ตอนที่ 6 ทำให้ไทยเป็มหาอำนาจโลก?
พีทและแชมป์แบกอุปกรณ์บรรทุกขึ้นรถแท็กซี่ที่ดูจะไม่พอใจสักเท่าไรนักกับข้าวของที่มากมายของผู้โดยสารทั้งสองคนและมีท่าทางที่จะปฏิเสธรับพีทและแชมป์ขึ้นรถ แต่สุดท้ายด้วยความที่ตอนนี้ ไม่ใช่เวลาเร่งด่วนอะไร ไม่ค่อยมีคนเรียกรถกัน่เวลานี้
อีกทั้งจุดหมายปลายทางที่พีทเรียกให้ไปส่งก็เป็เขตมหาลัย ดังนั้นคนขับรถแท็กซี่จึงคิดเสียว่าขับมาหาลูกค้าเอาดาบหน้า
เพียงไม่นานรถแท็กซี่ก็ขับเข้ามาจอดในหอพักของพีท แน่นอนว่าคนขับรถแท็กซี่ไม่ได้ช่วยสองหนุ่มขนย้ายข้าวของลงจากรถเลยแม้แต่น้อย จะมีก็แต่เสียงพร่ำบ่นที่บอกให้พีทกับแชมป์ระวังข้าวของไปขูดกับรถของตัวเองเท่านั้น หรือกระทั่งข่มขู่จะเรียกเงินชดเชยหากทั้งสองทำรถเป็รอย
“ระวังหน่อยไอ้หนุ่ม! ดีแล้วที่ลุงไม่คิดเงินเพิ่ม ขนของมาเยอะแบบนี้ จริงๆ ลุงสามารถคิดราคาเหมาได้เลย” คนขับรถแท็กซี่ยืนสูบบุหรี่อย่างสบายใจ พลางกำกับชี้นิ้วสั่งพีทและแชมป์อยู่ไม่ห่าง
พีทรู้ดีว่าแชมป์นั้นมีจุดเดือดต่ำ จึงรีบไล่ให้แชมป์ขนย้ายข้าวของไปว่างด้านในอาคารหอพัก ส่วนตัวเองก็จัดแจงเคลียร์ค่าโดยสารจำนวน หนึ่งร้อยบาทกว่าๆ กับคนขับรถแท็กซี่
“ไม่มีเศษเหรอ งั้นลุงไม่ถอนนะ ถือว่าเป็ค่าบรรทุกของก็แล้วกัน” ค่าโดยสารมันจำนวน 129 บาท แต่ทางด้านของพีทที่ไม่มีเศษตังในกระเป๋า จึงยื่นเงินไปให้ 140 บาทให้กับคนขับรถแท็กซี่ หวังว่าอีกฝ่ายจะถอนเงินกลับมา…หากแต่คนขับรถแท็กซี่ไม่คิดที่จะถอนเงินกลับมาเลยแม้แต่น้อย
“ผมไม่อยากที่จะมีปัญหากับลุงนะครับ แต่อย่างน้อยคุณลุงก็ควรถอนผมมา 10 บาทก็ยังดี” พีทพยายามที่จะสงบใจและพูดกับคนขับแท็กซี่ไปดีๆ
“อะไรหนักหนากับอีแค่เงินไม่กี่บาท ทำให้เป็เื่ใหญ่ไปได้ อย่าเกะกะขวางทาง คนจะไปทำมาหากิน!” คนขับแท็กซี่เริ่มมีน้ำเสียงที่ฉุนเฉียวมากขึ้น หวังใช้เสียงข่มพีท เพื่อให้พีทงอและไม่กล้ามีเื่กับตัวเอง
ซึ่งพีทเองก็ข่มใจตัวเองเอาไว้อย่างสุดกำลังและไม่อยากที่จะมีเื่ด้วย แต่กระนั้นใช่ว่าพีทจะยอมปล่อยเื่นี้ไปง่ายๆ
“ลุงไม่ถอนเงินผมใช่ไหมครับ” พีทถามย้ำไปอีกครั้ง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยังคงทำท่าทางขึงขังกลับมาเช่นเดิม แต่ทว่าในระหว่างที่กำลังจะโต้ตอบกลับไป ทางด้านของพีทก็ได้เปิดประตูรถแท็กซี่พร้อมกับก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนรถแท็กซี่และได้ปิดประตูลง
“เฮ้ยไอ้หนู แกกำลังทำบ้าอะไร”ทำให้คนขับรถแท็กซี่ได้ตามขึ้นมาบนลงหวังจะเคลียร์ปัญหากับพีทต่อ
ซึ่งพีทก็ได้ชี้นิ้วมือของเขาไปที่ มิตเตอร์แท็กซี่ที่กำลังแสดงราคา 127 บาทอยู่ “ผมจ่ายลุงไป 140 แล้วลุงไม่ยอมถอนเงินผม ถ้าอย่างนั้นก็ขับไปส่งผมที่ตลาดข้างหน้าต่อก็แล้วกันจะได้ครบ 140 บาทที่ผมจ่ายไป” พีทเริ่มสวนกลับแล้ว พลางกอดอกนั่งตากแอร์ด้วยท่าทางสบายใจ
ลุงคนขับแท็กซี่ก็ดูจะอึ้งไปกับการตอบโต้ของพีท ั้แ่ขับรถแท็กซี่มายังไม่เคยเจอผู้โดยสารที่มีปัญหาแบบพีทมาก่อน ถึงกระนั้นคนขับแท็กซี่ก็พยายามที่จะไล่พีทให้ลงจากรถ แต่แล้วด้านหลังก็พลันมีรถสวนเข้ามา ‘ปี้นๆ’ มีเสียงแตรรถที่มาต่อท้ายดังขึ้น เสียงแตรรถอาจจะฟังดูธรรมดา แต่สำหรับคนไทยแล้วเสียงนี้ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็อย่าได้บีบเชียว เพราะมันสามารถทำให้คนลงมาชกต่อยกันได้เลยทีเดียว
คนขับแท็กซี่ก็ใกับเสียงแตรที่ดังขึ้นไม่น้อย เนื่องจากตอนนี้รถของตัวเองกำลังขวางเส้นทางอยู่ จึงได้แต่กัดฟันกรอดใส่พีทด้วยความโมโห รีบกระทืบคันเร่งแล่นออกไปทั้งอย่างนั้น
เลขจำนวนค่าโดยสารเริ่มดีดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จะมาถึงตลาดที่อยู่ห่างออกไปจากมหาลัยพอสมควร ราคาของมันก็ปาเข้าไป 160 บาทแล้ว
แน่นอนราคาที่เกินมา พีทต้องจ่ายเพิ่ม เขาควักแบงก์ 20 ออกมาและยืนให้กับคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งมองเงิน 20 บาทตรงหน้าด้วยความโมโห “ขอบคุณลุงมากนะครับ อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดค่าเรียกรถคันใหม่ให้ผมได้ตั้งหลายบาท” พีทปิดประตูลง พลางยิ้มให้กับคนขับแท็กซี่ “ไอ้เด็กเวร อย่าให้กุเจอหน้ามึงอีกนะ!” คนขับรถแท็กซี่ด่าไล่หลังพีทกลับมา ก่อนจะบึ่งรถจากไปด้วยความรวดเร็ว
สิ่งที่พีททำในครั้งนี้อาจจะดูเหมือนเขาเสียเปรียบ แต่ถ้าลองคิดในอีกมุมหนึ่ง เพียงแค่ก้าวเท้าขึ้นรถแท็กซี่คุณถูกเรียกเก็บเงินแล้ว ‘35 บาท’ ไม่ว่าระยะทางจะใกล้หรือไกล จะเริ่มต้นที่ราคานี้ทั้งหมด ฉะนั้นหากพีทเรียกรถแท็กซี่คันใหม่เขาอาจต้องเสียเงินมากกว่า 40 บาทก็ได้
และกว่าจะมาถึงตลาดคงหมดเงินไปไม่ต่ำกว่า 50 บาท ดังนั้นพีทจึงอาศัยการโต้เถียงกับคนขับแท็กซี่ นั่งรถต่อมาที่ตลาดด้วยวิธีนี้มันเสียเลย
‘เฮ้อ…แท็กซี่นี้มันปัญหาเยอะจริงๆ ถ้าฉันสามารถทำระบบเรียกรถให้ได้แบบโลกเก่าของน้าผีก็ดีสิ’ ‘เงินสดเองก็เป็ปัญหาเหมือนกัน ถ้ามือถือสามารถจ่ายเงินได้เหมือนกับโลกเก่าของน้าผีก็ดี สะดวกมากๆ อยากให้โลกของฉันทำได้แบบนี้จึง’ พีทได้เรียนรู้ความเจริญของโลกที่น้าผีเคยอยู่มาเกือบหมดแล้ว จึงทำให้เขารู้ว่าในยุคสมัย 2020 ขึ้นไป โลกในตอนนั้นมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกแบบนั้นแล้ว
แต่ทว่าในปี 2012 ที่พีทอาศัยอยู่ในอีกบลูสตาร์ แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความละม้ายคล้ายกับโลกเก่าของน้าผีและเรียกได้ว่าจะเจริญรอยตามกันเกือบจะครบถ้วน แต่เทคโนโลยีในโลกนี้ยังพัฒนาไปได้ไม่ไกล ดังนั้นพีทที่ได้เห็นถึงความสะดวกสบายในโลกของน้าผีจึงอดไม่ได้ที่เขาจะอิจฉา
[ไอ้หนูแกจะอิจฉาโลกของฉันไปทำไม ถึงโลกเก่าของฉันจะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่สะดวกกว่าโลกของแก แต่แกคิดจริงๆ เหรอว่ามันดีที่สุดแล้วจริงๆ? เทคโนโลยีของคนอื่น ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจมันดีแล้วจริงๆ เหรอ?] เสียงของน้าผีที่ตอบกลับมา มันเจือไปด้วยความผิดหวังที่อัดแน่น
ซึ่งพีทเองก็ได้รับรู้ถึงความผิดหวังของน้าผีจากสิ่งที่เขาได้เห็นผ่านความทรงจำมาเช่นเดียวกัน ‘ที่น้าพูดมาก็มีส่วนถูก เทคโนโลยีที่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ ถึงจะทำให้ชีวิตสบายขึ้น แต่มันก็ตัดโอกาสและเศรษฐกิจของประเทศไทยเราเหมือนกัน’ พีทตอบ
[เราสองคนช่วยกันสร้างมันขึ้นมาได้ ตอนนี้ฉันเองก็เริ่มเข้าใจการทำงานผ่านระบบนี้มากขึ้นแล้ว น่าจะทำให้แกสามารถปลดล็อกการทำงานของระบบได้ดียิ่งขึ้น] เสียงของน้าผีฟังดูตื่นเต้นจนพีทเองก็เริ่มขนลุกขึ้นมา
เพราะก่อนหน้านี้น้าผี เกือบจะยึดร่างของพีทไปแล้ว…แม้จะทำไม่สำเร็จ แต่ใครจะรู้ว่าในอนาคต น้าผีอาจจะยึดร่างของเขาไปเมื่อไรก็ได้
[ฮ่าฮ่า ดีๆ คนเราไม่ควรประมาทและไม่ควรเชื่อใจใครง่ายๆ แต่ครั้งนี้ฉันอยากให้แกไว้ใจฉัน ฉันจะเป็คนเดียวที่จะไม่หักหลังแก ถ้าแกสัญญาว่าแกจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็มหาอำนาจของโลกนี้! ฉันก็จะทำทุกทางจะยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างที่มี เพื่อทำให้แกมีวันนั้น] เสียงน้าผีดูจริงจัง จนทำให้พีทสั่นสะท้านไปกับความตั้งใจอันแนวแน่ของอีกฝ่าย
‘ทำให้ประเทศไทยเป็มหาอำนาจโลกอย่างนั้นเหรอ มันยากมากเลยนะ??!! แต่อย่างที่น้าผีบอก เรามีระบบคอยช่วยเหลือ แถมตอนนี้เขาก็ได้สูตรลับไก่ทอดมาจากมินแจกยู ดีไม่ดีในอนาคตเขาอาจจะได้สูตรไก่ทอดมาจากผู้พันเซนเดอรอสก็ได้’ พีทเริ่มตั้งจุดหมายให้กับตัวเอง หลังจากได้ยินคำพูดของน้าผี
‘ผมสัญญาครับว่าผมจะทำมันให้ได้’ พีทตอบกลับน้าผีด้วยไฟในใจที่ลุกโชน
[ในเมื่อแกสัญญาแล้ว งั้นฉันจะขอตัวไปทำธุระก่อน…ตอนนี้ฉันต้องไปปลอบผีหน้าใหม่คนหนึ่งจากระบบนี้สักหน่อย คนๆ นี้จะมีส่วนช่วยในเทคโนโลยีของเราได้ในอนาคต เป็สุดยอดอัจฉริยะจากโลกเก่าของฉันเอง ซึ่งในโลกของแก เขาผู้นี้พึ่งจะเสียชีวิตได้ไม่นานและพึ่งจะถูกนำเข้ามาในสารบัญิญญาผู้ทรงอิทธิพล ใบ้ให้ว่าคนนี้มีชื่อว่า สตจ. (สตีเฟ่น จ๊อบ) ] น้าผีพูดจบก็หายเงียบไป ดูท่าคงจะไปทำธุระปลอบผีหน้าใหม่ที่เพิ่งถูกใส่เข้ามาในระบบตามที่พูดอยู่
ซึ่งพีทก็ไม่ได้มีเวลาไปสนใจกับบุคคลปริศนาที่น้าผีใบ้ไว้สักเท่าไร เพราะบุคคลสำคัญในสารบัญิญญาผู้ทรงอิทธิพล ล้วนมีคนที่โดดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็ อัลเบอโต ไอนซ์สไตน์ , นิโคโรบิน เทสล่า , ทอน์มัส เอดิสัน ที่อยู่ในรายชื่อระดับสูงที่ต้องใช้แต้มภารกิจอันมหาศาลในการปลดล็อก
หากแต่ตอนนี้พีทยังไม่รู้เลยว่าแต้มภารกิจนั้นได้มายังไง คงต้องทำภารกิจบางอย่างที่ระบบเป็คนมอบให้เสร็จล่ะมั้ง
ดังนั้นพีทจึงไม่ได้ใส่ใจกับแต้มภารกิจมากนัก ก่อนจะมุ่งเน้นไปที่การซื้อวัตถุดิบในการเปิดร้านไก่ทอดให้ครบ
[ไก่ร้านนี้เหมือนจะฉีดสารเร่งโตเยอะเกินไป ถึงจะไม่มีผลต่อรสชาติ แต่ััมันไม่ได้ ไม่ผ่าน…ร้านนี้วัตถุดิบไม่ค่อยสด น่าจะเอาไก่สดมาผสมกับไก่ที่ขายไม่ได้เมื่อวานมาขาย]
พีทใช้เวลาในการเลือกร้านขายเนื้อสัตว์ในตลาดอยู่นาน กว่าจะได้ร้านที่ให้ราคาที่สมเหตุสมผลมากที่สุด อีกทั้งเนื้อไก่เองก็มีคุณภาพตรงตามที่ มินแจกยู ตั้งไว้
โดยในระหว่างที่พีทกำลังเลือกไก่และวัตถุดิบต่างๆ ตัวของเชฟมินแจกยูก็ได้ออกหน้ามาพูดคุยกับพีท พร้อมทั้งสั่งสอนพีทในการเลือกซื้อวัตถุดิบอย่างละเอียด เรียกได้ว่าแทบจะจับมือสอนกันเลยทีเดียว
พีทเองก็ซาบซึ้งมากที่เชฟมินแจกยู สั่งสอนเขาละเอียดขนาดนี้ เขาได้เลือกซื้อวัตถุดิบจนเกือบจะครบถ้วน แต่ทว่าติดปัญหาสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง นั้นก็คือหัวใจสำคัญของไก่เกาหลีอย่างซอสเกาหลีนั่นเอง
ในปี 2012 ซอสโคชูจัง ยังไม่ค่อยมีการนำเข้ามาขายในประเทศไทยอย่างแพร่หลายมากนัก ยิ่งพีทที่อยู่จังหวัด ธาราบุรี ที่ไม่ใช่กรุงเทพฯด้วยแล้วยิ่งหายาก
[ถ้าไม่มีขายแบบสำเร็จรูป เ้าก็ทำเองสิ…มีข้าคนนี้อยู่ทั้งคนทำไมต้องไปซื้อหาจากที่อื่นด้วย] ทันใดนั้นหน้าจอในระบบของพีทก็สว่างขึ้น ตามด้วยสูตรวิธีการทำซอสเกาหลีอย่างละเอียดมาให้กับพีท
‘ขอบคุณครับเชฟ’ พีทเปิดวิธีการทำซอสเกาหลีที่ได้จาก มินแจกยู ก็ยิ้มหน้าบานเพราะวัตถุดิบในการทำซอสเกาหลีล้วนเป็คนทั่วๆ ไปที่พอจะให้ได้ดั่งเช่น แป้งข้าวเหนียว พริกเกาหลี มิโสะ น้ำมันงาเป็ต้น
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
วันนี้ยังมีอีกตอนแถมให้อีก...ตอน 2 ทุ่มนะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy