ฟู่...
ภายในถ้ำที่มืดมิดและเงียบสงบ แสงเซียนอันเลือนรางพลันสาดส่องประกายเจิดจ้า ขับเน้นให้สถานที่แห่งนี้ดูราวกับเป็ถ้ำ์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเซียนผู้ใดผู้หนึ่ง
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ร่างของกู่เฟิงที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่สั่นสะท้าน เขาลืมตาตื่นขึ้นจากสภาวะบำเพ็ญเพียรในทันที
"นี่มัน..."
"กระดูกราชันเซียน?"
ภาพเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ทำให้กู่เฟิงนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาควบแน่นกระดูกราชันเซียนขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้
ทายาทของราชันเซียน ภายในร่างกายล้วนมีสายเืราชันเซียนไหลเวียนอยู่ ต่างกันเพียงแค่ความเจือจางหรือเข้มข้นเท่านั้น
เมื่อทายาทของราชันเซียนบรรลุถึงขอบเขตแก่นทองคำ สายเืราชันเซียนก็จะตื่นขึ้น สายเืราชันเซียนที่ตื่นขึ้นยิ่งเข้มข้นมากเท่าใด ก็ยิ่งหมายความว่าสืบทอดสายเืของราชันเซียนมามากเท่านั้น พร์ในการบำเพ็ญเพียรและศักยภาพก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วย
ผู้ที่มีสายเืราชันเซียนเข้มข้นที่สุด จะสามารถควบแน่นกระดูกราชันเซียนออกมาได้ ในประวัติศาสตร์ของตระกูลกู่เคยปรากฏคนในตระกูลที่สามารถควบแน่นกระดูกราชันเซียนขึ้นมาได้ทั้งหมดสามคน นอกเหนือจากหนึ่งคนที่ถูกสังหารไประหว่างทางแล้ว อีกสองคนล้วนแต่บรรลุถึงขอบเขตสูงสุดในระดับครึ่งก้าวราชันเซียนทั้งสิ้น!
ครึ่งก้าวราชันเซียน ในดินแดนที่ไม่มีราชันเซียนปรากฏตัว นั่นก็คือเทพเ้าสูงสุดที่ไร้ผู้ต่อต้าน
นี่จึงเป็เหตุผลว่าเหตุใดหลังจากที่กู่เฟิงควบแน่นกระดูกราชันเซียนขึ้นมาได้แล้ว จึงได้สร้างความสั่นะเืครั้งใหญ่ในตระกูลกู่ถึงขั้นทำให้บรรพชนต้องออกจากด่านบำเพ็ญเพียรด้วยตนเอง และส่งผู้าุโเดินทางไกลมายังเมืองชิงหลงเพื่อรับตัวเขากลับไป
"กระดูกราชันเซียนของข้าถูกดึงออกไปแล้วแท้ ๆ คิดไม่ถึงเลยว่าจะยังสามารถควบแน่นขึ้นมาได้อีกครั้ง!"
"หรือว่าการที่ตันเถียนของข้าก่อตัวขึ้นใหม่ จะส่งผลให้สายเืราชันเซียนตื่นขึ้นมาอีกครั้งกัน?" กู่เฟิงพึมพำกับตนเอง บนใบหน้าหล่อเหลาหมดจดปรากฏแววตาแห่งความคาดหวังขึ้นมา
สาเหตุที่กระดูกราชันเซียนมีความสำคัญ ไม่ได้เป็เพียงเพราะมันเป็ตัวแทนของพร์และศักยภาพในการบำเพ็ญเพียรที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้าเท่านั้น ทว่าทุกคนในตระกูลกู่ล้วนเคยได้ยินตำนานเื่หนึ่ง
ก่อนที่ราชันเซียนกู่จะร่วงหล่น เขาได้ทิ้งมรดกสืบทอดอันสูงสุดเอาไว้ในสถานที่แห่งหนึ่งของแดนัว่ากันว่ามรดกสืบทอดนี้ได้ซุกซ่อนความลับในการทะลวงสู่ขอบเขตราชันเซียนเอาไว้
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ร่องรอยของมรดกสืบทอดนี้ แต่ตามบันทึกในตำนาน มีเพียงคนของตระกูลกู่ที่ควบแน่นกระดูกราชันเซียนขึ้นมาได้เท่านั้น จึงจะมีโอกาสค้นพบและมีคุณสมบัติที่จะได้รับมรดกสืบทอดนี้
ผู้ที่ไม่มีกระดูกราชันเซียน ต่อให้ค้นพบมรดกสืบทอดที่ราชันเซียนกู่ทิ้งไว้ ก็ไม่อาจมันได้ ดังนั้น อัจฉริยะตระกูลกู่ที่สามารถควบแน่นกระดูกราชันเซียนขึ้นมาได้ จึงไม่เพียงหมายความว่าเขามีความเป็ไปได้สูงยิ่งที่จะบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับครึ่งก้าวราชันเซียนและกลายเป็เสาหลักของตระกูลกู่เท่านั้น
แต่ยังมีความเป็ไปได้ที่จะค้นพบมรดกสืบทอดของราชันเซียนกู่ที่สูญหายไปเนิ่นนานนับปี และได้รับวาสนาในการทะลวงสู่ขอบเขตราชันเซียนอีกด้วย!
ภายในร่างกายของกู่เฟิงบริเวณที่เปล่งแสงเซียนออกมานั้น บังเกิดเสียงดังถี่ยิบราวกับพยัคฆ์ดุร้ายยุคาพุ่งชนยอดเขา จนสั่นะเืเลื่อนลั่นปานฟ้าถล่มดินทลาย
แกนอสูรของหมาป่าโลหิตหางเงินที่กู่เฟิงกำไว้ในมือ ถูกดูดกลืนพลังไปกว่าครึ่งในชั่วพริบตา บางทีอาจเป็เพราะพลังงานที่้ามีเพียงพอแล้ว พลังกลืนกินอันลึกลับที่อยู่ลึกลงไปในร่างกายของเขาจึงค่อย ๆ ถอยร่นกลับไปอย่างเงียบงัน
เขาเพ่งมองเข้าไปในร่างกายของตนเอง ก็เห็นกลุ่มแสงเซียนลอยล่องอยู่ กำลังก่อตัวเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง เมื่อเขาจ้องมองอย่างตั้งใจ ก็พบว่ามีวัตถุที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระดูกราชันเซียนชิ้นหนึ่งกำลังค่อย ๆ ก่อตัวเป็รูปเป็ร่างขึ้นมา
"เป็กระดูกราชันเซียนจริง ๆ ด้วย!"
"ไม่สิ ไม่ได้มีเพียงชิ้นเดียว!!!"
ในเวลาไม่นานกู่เฟิงก็พบว่า หลังจากที่แสงเซียนให้กำเนิดกระดูกราชันเซียนชิ้นหนึ่งแล้ว ก็มีกระดูกที่ดูเลือนรางอีกชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นมา
จากนั้น กระดูกราชันเซียนอีกชิ้นก็ปรากฏขึ้นตามมาติด ๆ รวมทั้งหมดเป็กระดูกราชันเซียนสามชิ้น ที่กำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากสภาวะว่างเปล่ากลายเป็วัตถุที่มีตัวตนจับต้องได้อยู่ภายในร่างกายของกู่เฟิง
กระดูกราชันเซียนสามชิ้น... ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้กู่เฟิงถึงกับตกตะลึงไปในทันที
"เหตุใดจึงมีกระดูกราชันเซียนถึงสามชิ้นได้?" กู่เฟิงนิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน ยังไม่อาจดึงสติกลับมาได้
ตามที่เขาเคยรับรู้มา ั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีผู้ใดสามารถควบแน่นกระดูกราชันเซียนออกมาได้ถึงสามชิ้น เจ็ดตระกูลใหญ่ระดับราชันเซียนแห่งแดนัไม่ว่าจะเป็ตระกูลกู่หรือตระกูลอื่น ๆ ก็ไม่เคยปรากฏเื่เช่นนี้มาก่อน
กระดูกราชันเซียนที่ควบแน่นขึ้นมาได้ล้วนมีจำนวนเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่า จะมีผู้ใดสามารถควบแน่นกระดูกราชันเซียนออกมาได้ถึงสามชิ้น!
"หรือว่าจะเป็เพราะกายาศักดิ์สิทธิ์าด้วยเช่นกัน?" เมื่อกู่เฟิงคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายความสงสัยลง
ถึงอย่างไรกายาศักดิ์สิทธิ์าก็สามารถทำให้เต๋า์ถึงกับต้องลงทัณฑ์สาปแช่งด้วยตนเอง ความฝืนลิขิตฟ้าของมันย่อมเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว หากมีเื่ราวอันผิดแผกไปจากปกติวิสัยใด ๆ เกิดขึ้นกับกายาศักดิ์สิทธิ์ามันก็ย่อมกลายเป็เื่ที่สามารถยอมรับได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
กู่เฟิงเคยมีประสบการณ์ในการควบแน่นกระดูกราชันเซียนมาก่อน ย่อมรู้ดีว่ากระดูกราชันเซียนจำเป็ต้องใช้ระยะเวลา่หนึ่ง จึงจะสามารถแปรเปลี่ยนจากสภาวะว่างเปล่ากลายเป็วัตถุที่มีตัวตนได้อย่างสมบูรณ์
หลังจากนั้นกระดูกราชันเซียนจึงจะผสานเข้ากับร่างกายของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะสามารถใช้กระดูกราชันเซียนเพื่อดึงเอาปราณเซียนสายหนึ่งของราชันเซียนกู่มาใช้งาน เพื่อยกระดับพลังการต่อสู้ของเขาได้
กระดูกราชันเซียนเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างตัวเขาและราชันเซียนกู่ ยิ่งมีความแข็งแกร่งมากเท่าใด ปราณเซียนที่ได้รับก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ว่ากันว่าหากบรรลุถึงระดับขอบเขตหนึ่งแล้ว ยังจะสามารถควบแน่นร่างเงาฟ้าดินราชันเซียนออกมาบดบังฟ้าดิน สังหารเหล่าภูตผีปีศาจได้อีกด้วย!
"ฟู่..." กู่เฟิงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่ เขากำแกนอสูรของหมาป่าโลหิตหางเงินเอาไว้ พลางดูดซับพลังงานของมันและเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียร
พลังงานในแกนอสูรเหลืออยู่เพียงราว ๆ ครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังคงสามารถช่วยยกระดับความแข็งแกร่งให้เขาได้ไม่น้อย
ครืน ครืน...
ทันทีที่เขาโคจรเคล็ดวิชากลืนกินา ร่างกายก็ปลดปล่อยพลังแห่งการกลืนกินอันน่าสะพรึงกลัวออกมา มันดูดกลืนพลังงานจากแกนอสูรของหมาป่าโลหิตหางเงินอย่างตะกละตะกลาม เพื่อเพิ่มพูนกลิ่นอายของเขา กลิ่นอายในระดับขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นของเขาเริ่มค่อย ๆ ยกระดับสูงขึ้น
กายาศักดิ์สิทธิ์าคืออันดับหนึ่งในสิบสุดยอดกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งอาณาจักร์ หลังจากที่เขาพังทลายเพื่อสร้างขึ้นใหม่และได้รับกายาศักดิ์สิทธิ์ามาแล้ว รากฐานของเขาก็เกิดการผลัดเปลี่ยนอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน
ในยามนี้ ร่างกายทั้งหมดของเขาเปรียบเสมือนหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง ไม่ว่าจะมีพลังงานหลั่งไหลเข้ามามากเพียงใด ล้วนสามารถกลืนกินและแปรเปลี่ยนเป็ความแข็งแกร่งของตัวเขาเองได้ทั้งหมด กู่เฟิงสามารถััได้อย่างชัดเจนว่า พลังกายและพลังิญญาของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้นด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็นได้
เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น เป็เพราะเขาได้ค้นพบปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง
ไม่ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้นมากเพียงใด ทว่าระดับขอบเขตกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้เขาหวนคิดถึงความเป็ไปได้ประการหนึ่ง
"หรือเป็เพราะกายาศักดิ์สิทธิ์าแข็งแกร่งจนเกินไป การทะลวงระดับขอบเขตจึงกลายเป็เื่ที่ยากลำบากกว่าผู้มีกายาธรรมดาทั่วไปมากกระนั้นหรือ?" กู่เฟิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็ไปได้
เพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานของตนเอง เขาจึงดูดซับพลังงานที่แฝงอยู่ในแกนอสูรของหมาป่าโลหิตหางเงินต่อไป เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองอย่างเต็มที่
เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ความแข็งแกร่งของเขาก็ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นจะสามารถมีได้ และบรรลุถึงระดับขอบเขตแก่นทองคำขั้นกลางแล้ว
เพียงแต่ระดับขอบเขตของเขายังคงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งวี่แววของการยกระดับเลยแม้แต่น้อย
สามวันต่อมา พลังงานจากแกนอสูรในมือของเขาก็แตกสลายและกระจายออกเป็หลายชิ้น พลังงานทั้งหมดที่ซุกซ่อนอยู่ในแกนอสูรถูกเขาดูดกลืนไปจนหมดสิ้น
เขาััถึงความแข็งแกร่งของตนเองอย่างละเอียด และประเมินคร่าว ๆ ว่าน่าจะอยู่ในระหว่างขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลายไปจนถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นสูงสุด ทว่าระดับขอบเขตของเขากลับยังคงหยุดนิ่งอยู่ในขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นเช่นเดิม
สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งทำให้เขามั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนเองมากยิ่งขึ้น
"ความยากในการทะลวงระดับขอบเขตของกายาศักดิ์สิทธิ์าสูงล้ำถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของมันจะอยู่เหนือล้ำกว่าที่ข้าจินตนาการเอาไว้เสียอีก"
กู่เฟิงหลอมรวมแกนอสูรของหมาป่าโลหิตหางเงินไปกว่าครึ่งค่อนเม็ด แต่ก็ยังไม่สามารถทะลวงผ่านระดับขอบเขตได้แม้แต่ขั้นเดียว สิ่งนี้ทำให้เขามีความเข้าใจต่อกายาศักดิ์สิทธิ์าของตนเองได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เห็นได้ชัดว่า กายาาที่ทำให้แม้แต่เต๋า์ยังต้องรู้สึกถูกคุกคามนี้ แข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มากนัก!
ความแข็งแกร่งของกู่เฟิงเพิ่มพูนขึ้นแล้ว ความมั่นใจในการเดินทางไปยังหุบเขาต้องห้ามมารก็มีมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน เขาลุกขึ้นยืนพรวด ก้าวเดินออกจากถ้ำอันมืดมิดและมุ่งหน้าตรงไปยังหุบเขาต้องห้ามมารในทันที
ส่วนกระดูกราชันเซียนที่กำลังควบแน่นอยู่ภายในร่างกายของเขา คาดว่าน่าจะยังต้องใช้เวลาอีกราวสองถึงสามวัน จึงจะสามารถก่อตัวเป็รูปร่างได้อย่างสมบูรณ์
โฮก โฮก...
หลังจากที่กู่เฟิงเข้าใกล้หุบเขาต้องห้ามมารก็เริ่มมีเสียงคำรามอันดุดันบ้าคลั่งดังแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ เสียงคำรามเหล่านี้เจือปนไปด้วยกลิ่นอายของพลังิญญา ซึ่งล้วนแต่ถูกปลดปล่อยออกมาจากสัตว์ิญญาที่มีความแข็งแกร่งเป็อย่างยิ่ง
กู่เฟิงสามารถััได้ถึงกลิ่นอายของสัตว์ร้ายที่ทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดจนกลิ่นคาวเืจาง ๆ ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศได้ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยิ่งทำให้เขาระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น ความเร็วในการก้าวเดินช้าลง พลังิญญาภายในร่างกายโคจรอย่างเต็มกำลัง เตรียมพร้อมที่จะลงมือโจมตีได้ทุกเมื่อ
กร๊อบ...!
"ใคร?!"
ทันใดนั้น เสียงกิ่งไม้หักดังกรอบแกรบก็ดังแว่วมา กู่เฟิงราวกับนกที่ตื่นตระหนกจากเสียงธนู เขาหมุนตัวกลับไปมองในทันที มือขวากำหมัดแน่น ส่วนมือซ้ายประคองเจดีย์สีทองขนาดเล็กที่มีพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้
ตอนที่เขาจากตระกูลกู่มานั้นค่อนข้างรีบร้อน กระทั่งกระบี่ิญญาที่เขาพกติดตัวเป็ประจำก็ยังลืมหยิบติดมือมาด้วย เจดีย์สีทองขนาดเล็กชิ้นนี้ จึงกลายเป็ของวิเศษสายโจมตีที่ถนัดมือและทรงพลังที่สุดของเขาในยามนี้
ตูม!
ในชั่วพริบตาที่กู่เฟิงหันไปมอง ก็บังเกิดเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องไปถึงชั้นเมฆ แรงสั่นะเืทำเอาต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าหลายสิบต้นต้องหักสะบั้นลง
ภายในั์ตาของเขาสะท้อนให้เห็นเงาร่างของผู้ฝึกตนที่เป็มนุษย์หลายสิบคน กำลังถูกสัตว์ั์ที่มีขนาดตัวราว ๆ สามสิบจั้งพุ่งชนจนปลิวละลิ่ว ร่วงหล่นกระแทกพื้นราวกับเกี๊ยวที่ถูกเทลงหม้อ เสียงร้องโอดครวญดังระงมไปทั่วบริเวณ
เดิมทีคนเหล่านี้ตั้งใจจะล้อมโจมตีลูกของวัวทมิฬเขาเหล็ก เพื่อชิงเอาเขาเหล็กบนหัวของมันมา สิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินราคาได้ สามารถนำไปใช้หลอมอาวุธิญญาระดับห้าได้
ผลปรากฏว่า พวกเขากลับหลงเข้าไปในรังของวัวทมิฬเขาเหล็กเข้า จึงไปกระตุ้นให้วัวทมิฬเขาเหล็กตัวเต็มวัยตัวนี้ออกมาดักซุ่มโจมตี ขณะที่พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกชนจนปลิวละลิ่วออกไปและได้รับาเ็ทั้งหนักและเบากันถ้วนหน้า
ในบรรดาเงาร่างหลายสิบสายที่ปลิวละลิ่วออกไปนั้น มีร่างของหญิงสาวรูปงามผู้หนึ่งซึ่งสวมใส่อาภรณ์สีม่วง ทำให้เขาถึงกับชะงักงันไปเล็กน้อย นางดูเหมือนจะมีอายุน้อยกว่ากู่เฟิงเพียงเล็กน้อย อาภรณ์สีม่วงพลิ้วไหวห่อหุ้มเรือนร่างอันงดงามเย้ายวน ริมฝีปากแดงระเรื่อมีคราบโลหิตสีแดงสดติดอยู่ ดูน่าทะนุถนอมเป็อย่างยิ่ง
"เป็นาง!" กู่เฟิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เขาจะได้พบกับนางที่นี่
โฮก!
ในชั่วขณะนั้นเอง วัวทมิฬเขาเหล็กก็ราวกับคลุ้มคลั่งไปแล้ว มันใช้เขาเหล็กบนหัวที่เปล่งประกายแสงสีดำบาดตา พุ่งแทงใส่ผู้ฝึกตนที่ล้มกลิ้งอยู่บนพื้นดิน
ทุกที่ที่มันพาดผ่าน ร่างกายแต่ละร่างล้วนแตกกระจายกลายเป็ดอกไม้เื ในเวลาไม่นาน มันก็พุ่งเป้าไปที่หญิงสาวชุดม่วงผู้มีเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นและใบหน้างดงามล่มเมือง มันย่ำเท้าลงบนปฐี พุ่งทะยานเข้าบดขยี้นางราวกับูเาลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามา
หญิงสาวชุดม่วงจ้องมองวัวทมิฬเขาเหล็กที่พุ่งเข้ามาหมายจะสังหารอย่างบ้าคลั่ง บนใบหน้าขาวเนียนที่งดงามจนแทบจะหยุดหายใจของนาง ปรากฏแววตาแห่งความหวาดกลัวที่เข้มข้นจนไม่อาจลบเลือนได้ ภายในส่วนลึกของจิตใจนางก็พรั่งพรูไปด้วยความรู้สึกสูญเสียและไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างท่วมท้น
"ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาไกลนับหมื่นลี้เพื่อตามหาเขา แต่ผลสุดท้ายข้ายังไม่ทันได้พบเขา ข้าก็จะต้องมาตายอยู่ที่นี่เสียแล้ว"
"บางที... นี่คงเป็ประสงค์ของ์กระมัง" หลินชิงชิงถอนหายใจออกมาด้วยความขมขื่น นางหลับตาทั้งสองข้างลงด้วยความสิ้นหวัง
นางได้รับาเ็สาหัส ซ้ำความแข็งแกร่งก็ยังห่างชั้นจากวัวทมิฬเขาเหล็กตัวเต็มวัยตัวนี้อยู่มาก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอันบ้าคลั่งและเกรี้ยวกราดของมัน นอกเหนือจากความตายแล้ว นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกเลย
ฟุ่บ... ตูม!
ในขณะที่นางคิดว่าตนเองจะต้องตายอย่างแน่นอน ทันใดนั้น สายลมบ้าคลั่งระลอกหนึ่งก็พัดกระหน่ำเข้ามา นางรู้สึกได้ว่าตนเองร่วงหล่นลงสู่อ้อมกอดอันอบอุ่น พร้อมกับมีกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่ห่างหายไปเนิ่นนานแผ่กระจายออกมา
เสียงะเิดังกึกก้องจนหูแทบหนวกพลันปะทุขึ้น แปรเปลี่ยนเป็แรงกระแทกที่ยากจะต้านทานได้ถาโถมเข้าใส่นาง นำพามาซึ่งภัยคุกคามถึงชีวิต
ทว่าในชั่วพริบตาแห่งความเป็ความตายนั้น กลับมีใครบางคนมาช่วยรับแรงกระแทกจากแรงะเิแทนนาง โอบกอดนางเอาไว้และถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบหนีให้ห่างจากจุดศูนย์กลางของการะเิ
"องค์หญิง!!!"
เหล่าผู้ฝึกตนที่ติดตามหลินชิงชิงมา ต่างจ้องมองไปยังจุดศูนย์กลางของการะเิที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันตลบอบอวลจนเต็มท้องฟ้า ดวงตาของพวกเขาราวกับจะฉีกขาด ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดผวาปะปนกับความตื่นตระหนก
พวกเขาเห็นเพียงวัวทมิฬเขาเหล็กพุ่งทะยานเข้าสังหารองค์หญิงราวกับสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่ง จากนั้นก็มีเงาดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าองค์หญิงราวกับภูตผีปีศาจ ตามมาด้วยเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวะเืฟ้าะเืดิน
คลื่นกระแทกที่เกิดจากการะเินั้นช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างออกไปถึงสามจั้ง ก็ยังถูกทำให้ใจนขวัญหนีดีฝ่อ องค์หญิงที่มีตบะบารมีอ่อนแอกลับต้องอยู่ใจกลางการะเิ ผลลัพธ์ย่อมเลวร้ายจนไม่อาจจินตนาการได้
หากองค์หญิงเป็อะไรไป ผู้ติดตามอย่างพวกเขาทุกคนย่อมไม่มีจุดจบที่ดีอย่างแน่นอน!!!