หลินจ้าวดีอกดีใจมากกว่าที่ควรจะเป็ เขายื่นเหรียญเงินหนึ่งเหรียญให้หลินเย่ด้วยหน้าตาของคนที่เพิ่งได้รับรางวัล
"เอ้า ค่าลงสมัครล่วงหน้าของเ้า"
หลินเย่รับมา แล้วมองใบหน้าที่ยังยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้า ดีอกดีใจจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำ และไม่ได้ระแวงอะไรเลยแม้แต่น้อย
"ท่านจูหรูไฉบอกว่าพวกเราจะเดินทางกันพรุ่งนี้ ยามโหย่ว"
หลินจ้าวพูดพลางยืดแขน แล้วก็หยุด สายตาเหม่อออกไปในตรอกสักครู่ก่อนจะพูดเบาลง
"หากได้เงินก้อนนี้มา..." เขาหยุดกลางประโยค "พี่ชายข้ายังป่วยอยู่ ยาก็แพง" เขาหัวเราะเบาๆ อย่างคนที่อายที่พูดออกมา "เ้าเตรียมตัวให้พร้อมล่ะ"
หลินเย่มองหลินจ้าวที่หัวเราะพลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
"ตกลง" เขาพยักหน้าแล้วหันตัวออกไป
พรุ่งนี้ ไม่ใช่อีกสองวัน
เขาอาจนับผิดเอง หรือแผนอาจถูกเลื่อนขึ้นทั้งสองอย่างแปลว่าเวลาที่เหลือน้อยกว่าที่คิดไว้ และสิ่งแรกที่ต้องทำในเวลาที่เหลือคือหาอาวุธร้านช่างตีเหล็กตั้งอยู่มุมซ้ายหน้าประตูตระกูลหลิน เสียงค้อนกระทบเหล็กดังออกมาไม่ขาดจังหวะ กลิ่นโลหะร้อนและกลิ่นถ่านไหม้อบอวลอยู่ในอากาศจนรู้สึกได้ที่หลังลำคอ หน้าร้านมีอาวุธวางเรียงราย ทั้งดาบหลายเล่ม ทวน หอกและกระบี่โค้ง
หลินเย่เดินเข้าไป สายตากวาดไปรอบๆ อย่างเงียบเชียบ ผ่านทวน ผ่านหอกผ่านกระบี่ แล้วก็ไปหยุดที่ผนังด้านซ้ายโดยไม่รู้ตัวดาบตรงมือเดียวเล่มหนึ่งแขวนอยู่เดี่ยวๆ ใบดาบสีเงินเรียวยาว ฝักหนังสีน้ำตาลเข้มมีรอยด้านซึ่งบอกว่าผ่านมือมาหลายคนแล้วง่ามมือของเขาเริ่มเต้นตุบเบาๆ ตามจังหวะหัวใจ แรงกดที่ปลายนิ้วเรียกหาััของด้ามดาบนั้นเองโดยที่เขาไม่ได้สั่ง ไม่ใช่ความชอบ ไม่ใช่ความสวยงามหากราวกับเคยรู้สึกถึงน้ำหนักของมันในมือมาก่อน นิ้วขยับเล็กน้อย กำด้ามดาบที่ไม่มีอยู่จริง
"สนใจชิ้นไหนรึ" ช่างเฒ่าเดินเข้ามาหลังส่งล่กค้าคนก่อนออกไป
"ข้าสนใจดาบที่แขวนตรงนั้นขอรับ"
ช่างเฒ่าดึงดาบออกจากผนัง ชักออกจากฝักสักครึ่งคืบ แสงสะท้อนจากใบดาบวาบขึ้น
"ไม่เลว เหตุใดเ้าจึงสนใจมัน"
"ข้าเองก็ไม่ทราบขอรับ เพียงรู้สึกว่าหากได้จับมัน ข้าจะกวัดแกว่งได้คล่องมือที่สุด"
ช่างเฒ่าหัวเราะเบาๆ แล้วเสียบดาบกลับเข้าฝัก ความรู้สึกนั้นยังค้างอยู่ที่ปลายนิ้วของหลินเย่แม้ดาบจะถูกเก็บไปแล้ว
"ทว่ามันยังไม่ถึงเวลาของเ้าที่จะใช้มันกวัดแกว่งสังหารผู้คน จริงไหม"
"ขอรับ"
"แล้วเ้ามาที่นี่้าสิ่งใดกัน"
หลินเย่แบมือออก เหรียญเงินหนึ่งเหรียญวางอยู่บนฝ่ามือ
"ข้ามีเพียงเท่านี้ พอจะซื้อของมีคมชิ้นใดได้บ้าง"
"อยากได้ไปทำอันใดกัน"
"เอาไว้ใช้เชือดหนังและเลาะกระดูกสัตว์อสูร"
"หมูป่าเขี้ยวเหล็กรึ"
"ขอรับ"
ช่างเฒ่าเกาคาง "จริงๆ เพียงสามร้อยทองแดงก็ซื้อมีดทำครัวธรรมดาได้แล้ว เหตุใดเ้าต้องใช้ถึงหนึ่งเหรียญเงิน"
"ข้าเพียง้าของคุณภาพที่ทำให้ข้ามั่นใจขอรับ"
ช่างเฒ่ามองหน้าเขาอยู่สักครู่ แล้วเดินไปหลังร้าน กลับออกมาพร้อมกล่องไม้เก่าขนาดพอดีมือ มีดสั้นนอนอยู่บนผ้าสักหลาดสีเข้ม ใบมีดสีเงินขาว หน้ามีดเรียวบางจนแสงหักออกมาเป็เส้นคม ด้ามจับหุ้มหนังพันรอบหลายชั้นจนกระชับมือ
"ชิ้นนี้หนึ่งเหรียญเงินพอดิบพอดี"
หลินเย่หยิบขึ้นมาถือ น้ำหนักอยู่ในมือพอดี
"ข้าตกลง"
เขาวางเหรียญเงินลงบนกล่องไม้ แล้วเดินออกจากร้านพร้อมมีดที่ซุกอยู่ในเสื้อ
ช่างเฒ่ายืนมองแผ่นหลังของเด็กจนหายเข้าไปในตรอก ตีเหล็กมาสี่สิบปีอ่านคนจากแววตามาทั้งชีวิต แววตาที่เด็กคนนั้นใช้จ้องดาบเล่มนั้นไม่ใช่แววตาของเด็กที่เห็นของแวววาวแล้วอยากได้ หากเป็แววตาของคนที่กำลังนึกอะไรบางอย่างที่ลืมไปนานมากแล้วให้ออก
เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วหันกลับเข้าร้าน
หลินเย่เดินกลับตรอกด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ มือซ้ายกดทับบริเวณที่มีดซุกอยู่เบาๆ เพื่อยืนยันว่ามันยังอยู่ที่นั่น
เขาไม่รู้ว่าหากปลายมีดเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์เป็คน มือของเขาจะยังมั่นคงหรือไม่ คำถามนั้นไม่มีคำตอบจนกว่าจะถึงเวลาเขาหยุดที่หัวมุมตรอก มองขึ้นไปที่ท้องฟ้าบ่ายที่เริ่มเอียงแดดพรุ่งนี้ยามโหย่ว เวลายังพอ และครั้งนี้ไม่ได้เดินเข้าไปมือเปล่าบ่ายวันนั้น หลินเย่กลับไปที่ลำธารกลางหุบเขาที่หลินตงพาไป เสียงน้ำไหลผ่านหินกรวดดังมาแต่ไกลก่อนที่จะเห็นตัวธาร ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเหมือนเคยเขาเคลื่อนกระบวนท่าหมัดพยัคฆ์ซ่อนคมทีละท่า ช้ากว่าปกติเพราะ้าให้ถูกต้อง ในหัวยังมีภาพของหลินตงเมื่อเช้าวันนั้นชัดอยู่ ไหล่ที่ขยับนำ ส้นเท้าที่ถ่ายแรงขึ้นมาตามแนวกระดูก เขาไล่ตามภาพนั้นด้วยร่างกายของตัวเองไปทีละองศา
ท่าที่หนึ่งเข้าที่ ท่าที่สองเข้าที่ ท่าที่สามยังเหวี่ยงเกินไปครึ่งฝ่ามือทุกครั้งท่าที่สี่ยังไม่เคยถูกเลยสักหน
ในเวลาปกติ สามในสี่ท่าที่จำมาได้ถือว่าใช้ได้แล้วสำหรับคนที่เพิ่งฝึกวันเดียว
ทว่าวันนี้ไม่ใช่เวลาปกติ
เขาหยุดที่ท่าสุดท้าย ลดแขนลง ฝ่ามือแดงจากการตี้ซำ เวลาเหลือไม่มากแล้ว
หลินเย่ก้มลงหยิบก้อนหินจากริมลำธาร ปาออกไปให้กระดอนบนผิวน้ำแล้วภาพที่เขาไม่ได้เรียกก็ขึ้นมาเอง ประตูเรือนสายรองในคืนฤดูหนาว ปีที่เขาอายุเจ็ด ร่างเล็กที่เกาะกรอบประตูไว้ มือกำแน่น น้ำตาไหลพรากโดยไม่มีใครเห็น มีเพียงลมหนาวที่พัดผ่านร่างนั้นโดยไม่มีใครเอาผ้ามาห่มให้
"เหตุใดพวกท่านถึงไม่กลับมา..."
เสียงเบาจนลมพัดกลืนหายไปเกือบหมด
เขาหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกก้อน กำมันไว้ในมือคืนนั้นไม่มีใครกลับมา และเขาทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว คืนพรุ่งนี้ยังไม่เกิดขึ้นหากหลินจ้าวได้กลับมาถึงเรือนไปหาพี่ชายที่ยังป่วยอยู่ อย่างน้อยก็แปลว่าเื่แบบนั้นไม่ได้จบเหมือนกันทุกครั้งไปหินพุ่งออกไปแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ยามโหย่ววันถัดมา รถม้าสามคันเตรียมออกเดินทางที่หน้าประตูตระกูล คันแรกบรรทุกเสบียง คันที่สองมีม่านปิดแน่น คันที่สามสำหรับเด็กสายรองสิบคนบางคนกำมีดแน่นด้วยความตื่นเต้น บางคนยิ้มเหมือนได้โชคหลินเย่ยืนอยู่ข้างๆ กวาดตาไปทีละจุดโดยไม่หันคอทหารแบ่งเป็สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือองครักษ์ส่วนตัวของจูหรูไฉสองคนกลิ่นอายลมปราณที่แผ่ออกมาหนากว่าทหารยามที่เขาเคยเจอเมื่อคืนก่อนมากเดาว่าคงอยู่ราวรวมลมปราณขั้นหกถึงขั้นเจ็ด กลุ่มที่สองอีกสี่คนดูชำนาญป่าจูหรูไฉเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ดวงตาไม่ได้ยิ้มไปด้วย
"ท่านผู้นี้คือกงหยางฮ่าว ผู้ที่จะคุมงานพวกเ้าในคืนนี้ และท่านกงหยางอวี้น้องชาย"
หลินเย่มองกงหยางฮ่าว ร่างกายแ่า ท่ายืนนิ่งๆ นั้นบอกว่าถ่ายน้ำหนักเป็แล้ว
กงหยางฮ่าวก็กวาดสายตามาที่เด็กๆ ทีละคน หยุดที่หลินเย่ไม่นาน แค่ชั่วกะพริบตา ทว่าหนักพอที่จะรู้สึกได้
หลินเย่ตอบสนองก่อนที่สมองจะทันสั่ง ไหล่หย่อนลงเล็กน้อย ปล่อยขากรรไกรให้คลายออก เบิกตากว้างขึ้นนิดหนึ่งอย่างเด็กที่กำลังตื่นเต้น หลบสายตาลงไปที่รองเท้าของอีกฝ่าย แล้วขยับปลายเท้าไปมาอย่างเด็กที่เขินอายกงหยางฮ่าวเบือนสายตาไปที่เด็กคนต่อไป
ข้างในหลินเย่ไม่มีอะไรขยับแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่เขาเห็นในจังหวะเดียวกันนั้นคือทหารสี่คนในกลุ่มที่สอง สายตาของทั้งสี่วนอยู่กับเด็กสิบคนที่รถม้าคันที่สาม
มันเป็การนับ นับอย่างที่คนเลี้ยงสัตว์นับฝ่งก่อนขนไปขายและดาบบนหลังของทั้งสี่คน สายรัดถูกคลายไว้ล่วงหน้าแล้วทุกเล่ม พร้อมชักออกได้ในจังหวะเดียว
หลินเย่หันไปมองรถม้าคันที่สามแทน เหมือนเด็กที่กำลังหาที่นั่ง
"นี่สหายเย่ เหตุใดเ้าหน้าตาบึ้งตึงเช่นนั้นกัน มียอดฝีมือพวกนั้นย่อมปกป้องพวกเราได้" หลินจ้าวเดินเข้ามากอดคอเขาไว้หลินเย่ปล่อยให้แขนนั้นค้างอยู่บนบ่าของตัวเองสักครู่หนึ่ง
"ระวังตัวด้วย"
หลินจ้าวหัวเราะ
รถม้าทั้งสามคันทยอยออกจากประตูตระกูลหลิน หลินเย่นั่งอยู่ท้ายคันที่สามมีดซุกอยู่ในเสื้อ เม็ดยาสองเม็ดอยู่ในกระเป๋าข้างเอว
"นี่ พวกเ้าฟังก่อน... เพื่อนข้าเป็สาวสวยมาก หากได้เงินกลับไปข้าจะซื้อผ้าไหมให้นางสักผืน หวังว่านางจะมีใจ"
เด็กชายร่างผอมที่นั่งอยู่กลางรถพูดขึ้นเสียงดังเกินกว่าที่ควร ใบหน้าแดงจากความตื่นเต้น มีดทำครัวเก่าๆ วางพาดบนหน้าขาราวกับเป็อาวุธ
"ผ้าไหมเดี๋ยววนี้ราคาเท่าไรรู้ไหม" คนข้างๆ หัวเราะ
"ก็ยังเหลือเงินอีกสองเหรียญ แม่ข้าก็ยังได้ส่วนหนึ่ง"
"ข้าจะไปจ่ายหนี้ก่อนเลย" เด็กอีกคนพูดขึ้นเสียงเงียบกว่า หากมีน้ำหนักของคนที่พูดเื่ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เื่ที่ยังฝันอยู่ "พ่อข้ากู้มาสองปีแล้วดอกเบี้ยมันงอกทุกเดือนจนตอนนี้ไม่มีเงินจะกิน"
"แค่ภารกิจเก็บสมุนไพร แถมยังได้เงินเพิ่มอีก ช่างเลือกงานเก่งเสียจริง" คนแรกพูด แล้วก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกรอบ
หลินเย่มองเด็กคนที่พูดเื่ผ้าไหม มองเด็กคนที่พูดเื่หนี้ มองมีดทำครัวเก่าที่วางอยู่บนหน้าขา
ไม่มีใครในรถคันนี้รู้ว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนอะไรเขาเม้มปากแน่นจนเป็เส้นตรง คำว่า "ปกป้อง" ที่หลินจ้าวพูดก่อนออกเดินทางลอยกลับมาในหัว มันเป็เื่ตลกที่ไม่มีใครในรถคันนี้ขำออกหลินเย่มองออกไปนอกรถม้า แสงสุดท้ายของวันจางหายไปทีละน้อยไม่รู้ว่าจดหมายถึงมือกู่เหวยแล้วหรือยัง ไม่รู้ว่ากู่เหวยจะมาหรือไม่ ทว่ารู้ว่าหากไม่มา เขาก็ยังมีมีดเล่มนี้ สองขาของตัวเอง และสามท่าที่ทำได้ถูกอากาศเริ่มชื้นและเย็นลงเมื่อออกห่างจากเขตตระกูล กลิ่นดินและใบไม้เปลี่ยนไปเป็อย่างอื่น ดิบกว่าและลึกกว่า กลิ่นของป่าที่ไม่ใช่ป่าที่เขาเคยเดินมาทุกวัน
มือของเขากดลงบนมีดที่ซุกอยู่ในเสื้ออีกครั้งสายตาเคลื่อนไปหยุดที่ทหารสี่คน หนึ่งในนั้นหันมามองเด็กๆ สายตาเดิม การนับแบบเดิม แล้วก็เบือนหน้าไปโดยไม่รู้ว่ามีคนกำลังจ้องมองอยู่
รถม้าเคลื่อนเข้าไปในความมืดที่หนาขึ้นทุก่ล้อ