แต่ไม่ว่าเขาจะออกแรงผลักดึง กระชาก เลื่อน มากแค่ไหนประตูบานั์ตรงหน้าก็ไม่ขยับแม้แต่เสี้ยวองคุลีเดียวและหลังจากพยายามอยู่กว่าสิบนาที ในที่สุด วิฬาร์ก็ตัดสินใจใช้วิธีบ้านๆ อย่างการลองใช้เวทมนตร์โจมตีเพื่อหาทางเปิดประตูบานนี้ดู
ธาตุเวทระดับล่างหอกเวทเพลิง
เปรี้ยง!
วินาทีเดียวกับที่หอกเวทปะทะกับบานประตูร่างของวิฬาร์ก็ลอยละลิ่วออกมาคล้ายกับถูกโจมตี แม้ว่าจะไม่เกิดค่าความเสียหายแต่แรงกระแทกก็ทำเอาเขาจุกจนหายใจไม่ออก
“อะไรกันเนี่ย?”
เขาหอบหายใจพลางตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งก่อนจะสังเกตเห็นแสงเรืองๆ ที่บานประตู ฉายวาบขึ้นมาเป็ตัวอักษรไม่กี่คำสั้นๆที่อ่านแล้วดูเป็ปริศนาไม่น้อย
มหาเวทแลฤทธิ์กล้า ยศถา
ดุจดั่งไม้ผลทา พิษไว้
ยามลิ้มอิ่มโอชา เอมโอช
ยามหมดกำสรดไซร้ หมดสิ้นจืดจาง
[กำสรด = เศร้า]
โคลงบทสั้นๆที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่สลักไว้บนบานประตูสว่างวาบขึ้นตรงหน้าทำเอาวิฬาร์ต้องอ่านอย่างรอบคอบพลางคิดถึงความเชื่อมโยงในหัว
จากถ้อยคำนี้ชี้ชัดว่าไม่ว่าอะไรที่อยู่หลังประตูบานนั้น จะต้องทรงพลังเอามากๆแปลว่าที่เขาเชื่อว่าหลังประตูคือจุดเปิดเควสร่างอวตารก็น่าจะเข้าใกล้ความจริงอย่างน้อยสักแปดเก้าส่วนแต่ส่วนครึ่งหลังของโคลงที่บอกถึงข้อดีและข้อเสียของอำนาจนั้นกำลังจะสื่อความหมายถึงอะไรกันแน่?
เขาลองใคร่ครวญถึงปัญหานี้อย่างละเอียดเดินไปเดินมาอยู่หน้าภาพสลักผืนนั้นอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ ขบคิดไปทีละคำ ทีละคำ
แม้วิฬาร์จะเคยช่วยเพื่อนเปิดภารกิจร่างอวตารได้ใน่ทดสอบระบบเกมรวมถึงหลังจากเกมเปิดให้เล่นจริงแล้วเพื่อนเขาก็สามารถตามหาภารกิจร่างอวตารกลับมาได้อีกครั้ง ทว่าข้อมูลที่เขามีก็เป็เพียงการทดสอบครึ่งแรกเท่านั้น
ส่วนท้ายที่เป็จุดสำคัญของภารกิจถูกระบบตั้งกฎไม่ให้บอกใครเอาไว้ไม่อย่างนั้นจะถูกริบของรางวัลคืน เพื่อนเขาจึงไม่สามารถให้ข้อมูลส่วนนี้ได้ แปลว่าเส้นทางต่อจากนี้วิฬาร์จะต้องคลำทางไปต่อเอาเอง
เขาคิดอยู่นานเรียบเรียงสิ่งต่างๆ ในหัวเท่าที่เคยมีประสบการณ์ เกี่ยวโยงแต่ละเื่เขาด้วยกันตีความตามคำในโคลง จนเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ
บางทีหากจะผ่านภารกิจนี้เขาอาจจะต้องเดาว่าร่างอวตารที่อยู่เื้ัประตูบานนี้คือใครผ่านทางโคลงกำสรดบทนั้น
เขาสงบสติอารมณ์ที่ลิงโลดขึ้นเพราะคิดว่าตัวเองกำลังจะได้ร่างอวตารอันทรงพลังลบความสับสน ดีใจ ออกจากหัว ตั้งใจไตร่ตรองถึงพลัง อำนาจจากร่างอวตารที่อยู่ตรงหน้าโดยคิดไปถึงร่างที่ยากที่สุด
ร่างอวตารของราชันแห่งั์
ทศกัณฐ์
สิ่งที่เขาต้องกังวลเกี่ยวกับมันอาจจะไม่ใช่ว่าเขากำลังจะได้รับพลังอะไร
แต่จะใช้พลังนั้นไปทางไหน
ตัวอย่างการใช้พลังอำนาจต่างๆมีให้เห็นผ่านเื่เล่า นิทาน บันทึกประวัติศาสตร์มากมายว่าอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ
ทั้งต่อตนเอง
และต่อผู้อื่น
พลังอาจเป็พร์ที่มอบให้ใครสักคนได้ทำตามสิ่งที่ตัวเอง้าได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ หรือบางทีอาจจะเป็สิ่งชดเชยให้กับโชคชะตาที่คนผู้นั้นต้องแบกรับ
แน่นอนว่าเ้าของพลังย่อมจะใช้มันทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจจะปรารถนาเพราะพลังเป็เพียงแค่พลังเท่านั้น
วิฬาร์เชื่อว่าสิ่งที่เขาต้องคิดในเวลานี้คือการเข้าใจว่าเส้นทางในเบื้องหน้าจะต้องเผชิญ จะต้องพบเจอกับความหนักหนาและพร้อมจะรองรับสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเลือกของตนเอง ตระหนักถึงภาระที่จะมาพร้อมกับพลังอำนาจเหล่านี้ให้ได้แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจนักว่าความรับผิดชอบนี้ หมายถึงความรับผิดชอบต่อใครหรือต่ออะไร แต่เขามั่นใจว่าในเื่ของความรับผิดชอบต่อเื่ราวต่างๆของตัวเองนั้น มีไม่น้อยกว่าใครแน่นอน
สายตาของเขาเหลือบมองบานประตูอย่างแน่วแน่แม้ตัวอักษรสีทองนั้นจะเลือนหายไปแล้ว แต่เขากลับมองเห็นภาพสลักบนบานประตูชัดเจนราวกับเวลากลางวัน
แม้แต่ดวงตาของนักรบในสนามเขาก็รู้สึกราวกับว่ากำลังถูกจับจ้องด้วยสายตาจำนวนนับไม่ถ้วน คล้ายกับว่าแต่ละคนกำลังยืนเงี่ยฟังคำตอบที่จะออกมาจากปากวิฬาร์
“ข้าจะแบกรับมันเอง”
ประโยคสั้นๆดังขึ้นมาอย่างไร้หัวไร้หาง หากมีคนอื่นยืนฟังอยู่ตรงนี้ด้วยอีกคนก็คงไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมวิฬาร์ถึงเอ่ยคำนี้ออกมาแบบห้วนๆ
แต่ประตูศิลามิใช่คนอื่น
และมันรับทราบ
วินาทีที่สิ้นเสียงจากปากของเขานั้นคล้ายกับโลกเปลี่ยนเป็สว่างไสวขึ้นมา ความมืดสลัวในห้องโถงที่เขายืนอยู่ก็ดูจะจืดจางลงบรรยากาศที่เคยหนาหนักจนหายใจไม่สะดวก ก็พลันเปลี่ยนเป็สะอาดขึ้น
แม้แต่สีหน้าของทหารกล้าในภาพสลักก็เหมือนจะแสยะยิ้มออกมามากกว่าเดิม คล้ายกับกำลังรอดูว่าวิฬาร์จะทำตามสิ่งที่ตนลั่นวาจาไว้ได้จริงหรือไม่
และเมื่อทวารประตูมหึมาบานนั้นก็เปิดออกจนสุดเผยให้เห็นความมืดลึกล้ำด้านในที่ไฟเวทมนตร์ของวิฬาร์ก็ไม่สามารถส่องทะลุมันได้
วิฬาร์สูดหายใจลึกจนเต็มปอดก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปอย่างมั่นคง
หนึ่งก้าวต่อหนึ่งก้าว
จนลับหายไปหลังประตู
………………..
ภาพมัวเบลอวูบวาบฉายเข้ามาผ่านดวงตาที่เพิ่งลืมขึ้นของเขา
วิฬาร์รีบกะพริบตาแล้วหันมองรอบด้านอย่างระวังตัวในสมองยังคงสับสนอยู่ว่าที่นี่คือที่ไหน
เบื้องบนเป็ท้องฟ้าใสส่วนพื้นที่เขาเพิ่งยันตัวขึ้นมาก็เป็เมฆหมอกขาวที่ไหลเอื่อยราวเอฟเฟคบนเวทีคอนเสิร์ตและเมื่อเขากวาดมือไปรอบตัว มันก็ฟุ้งขึ้นมาเบาๆ ให้ความรู้สึกราวนอนอยู่บนสรวง์เพียงแต่ว่าช่างเงียบเชียบและเวิ้งว้างยิ่งนัก
แต่ยังไม่ทันจะคิดทำอะไรมวลเมฆบนพื้นฝั่งหนึ่งก็แหวกลู่เป็ทางราวกับมีตัวอะไรบางอย่างพุ่งผ่านอยู่ข้างใต้
แม้ว่าที่นี่จะดูปลอดภัยแต่วิฬาร์ก็ไม่ประมาท รีบถอยหนีอย่างรวดเร็ว ทว่าเพียงถอยได้สองก้าว เ้าสิ่งนั้นก็เผยโฉมหน้าของมันออกมา
พญางูตัวหนึ่งเชิดหัวขึ้นจากใต้เมฆมันชูคอร่าสูงขึ้นมาเกือบสามเมตร เกล็ดสีดำปนเหลืองเงาเป็มันขนาดตัวใหญ่ราวเสาบ้าน ลิ้นสองแฉกแลบแปลบปลาบออกมาจากปากที่กว้างขนาดกลืนเขาลงไปได้ในคำเดียวดวงตาอสรพิษฉายแววแห่งมรณะ จับจ้องวิฬาร์อย่างนิ่งเฉย
“เ้าจะแบกรับมันเอง?”เสียงทุ้มก้องดังขึ้นถาม มันพ่นล่มดังหึอย่างเย้ยหยันหัวรูปสามเหลี่ยมผงกขึ้นลงคล้ายคนหัวเราะ เลื้อยวนรอบตัววิฬาร์ราวกับกำลังประเมินตัวเขาั้แ่หัวจรดเท้า
จากนั้นหัวอันใหญ่โตของมันก็เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้จนแทบจะเอื้อมมือถึงดวงตาขนาดใหญ่เท่ากำปั้นเบิกกว้าง จ้องมองเขาอย่างดุดัน
“น่าขันนักเ้ารู้หรือไม่ว่าภาระที่ต้องแบกนั้น หนักอึ้งเพียงไร สำคัญเพียงไหน?”
สองตาเล็กใหญ่สอดประสานแม้ดวงตาของมันจะดูเ็า ทว่าวิฬาร์กลับคล้ายััได้ถึงความดูถูกดูแคลนได้ท่าทางภาระที่เขาจะต้องแบกคงจะหนักหนากว่าที่คิดเอาไว้มากไม่อย่างนั้นมันคงไม่แสดงท่าทีแบบนี้ออกมา
ท่าทีเสมือนมองเด็กไร้เดียงสาคนหนึ่ง
“ไม่ว่าจะหนักหน่วงแค่ไหนผมจะทำให้เต็มที่” วิฬาร์สบตากลับแล้วตอบอย่างหนักแน่น เขารู้ถึงศักยภาพที่ตนเองมีและมั่นใจกับความสามารถของตนเองไม่น้อย
“หึหึ...แล้วเราจะได้รู้กัน” ขีดตั้งบนดวงตาสีอำพันคล้ายจะยิ้มเยาะมุมปากแหลมนั้นยกขึ้นอย่างนึกสนุกมันลดหัวลงจนเรียดพื้นแล้วเริ่มเลื้อยนำไปอีกฝั่ง
“ตามข้ามานักเดินทาง”
เขาเดินตามเส้นทางที่มันนำไปไม่นานนักก็มาถึงบริเวณขอบของแผ่นเมฆ เมื่อมองเลยออกไปก็เห็นพื้นแผ่นดินกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาอยู่ใต้เท้าภาพที่เขาเห็นคล้ายกับว่ามองโลกจากเครื่องบินกลางอากาศป่าเขาเบื้องล่างช่างเล็กจ้อยและต่ำเตี้ย กว้างไกลจนรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก
“นั่นคือพวกมนุษย์ที่เ้าต้องดูแลและรับผิดชอบด้วยพลังอำนาจที่ข้ามอบให้”มันใช้หน้าแทนมือ พยักพเยิดไปที่มุมหนึ่งของโลกเบื้องล่าง
ณแผ่นดินใต้แผ่นเมฆ มีเมืองขนาดใหญ่วางตัวอยู่ข้างๆ แม่น้ำเส้นหนึ่งเมื่อดูจากรูปแบบการดำรงชีวิตและเทคโนโลยีแล้วเขาประเมินว่าต้องย้อนไปเป็หลักร้อยๆ ปี ผู้คนต่างปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์เก็บเกี่ยวด้วยมือ ใช้กังหันน้ำในโรงนา ขี่ม้าส่งของ ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย
“เมื่ออยู่ตรงนี้เ้ามีหน้าที่ดูแลพวกเขาให้ดี จะเติบโต หรือล่มสลาย ล้วนแต่เป็ความรับผิดชอบของเ้า…”มันทิ้งคำพูดค้างไว้แล้วหันหัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา
“…ดูแล็บระหนึ่งเป็พระเ้าของพวกเขากำหนดความเป็และความตายของพวกเขาได้ตามใจเ้า เข้าใจหรือไม่?” พญางูเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ทว่าเนื้อหาในนั้นกลับทำให้วิฬาร์ใไม่น้อย
“นี่มัน…?จะให้ผมรับผิดชอบชีวิตผู้คนพวกนี้?”
“ถูกต้อง”มันเอียงคอแล้วส่งสายตาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอียงคอจนดวงตาข้างหนึ่งใกล้เข้ามาในระยะประชิดแล้วถามด้วยเสียงขบขัน
“นี่คือคำถามของข้านักเดินทาง”
“เ้าจะใช้พลังอำนาจทำสิ่งใด”