ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ

    ตารางฝึก (เล่น) ฉบับพี่ใหญ่เฉิน

            ค่ำคืนนั้นในค่ายทหารลับแห่งชายแดน ดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดกว่ายามกลางวันมากนัก จะมีก็เพียงเสียงฝีเท้าของทหารยามที่เดินตรวจตราเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กับเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ขับขานมาจากพงหญ้ารอบค่าย แสงไฟจากคบเพลิงตามจุดต่างๆ ส่องสว่างเพียงรำไร สร้างเงาทอดยาววูบไหวไปตามพื้นดิน และผนังกระโจม

    ภายในเรือนพักพิเศษที่ถูกจัดไว้ให้จ้าวมู่เฉิน และผู้ติดตาม หัวใจดวงน้อยๆ ของจ้าวมู่เฉินกำลังเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้น หลังจากที่ “พี่ใหญ่เฉิน” กระซิบบอกแผนการ “สำรวจโรงครัว” ให้ฟังเมื่อตอนบ่าย เขาก็เฝ้ารอคอยเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ

    “จ้าวน้อย... พร้อมหรือยัง?” เสียงกระซิบแผ่วเบาของเฉินซูเหรินดังขึ้นที่หน้าต่างห้องของเขา นางอยู่ในชุดสีเข้มดูกลืนไปกับความมืด ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับด้วยความซุกซน

    “พร้อมแล้วขอรับ พี่ใหญ่เฉิน!” จ้าวมู่เฉินกระซิบตอบอย่างกระตือรือร้น เขารีบสวมรองเท้า แล้วค่อยๆ ย่องตามร่างเล็กๆ ของเฉินซูเหรินออกจากเรือนพักอย่างเงียบกริบที่สุด

    การเดินทางในความมืดไปยังโรงครัวนั้นเป็น “การผจญภัย” ขนาดย่อมสำหรับเด็กทั้งสอง เฉินซูเหรินผู้คุ้นเคยกับเส้นทางในค่าย นางนำหน้าอย่างคล่องแคล่ว หลบหลีกตามเงามืดของกระโจม และกองสัมภาระต่างๆ ได้อย่างชำนาญ ส่วนจ้าวมู่เฉินพยายามเดินตามให้เงียบที่สุด แต่ด้วยร่างกายที่ยังไม่คุ้นชินกับการย่องเบา บางครั้งก็เผลอเหยียบกิ่งไม้แห้งหรือเดินสะดุดจนเกือบจะส่งเสียงดัง เฉินซูเหรินต้องคอยหันมาดุด้วยสายตาอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็อดขำในท่าทีเงอะงะของ “จ้าวน้อย” ผู้นี้ไม่ได้

    ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงโรงครัวขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเรือนพักพอสมควร ยามนี้โรงครัวเงียบสงัด ไฟในเตาถูกดับไปแล้ว เหลือเพียงถ่านแดงๆ คุอยู่บ้าง ส่งกลิ่นหอมจางๆ ของอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จเมื่อตอนเย็นลอยมาแตะจมูก กระตุ้นความหิวของเด็กทั้งสองยิ่งนัก

    “ทางนี้ จ้าวน้อย” เฉินซูเหรินกระซิบพลางชี้ไปยังหน้าต่างบานเล็กๆ ด้านหลังโรงครัวที่แง้มอยู่เล็กน้อย “ข้าเคยเห็นพวกทหารครัวเปิดไว้ระบายอากาศตอนกลางวัน บางทีพวกเขาอาจจะลืมปิดสนิท”

    นางค่อยๆ ดันหน้าต่างให้เปิดกว้างขึ้นอีกนิดอย่างแผ่วเบา ก่อนจะปีนเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงหันมากวักมือเรียกจ้าวมู่เฉิน จ้าวมู่เฉินมองช่องหน้าต่างที่ดูจะเล็กเกินไปสำหรับร่างของเขา แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และความปรารถนาที่จะได้ลิ้มรส “ของอร่อย” เขาก็พยายามเบียดตัวมุดตามเข้าไปจนได้ แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างก็ตาม

    ภายในโรงครัวมืดกว่าด้านนอกเล็กน้อย แต่ก็พอมีแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาให้มองเห็นลางๆ เฉินซูเหรินทำสัญญาณมือให้จ้าวมู่เฉินตามมาเงียบๆ ทั้งสองย่องไปยังบริเวณที่เก็บอาหาร มีหม้อดินขนาดใหญ่หลายใบวางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ บางใบยังมีไออุ่นๆ ลอยขึ้นมาอยู่เลย

    “เจอแล้ว!” เฉินซูเหรินกระซิบอย่างดีใจเมื่อเปิดฝาหม้อใบหนึ่งออก ภายในนั้นมีหมั่นโถวขาวๆ อวบๆ ที่ยังอุ่นอยู่หลายลูก! นางรีบหยิบขึ้นมาสองลูก ยื่นให้จ้าวมู่เฉินลูกหนึ่ง ส่วนตนเองก็กัดเข้าคำโตอย่างมีความสุข

    จ้าวมู่เฉินรับหมั่นโถวมา กลิ่นหอมของแป้งนึ่งลอยเข้าจมูก เขากัดเข้าไปคำใหญ่บ้างความนุ่ม และรสชาติหวานอ่อนๆ ของหมั่นโถวทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์! “อร่อยมากเลยขอรับ พี่ใหญ่เฉิน!” เขาพึมพำทั้งที่ยังมีหมั่นโถวเต็มปาก

    ขณะที่เด็กทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับ “สมบัติ” ที่ค้นพบอยู่นั้นเอง... “อะแฮ่ม! ทำอะไรกันอยู่รึ คุณหนูซูเหริน... คุณชายจ้าว?”

    เสียงทุ้มๆ ที่ดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลังทำให้ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว! หมั่นโถวในมือจ้าวมู่เฉินเกือบร่วงหล่น! พวกเขารีบหันขวับไปมองทันที!

    ร่างสูงใหญ่ของเหล่าหยวนยืนกอดอกพิงอยู่กับเสาไม้ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองมายังพวกเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก... แต่ที่มุมปากนั้น ดูเหมือนจะมีรอยยิ้มบางๆ ซ่อนอยู่!

    “ท่าน... ท่านลุงหยวน!” เฉินซูเหรินอุทานออกมาอย่างตกใจระคนอับอาย ไม่คิดว่าจะถูกจับได้เช่นนี้ “พวกข้า... พวกข้าแค่...”

    เหล่าหยวนเดินเข้ามาใกล้ มองหมั่นโถวในมือเด็กทั้งสองแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ “อาหารในค่ายคงจะไม่อร่อยถูกปากคุณหนูสินะ ถึงต้องมาหาอะไรทานเพิ่มเติมยามวิกาลเช่นนี้”

    “ก็... ก็นิดหน่อยเจ้าค่ะ” เฉินซูเหรินตอบเสียงอ่อยลง ยอมรับผิดแต่โดยดี จ้าวมู่เฉินได้แต่ยืนก้มหน้า ไม่กล้าสบตาเหล่าหยวน รู้สึกผิดที่แอบมากินของโดยไม่ได้รับอนุญาต

    เหล่าหยวนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินไปยังตู้ไม้ใบหนึ่ง เปิดออกแล้วหยิบห่อผ้าเล็กๆ ออกมา “เอาเถิด ในเมื่อมาถึงนี่แล้ว ข้ามีนี่ให้” เขาคลี่ห่อผ้าออก ภายในนั้นมีขนมเปี๊ยะไส้ถั่วกวนชิ้นเล็กๆ วางอยู่สองสามชิ้น 

    “ข้าเก็บไว้ให้คุณชาย แต่พวกท่านมาพบเสียก่อน ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับ 'ความกล้าหาญ' ในการมาเยือนโรงครัวก็แล้วกัน” เขากล่าวพลางยื่นขนมให้

    ดวงตาของจ้าวมู่เฉิน และเฉินซูเหรินเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง! พวกเขารับขนมมาด้วยความดีใจ “ขอบขอรับ ท่านลุงหยวน! / ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านลุง!”

    “แต่คราวหน้าคราวหลัง อย่าได้ออกมาเพ่นพ่านยามวิกาลเช่นนี้อีก” เหล่าหยวนกล่าวเสียงดุขึ้นเล็กน้อย แต่แววตายังคงเอ็นดู “ในค่ายทหารมีกฎระเบียบ หากถูกทหารเวรคนอื่นพบเห็นเข้า จะเป็นเรื่องใหญ่ได้ เข้าใจหรือไม่?”

    “เข้าใจแล้วขอรับ! / เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!” เด็กทั้งสองรับคำพร้อมกัน

    “ดีมาก รีบทานให้เสร็จแล้วกลับไปนอนได้แล้ว” เหล่าหยวนกล่าว ก่อนจะหันไปทำความสะอาดหม้อไหที่ค้างอยู่ต่อ แสร้งทำเป็นไม่สนใจเด็กทั้งสองที่กำลังแบ่งขนมเปี๊ยะกันชิมอย่างมีความสุข

    ปฏิบัติการ “พิชิตโรงครัว” ในค่ำคืนนี้จบลงด้วยความอิ่มเอม และตื่นเต้นเล็กๆ น้อยๆ แม้จะถูกจับได้ แต่ก็ได้รับ “ของรางวัล” ปลอบใจกลับมาด้วย จ้าวมู่เฉินรู้สึกว่าการผจญภัยกับพี่ใหญ่เฉินนั้นสนุกสนาน และน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ ส่วนเฉินซูเหรินก็รู้สึกว่า การมี “จ้าวน้อย” อยู่เคียงข้าง ทำให้การผจญภัยของนางไม่เงียบเหงาอีกต่อไป.

    เช้าวันรุ่งขึ้น ในค่ายทหารลับ แสงตะวันอ่อนๆ เพิ่งจะทาบทาลงบนยอดกระโจมและต้นไม้สูงโดยรอบ อากาศยังคงสดชื่นและเย็นสบาย จ้าวมู่เฉินถูกปลุกให้ตื่นโดยถิงถิงตามปกติ หลังจากจัดการกับภารกิจส่วนตัวและทานอาหารเช้าง่ายๆ แล้ว เขาก็เดินออกมาสูดอากาศที่ลานฝึกยุทธส่วนตัวที่ท่านแม่ทัพจัดไว้ให้ ท่าทางยังคงดูงัวเงียเล็กน้อย แต่ก็มีความคาดหวังบางอย่างฉายอยู่ในแววตา

    แล้วผู้ที่เขารอคอยก็มาถึง เฉินซูเหรินเดินทางมาพบจ้าวมู่เฉินแต่เช้าตรู่ วันนี้นางอยู่ในชุดฝึกทะมัดทะแมงเช่นเคย แต่ในมือเล็กๆ นั้นกลับถือม้วนกระดาษสาเก่าๆ ม้วนหนึ่งมาด้วย ใบหน้างดงามนั้นดูจริงจังปนภาคภูมิใจอย่างประหลาด

    “จ้าวน้อย! มานี่เร็วเข้า!” นางกวักมือเรียกเขาเสียงใส เมื่อจ้าวมู่เฉินเดินเข้ามาใกล้ นางก็คลี่ม้วนกระดาษนั้นออกอย่างระมัดระวัง บนนั้นมีตัวอักษร ที่ดูเหมือนจะพยายามเขียนให้สวยงามแต่ก็ยังคงความเป็นเด็ก และภาพวาดเล็กๆ ประกอบอยู่หลายจุด “นี่คืออะไรหรือขอรับ พี่ใหญ่เฉิน?” จ้าวมู่เฉินเอียงคอถามอย่างสงสัยใคร่รู้

    “นี่คือ 'ตารางการฝึกฝนพิเศษ' ที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ!” เฉินซูเหรินประกาศด้วยท่าทางภูมิใจอย่างยิ่ง “ข้าเห็นว่าการฝึกแบบทหารจริงๆ อย่างการแบกหินหรือวิ่งขึ้นเขานั่นมันน่าเบื่อจะตายไป แถมยังทำให้เจ้าเหนื่อยเกินไปอีกด้วย” นางกล่าว พลางทำหน้าเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของเขา “ดังนั้น เพราะข้ากลัวว่าเจ้าจะเหนื่อยเกินไป ตารางการฝึกฝนใหม่นี้จึงเน้นหนักไปทางการเล่นสนุกเสียมากกว่า! รับรองว่าเจ้าจะต้องชอบแน่ๆ!”

    จ้าวมู่เฉินได้ยินดังนั้นก็ตาโตเป็นประกาย “เล่นสนุกหรือขอรับ! ดีจังเลย!”

    “แน่นอน!” เฉินซูเหรินยืดอก “ดูนะ... ช่วงเช้า หลังจากเจ้าทานข้าวเสร็จ เราจะเริ่มด้วย 'การฝึกความว่องไว'!” นางชี้ไปที่ภาพวาดรูปคนสองคนกำลังวิ่งไล่กัน “ก็คือ... เล่นวิ่งไล่จับกันนั่นเอง! ข้าจะวิ่งหนี ส่วนเจ้าก็ต้องพยายามจับข้าให้ได้ เป็นการฝึกกำลังขาและสายตาไปในตัว!”

    จ้าวมู่เฉินพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย การวิ่งไล่จับพี่ใหญ่เฉินดูน่าสนุกกว่าการแบกหินเป็นไหนๆ!

    “ต่อมา” นางชี้ไปยังภาพก้อนหินหลายก้อน “เราจะ 'ฝึกกำลังแขน' ด้วยการหาเก็บก้อนหินสวยๆ แล้วมาแข่งกันโยนให้ไกลที่สุด! ใครโยนได้ไกลกว่าเป็นผู้ชนะ!” นางยิ้มกริ่ม “แต่แน่นอนว่าข้าย่อมต้องชนะอยู่แล้ว!”

    “จากนั้นก็เป็น 'การฝึกสายตาและการสังเกต' ข้าจะเอาใบไม้หรือดอกไม้แปลกๆ ไปซ่อนไว้ตามพุ่มไม้แถวนี้ แล้วให้เจ้าพยายามหาให้เจอ ใครหาได้เยอะกว่าก็ชนะไป! เหมือนเรากำลังออกตามหาสมุนไพรวิเศษในป่าใหญ่เลยนะ!” นางอธิบายอย่างตื่นเต้น

    “ส่วนช่วงบ่าย หลังจากพักทานอาหารแล้ว หากเจ้ายังไม่ง่วงนอน ข้าก็จะ 'ฝึกทบทวนกระบวนท่า' ให้เจ้าเล็กน้อย แต่จะเป็นท่าเท่ๆ เหมือนวีรบุรุษในนิทาน ไม่ใช่ท่ายืนม้าน่าเบื่อแบบนั้นหรอกน่า!” นางทำท่าทางประกอบอย่างกระฉับกระเฉง 

    “และสุดท้ายก่อนที่ข้าจะกลับ ก็จะเป็น 'การพักผ่อนด้วยการฟังพี่ใหญ่เฉินเล่านิทานวีรบุรุษผู้กล้าหาญ' ให้ฟัง! เป็นอย่างไรบ้าง ตารางฝึกของข้าสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ?”

    จ้าวมู่เฉินฟัง “ตารางการฝึกฝน” ของพี่ใหญ่เฉินด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ทุกกิจกรรมล้วนฟังดูน่าสนุกและไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย! นี่มันไม่ใช่การฝึกฝนที่ทรมาน แต่เป็นการเล่นสนุกทั้งวันชัดๆ! “สุดยอดไปเลยขอรับ พี่ใหญ่เฉิน!” เขาร้องออกมาด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง “ข้าชอบตารางฝึกแบบนี้ที่สุดเลย! เราจะเริ่มกันเมื่อไหร่ดีขอรับ?”

    “เริ่มตอนนี้เลยเป็นไง”" เฉินซูเหรินยิ้มกว้าง “มา! การฝึกแรก... วิ่งไล่จับ! ข้าจะเริ่มวิ่งก่อนนะ ถ้าเจ้าจับข้าได้ภายในหนึ่งเค่อ ข้าจะยอมให้เจ้าเลือกขนมจากในห่อของข้าได้หนึ่งชิ้น!”

    ว่าแล้วนางก็หัวเราะคิกคัก ก่อนจะออกตัววิ่งปร๋อไปรอบลานฝึกอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้จ้าวมู่เฉินยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตั้งสติแล้ววิ่งไล่ตาม “พี่ใหญ่เฉิน!” ไปด้วยเสียงหัวเราะอันสดใส

    แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมายังเด็กทั้งสอง ทั้งเด็กจริงๆ และเด็กในร่างผู้ใหญ่ ที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะและเสียงฝีเท้าดังเคล้าคลอไปกับเสียงลมพัดใบไม้ บทเรียนการฝึกฝนฉบับพิเศษของ “อาจารย์พี่ใหญ่เฉิน” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ มุมหนึ่งของค่ายทหารลับแห่งนี้... เป็นการฝึกฝนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสุขอย่างแท้จริง.