชิง ทั้งรูปร่างหน้าตาที่ดูหล่อเหลาขึ้น ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ที่สำคัญที่สุดคือชุดที่เขาใส่และนาฬิกาแบรนด์เนมดูราคาแพง
เย่วหนิงเอ๋อมองชิงเทียนขึ้นลงอยู่สักพัก ราวกับไม่อยากจะเขื่อว่า ชายคนนี้คือเพื่อนสมัยเด็กที่เคยรู้จัก
“นี่!!...เธอยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย" เขาพูดเรียกสติเย่วหนิเอ๋อ เย่วหนิงเอ๋อที่พึ่งรู้สึกตัวก็พลันหน้าแดง
“อ...เอ่อ ใช่ๆ มาเที่ยว" เธอตอบอย่างตะกุกตะกัก
“ใครกันหนุ่มหล่อคนนี้" หญิงสาวที่มากับเย่วหลิงเอ๋อ เอ่ยถามด้วยคงามสนใจ
“เพื่อนของฉันเอง เขาชื่อชิงเทียนเรารู้จักกันมาั้แ่เด็ก"
ชิงเทียนยื่นมือออกไปจับกับเธอ "สวัสดี ผมชิงเทียน ยินดีที่ได้รู้จัก" เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีค่ะฉัน ซูเฟยหนี่ว์ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ" เธอหน้าแดงเช่นเดียวกัยเย่วหนิงเอ๋อ เธอชักจะเริ่มอิจฉาเย่วหนิงเอ๋อขึ้นมาบ้างแล้ว
ซีอาน เป็เมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ที่นี่เป็เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกเมืองหนึ่ง เย่วหนิงเอ๋อเก็บเงินทั้งเดือนเพียงเพื่อมาเที่ยวที่นี่กับซูเฟยหนี่ว์เพื่อนรักของเธอ
“นายมาทำอะไรที่นี่ แล้วนั่นไปเอาชุดใครมาใส่กัน" เย่วหนิงเอ๋อรู้จักชิงเทียนและแม่ของเขาดี พวกเขาไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร
รอยยิ้มของชิงเทียนกระตุก “นี่เธอพูดแบบนี้กับคนที่เคยช่วยชีวิตไว้งั้นเหรอ?" ชิงเทียนทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
“ฉันไม่ได้มีความตั้งใจจะดูถูกนาย เรารู้จักกันมาั้แ่เด็กและฉันก็รู้จักกับแม่นายดี ก็แค่เป็ห่วงกลัวว่านายจะไปขโมยชุดใครมา"
“นี่ชุดของฉันเอง" ชิงเทียนตอบตามความจริง ทว่า เย่วหนิงเอ๋อ ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ “เอาอย่านี้ดีไหม ให้ฉัยเลี้ยงข้าวเปธอดัับเพื่อนสักมื้อเป็ไง"
ซูเฟยหนี่ว์ได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว “ไปจ้า!!!"
เย่วหนิงเอ๋อมองหน้าเพื่อนเธอด้วยความเหนื่อยหน่าย “ก็ได้ๆ แล้วนายจะพาเราไปเลี้ยงข้าวที่ไหน?" เธอเห็นท่าทางของเพื่อนเธอที่ดูตื่นเต้นเธอจึงไม่อยาดขัด
*******************************
ณ ภัตตาคารอาหารหรูที่มีรูปทรงคล้ายหอคอยจีนโบราณแต่ตกแต่งได้ดูทันสมัยตั้งสูงตระหง่าน มีป้ายขนาดใหญ่เขียนชื่อสั้นๆไว้ว่า ‘เหว่ย' จากนั้นก็มีรถแท็กซี่คันหนึ่งขับมาจอด ชิงเทียนและสองสาวลงมาจากรถ ดวงตาพวกเธอมีประกายแวววาว “นายแน่ใจนะว่าจะพาพวกเรามาเลี้ยงข้าวที่นี่" เธอชี้ไปทางภัตตาคารสูงหลายชั้นด้านหน้า
ชิงเทียนเดินนำพวกเธอไป “เข้าไปข้างในกันเถอะ" บริเวณด้านหน้าประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดงย้อนยุค จากนั้นก็มีพนักงานชายเดินออกมาต้อนรับ “มีห้องส่วนตัวว่างรึเปล่า" เขาถามพนักงาน “เหลืออยู่ห้องนึงครับเป็ห้องพิเศษ ้าไหมครับ" พนักงานโค้งตัวตอบด้วยความสุภาพ
“งั้นเอาห้องนี้แล้วกันรบกวนนำทางด้วย" พนักงานกดเรียกลิฟท์พาพวกเขาขึ้นมา้า ลิฟท์หยุดอยู่ที่ชั้นเจ็ดมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่สามารถมองออกไปเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันสวยงามของเมืองซีอาน เย่วหนิงเอ๋อรู้สึกตื่นเต้นธอเริ่มมองไปรอบๆ “นี่หนิงเอ๋อ ดูเหมือนเพื่อนเธอจะรวยมากเลยนะ" เย่วหนิงเอ๋อที่กำลังให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างหันหน้ากลับมา “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน"เธอมีท่าทีสับสน
“ก็ไหนบอกเป็เพื่อนกันั้แ่เด็กไงเล่า" ซูเฟยหนีว์พูดเซ้าซี้
“เดือนก่อนตอนไปติวหนังสือให้ชิงเทียน เขายังใส่ถุงเท้าขาดๆอยู่เลย จะถามเซ้าซี้ทำไมเนี้ย" เธอไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับชิงเทียนหลังจากออกจากโรงพยาบาล แม้ว่าเธอจะอยู่โรงเรียนเดียวกับชิงเทียนแต่เธอก็แทบไม่ได้เจอเขาเลย
พวกเขาเดินมาหยุดที่ห้องๆหนึ่ง “เชิญครับ" พนักงานผายมือ ในขณะที่พวกเขากำลังจะเดินเข้าไปในห้องก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “เห้ยๆ!! ใครเป็คนสั่งให้แกเปิดห้องนี้ให้คนอื่นว่ะ" ชายผมสั้นใส่ชุดสูทลายงูสีขาว พร้อมสวมสร้อยทองคำเส้นใหญ่เดินมาทางชิงเทียน ด้านหลังของเขามีสาวสวยคนหนึ่งและบอดี้การ์ดอีกสองคนเดินตามมา
ชิงเทียนขมวดคิ้ว “ขอโทษครับนายน้อยเจียง ผมไม่ทราบจริงๆว่าคุณจองห้องนี้ไว้แล้ว" พนักงานชายมีสีหน้าหวาดกลัว “ฉันมีนัดทานข้าวกับนายน้อยเหว่ย ไปบอกเขาว่าฉันมาถึงแล้ว”
“ทราบแล้วครับ"
“ต้องขออภัยจริงๆครับคุณลูกค้า ดูเหมือนห้องนี้จะไม่ว่างแล้ว" พนักงานชายหันมาพูดกับกลุ่มของชิงเทียน นายน้อยเจียงกำลังจะเดินผ่านชิงเทียนเข้าไปในห้องอาหาร
“เดี๋ยวก่อน...อยู่ดีๆจะมาแย่งห้องคนอื่นไปดื้อๆแบบนี้เลยเหรอ" ชิงเทียนมองหน้านายน้อยเจียงด้วยสายตาเ็า
“แกเป็ใคร..." นายน้อยเจียงเอ่ยถามอย่างหยิ่งผยอง
“ชิงเทียน"
“หึ!! แกรู้มั้ยว่าฉันเป็ใคร" นายน้อยเจียงทำท่าทีหยิ่งผยอง “ฉันเจียงจื่อหยา เป็ลูกชายของประธานใหญ่บริษัท เจียง อิเล็กทรอนิกส์ แกคิดว่าแกเป็ใครถึงกล้ามาขวางทางฉัน!" นายน้อยเจียงเดือดดาล เขาซัดหมัดเล็งเข้ามาที่ใบหน้าของชายหนุ่ม
ชิงเทียนเคลื่อนตัวหลบด้วยความเร็วสูง หมัดของน้อยหน่อยเจียงซัดเข้ามาสำหรับเขามันช้าไม่ต่างจากภาพสโลโมชั่น เขาใช้ฝ่ามือกระแทกสวนกลับไปที่หน้าอกของนายน้อยเจียง
‘ตูมมมม!!!' แรงกระแทกทำเอาพื้นที่ทุกคนยืนอยู่ถึงกับสั่นะเื ฝุ่นคลุ้งตลบอบอวล เมื่อฝุ่นจางลงก็พบกับร่างของนายน้อยเจียงที่ฝังติดกับกำแพง ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีโครงสร้างเป็กำแพงเสริมเหล็กทั้งหมดจึงไม่พังโดยง่าย
นายน้อยเจียงที่ฝังอยู่ในกำแพงน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือกจนเห็นแต่ตาขาวและมีเืซึมออกมาจากหลังศรีษะเล็กน้อย ทำเอาทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นรู้สึกสั้นหลังเย็นวาบ
****************************
ภานในห้องผู้จัดการภัตตาคารมีชายชราสองคนกำลังนั่งคุยกัน "เพื่อนเจิ้งหยูนายจะไม่ยอมบอกฉันจริงๆเหรอ" โอวหยางเจิ้งหยู นั่งอยู่กับชายคนหนึ่งเขามีรอยแผลทั่วใบหน้า “เหว่ยกัง เราต่างก็ฝึกวิชามาพร้อมกัน ฉันเห็นนายเป็เหมือนคนในครอบครัว แต่ว่าฉันบอกนายไม่ได้จริงๆว่าฉันสามารถทะลวงผ่านได้อย่างไร มันเป็คำขอของอาจารย์ฉัน"
เหว่ยกังขมวดคิ้ว “อาจารย์? ฉันคบกับนายมาหลายปีนายไม่เคยบอกฉันว่ามีอาจารย์"
โอวหยางเจิ้งหยูยกชามาจิบ “ฉันพึ่งกราบท่านเป็อาจารย์" ชิงเทียนสั่งเขาว่าห้ามบอกเื่ที่เขาหลอมยาให้ใครฟังเด็ดขาด โอวหยางเจิ้งหยูจึงไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุที่เขาทะลวงขั้นได้ และเขาก็ไม่อยากจะแต่งเื่โกหกเหว่ยกังเช่นกัน
“อาจารย์นายเป็คนแบบไหนกัน" เขาอยากจะทำความกับอาจารย์ของโอวหยางเจิ้งหยู และในขณะที่เคากำลังรอฟังคำตอบ ก็เกิดเสียงดังสนั่นมาจากด้านนอก จนเหว่ยกังถึงกับสะดุ้งเลยทีเดียว
“เสียงอะไร!?" เหว่ยกังลุกพลวดขึ้นจากเก้าอี้
“ไปดูกันเถอะ" โอวหยางเจิ้งหยูชวนเหว่ยกังเดินออกไปดู
ห้องของพวกเขาอยู่บนชั้นแปดจึงต้องลงลิฟท์มาดู “ดูเหมือนจะดังมาจากชั้นนี้นะ" ลิฟท์หยุดที่ชั้นเจ็ด เมื่อประตูเปิดออกพวกเขาสองคนมองเห็นว่ามีร่างชายคนหนึ่งฝังอยู่ในกำแพง สภาพของเขาช่างดูน่าเวทนา
“เกิดอะไรขึ้น" เหว่ยกังรีบเดินมายังที่เกิดเหตุ
“เอ่อ...คุณชายเว่ยมีปากเสียงกับคุณลูกค้าท่านนี้ จากนั้นเขาก็กระเด็นลอยไปติดกำแพงครับบอสใหญ่" พนักงานชายตอบเหว่ยกัง
‘เป็เื่ที่ไร้สาระสิ้นดี' เหว่ยถังคิด ขณะที่เขากำลังจะตวาดใส่พนักงานชายที่กล้าพูดล้อเล่นอยู่นั่นเอง โอวหยางเจิ้งหยูที่เดินตามมาก็เดินผ่านเขาไป เขาประสานมือคำนับพร้อมกับโค้งตัวให้ชิงเทียน
“ท่านอาจารย์"
ท่าท่างที่นอบน้อมของโอวหยางเจิ้งหยุ ทำเอาเหว่ยกังมองเซ่อในทันที
---------------------------------------