บทที่ 76 ไปแดนเหนือ
“พวกเจ้าไม่ใช่คนของขบวนเดินทาง?”
หัวหน้าของกลุ่มคนร้ายเอ่ยถาม การแต่งกายของทั้ง 7 คนที่มาใหม่ไม่เหมือนกับทหารทั่วไป พวกเขายังแต่งกายเหมือนกับพวกพรานป่าเสียมากกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะมีอาวุธครบมือเช่นนั้น ทั้ง 7 คนนี้ก็ไม่ได้ดูน่ากลัวในสายตาของพวกเขา
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ความกดดันของทั้ง 7 คนที่มาใหม่นี้ทำให้ทั้งกลุ่มไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า เพื่อที่จะจัดการคนลักลอบหนีออกมาจากขบวนสินค้า พวกเขานำคนมาเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น
เป้าหมายลงมือของพวกเขาครั้งนี้ก็แค่ต้องการพาคนบางคนออกไปเพื่อทรมานข่าวจากวงใน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรื่องเสบียงหรืออาวุธ หากเป็นไปได้ก็อาจจะได้ข้อมูลการเคลื่อนไหวของกองทัพใหญ่ แผนการในอนาคตของพวกเขาเป็นเช่นไร และมีปัญหาใดบ้างที่พวกเขาจะนำไปใช้ประโยชน์ได้
หลี่ชิงหมินและฝูเซ่าคือเป้าหมายนั้น เนื่องจากทั้งสองคนเป็นแกะน้อยที่ต้องการหนีออกจากฝูง หมาป่าเช่นพวกเขาควรจะพาคนไปได้อย่างง่ายดาย แต่แน่นอนว่าตอนนี้พวกเขาได้รู้แล้ว พิษของคนจากเมืองหลวงไม่ใช่ธรรมดาจริงๆ คนของอาณาจักรเซิน...แม้จะมีร่างกายบอบบางเช่นนี้ ทว่ากลับมีหนามแหลมคมอยู่ทั่วตัว
เดิมทีคิดว่าทุกอย่างควรจะจบลงแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะมีกลุ่มคนอื่นที่ปรากฏตัวออกมาช่วย และพวกเขาก็ดูเหมือนจะรู้จักกับแกะน้อยทั้งสองเสียด้วย....
“ฆ่าพวกมันให้หมด” ซีเฉิงไม่เสียเวลาพูดคุยกับพวกไร้ค่า เขาออกคำสั่งเดียวเป็นอันจบปัญหาทุกอย่าง
คนทั้ง 6 ของเขาปรากฏตัวออกมาอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งใช้พลังของเขาคลุมคนร้ายทั้งหมดเอาไว้ ชิงหมินตรวจสอบด้วยทักษะของเขาและพบว่ามันเป็นโล่ที่กางออกเพื่อเก็บเสียงและซ่อนตัวตน ความสามารถที่สุดยอดจนทำให้การตรวจสอบจากภายนอกไม่สามารถทำได้ ไม่น่าแปลกใจที่พ่อพระเอกตัวร้ายคนนี้จะสามารถไปไหนมาไหนโดยไม่ทิ้งร่องรอยของเขาเลย
ในขณะที่อีก 5 คนเคลื่อนไหวเหมือนปีศาจ พวกเขาไม่กลัวที่จะถูกโจมตี เนื่องจากภายใต้บาเรียนี้...พวกเขาเสมือนกับเทพเจ้าที่ได้รับพร ไม่ว่าศัตรูจะโจมตีออกมาอย่างไร ตราบเท่าที่ศัตรูมีพลังชั้นน้อยกว่าพวกเขา มันก็ไม่สามารถสร้างกระทั่งรอยขีดข่วน
พรานป่าในสายตาของพวกกลุ่มกบฏลอบเข้าเมืองสร้างปรากฏการณ์ให้พวกเขาอ้าปากค้าง บางคนตกตายโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายไปได้อย่างไร ชิงหมินมองดูฉากฆ่าฟันนี้ด้วยความอิจฉา แทนที่พระรองเช่นเขาจะได้รับพลังที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ กลับได้รับเพียงพลังสนับสนุนเท่านั้น
หากชีวิตของเขาราบรื่นเหมือนในนิยาย ชิงหมินก็คงจะไม่หงุดหงิดกับทักษะที่สามารถทำเงินได้ ทว่า...เพราะมันออกห่างจากเส้นทางเดิมเสียเหลือเกิน เวลานี้เขาอยากจะเพิ่มทักษะเพื่อป้องกันตัวของเขาบ้างแล้ว
เมื่อเห็นฉากต่อสู้ที่ดุเดือด ชิงหมินยังมีความหวังว่าเขาอาจจะทำอะไรบางอย่างด้วยทักษะของตนเองได้ หากเขาสามารถทำถุงหอม สร้างผงชา หรือแม้แต่การเพาะปลูกที่ยอดเยี่ยมได้ บางที...ถ้าเขามีการฝึกฝนที่เข้มงวด ต่อไปก็อาจจะสามารถเป็นปรมาจารย์นักดาบได้ใช่หรือไม่?
ดวงตาของชิงหมินมีประกายความหวัง เขามองไปยังซีเฉิงแล้วก็ถอนหายใจ แม้ว่าในฐานะพระเอก หวงซีเฉิงผู้นี้จะมีทักษะในการต่อสู้อันยอดเยี่ยม แต่เจ้าคนตัวใหญ่นี้จะยินดีสอนเขาหรือ?
สายตาของชิงหมินถูกรับรู้โดยซีเฉิงอย่างรวดเร็ว อันที่จริงต้องบอกว่าเขาตรวจสอบท่าทางของชิงหมินอยู่ตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาอยู่ด้วยกัน หรือแม้แต่ตอนที่เขาให้พวกวิญญาณช่วยตรวจสอบให้ ซีเฉิงเพียงต้องการรู้รายละเอียดของชิงหมินทั้งหมดอย่างไม่มีตกหล่น ดังนั้นตั้งแต่ที่ชิงหมินแสดงความหดหู่ หรือตอนที่ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความหวัง กวางน้อยตัวเล็กของเขาก็ดึงดูดความสนใจของซีเฉิงเสมอ
“มีอะไรหรือ?” คนกล่าวเสียงทุ้ม
ชิงหมินลอบเบะปากเล็กน้อย ทั้งๆที่เขามองอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาทีก็ยังถูกจับได้ คนจะต้องมีสายตาที่ยอดเยี่ยมขนาดไหนกัน?
“ข้าเพียงคิดว่าการมีความสามารถในการต่อสู้ติดตัวบ้างก็ไม่เลว ในอนาคต...ข้าก็จะฝึกฝนให้มากขึ้นเช่นกัน”
“หืม? ไม่ใช่ว่าเจ้าก็มีทักษะดาบอยู่เล็กๆน้อยๆหรือ?” ที่ซีเฉิงพูดถึงนั้นเป็นความสามารถอันต่ำต้อยที่ไม่อาจจะสังหารใครได้ด้วยซ้ำของชิงหมิน นี่เป็นความพยายามของเจ้าของร่างเดิม ก่อนที่เขาจะยอมแพ้เพราะรู้ว่าไร้พรสวรรค์ในการต่อสู้
บรรดาพี่ชายของเขาก็ไม่อาจจะบังคับให้ชิงหมินฝึกฝนต่อด้วยเช่นกัน ไม่สิ! ต้องบอกว่าพวกเขาไม่สนับสนุนให้ชิงหมินฝึกฝนอย่างยากลำบากอีกต่อไปต่างหาก สุดท้ายเมื่อชิงหมินเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เขาก็มีแค่ความทรงจำของร่างกาย อาศัยการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆเพื่อทำการแสดงได้เท่านั้น ไหนเลยจะตวัดดาบเพื่อต่อสู้กับใครได้
“เจ้าไม่ต้องเรียนรู้การต่อสู้มากเกินไป มันไม่เหมาะกับเจ้า” ซีเฉิงประเมินชิงหมินอีกครั้ง และเมื่อเห็นร่างกายนุ่มนิ่มบอบบางของอีกฝ่าย ซีเฉิงก็เข้าใจว่าทำไมครอบครัวสกุลหลี่ไม่บังคับให้บุตรชายคนเล็กของเขามีวิชาป้องกันตัว
หากต้องฝึกฝนเหมือนกับพวกป่าเถื่อน ซีเฉิงก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะยอมรับท่าทางเหนื่อยแรงของชิงหมินได้เช่นกัน การฝึกฝนเพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่งนั้นต้องอาศัยวินัยและความพยายาม เมื่อเขาฝึกคนของเขา...ทุกคนจะต้องลากกระสอบทราย ท่อนเหล็ก ในขณะที่ต้องวิ่งรอบค่ายหรือวิ่งขึ้นลงภูเขาวันละหลายร้อยรอบ
เขาจะสามารถทนเห็นชิงหมินเดินขึ้นภูเขาอย่างเหน็ดเหนื่อยได้หรือ? นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้ แค่คิด...ซีเฉิงก็รู้เลยว่าตนเองคงจะกระโดดออกไปแล้วโอบเอวชายหนุ่มเพื่อพาขึ้นภูเขาแทนเป็นแน่
“ทำไม? แม้ว่าข้าจะไม่มีพรสวรรค์มากนัก แต่ข้าก็อาจจะฝึกฝนเพื่อไม่ให้ต้องตายง่ายดายเกินไป”
“............” ซีเฉิงมองคนตัวเล็กนิ่งๆ แม้คำพูดของคนตัวเล็กจะเป็นจริงเช่นกัน แต่เจตนาที่ต้องการฝึกฝนกลับเป็นว่าไม่ต้องการตายง่ายดายเกินไปงั้นหรือ? เจ้าเด็กคนนี้กล้าพูดเรื่องตายต่อหน้าของเขาได้อย่างไร
ไม่สิ! ต่อให้ชิงหมินตาย เขาก็จะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายจากไปอยู่ดี....
“ด้วยวิธีการต่อสู้ของเจ้า ข้าจะลองหาวิธีที่เหมาะสมมาให้ ปล่อยให้เจ้าถือดาบ ก็มีประโยชน์แค่ยื่นดาบคืนให้ศัตรูเท่านั้น” ซีเฉิงถือโอกาสจับแขนเล็กๆของชิงหมินขึ้นมา
ถึงมันจะเป็นแขนของบุรุษผู้หนึ่ง แต่เมื่ออยู่ในฝ่ามือใหญ่ของซีเฉิง เขารู้สึกเหมือนจะเป็นแขนของเด็กน้อยเสียมากกว่า ชิงหมินรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังถูกหยามเกียรติอยู่บ้าง เจ้าหมีตัวใหญ่นี้ยกแขนของเขาขึ้นมาเทียบกับตนเองเพื่อประจานหรือ?
“ข้าไม่คิดจะรบกวนเจ้าอยู่แล้ว รอกลับไปที่จวนสกุลหลี่ ข้าจะหาอาจารย์มาสอนเอง” ชิงหมินดึงมือของเขากลับมา
“เจ้าคิดว่าจะได้กลับไปที่ตระกูลหลี่อีกหรือ?”
“แล้วทำไมข้าต้องคิดว่าตนเองไม่ได้กลับไปที่สกุลหลี่ด้วยเล่า” ชิงหมินไม่เข้าใจคำถามของซีเฉิงเลย เขาเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายนิ่งๆ
“ข้าจะพาเจ้าไปส่งหลังจากที่สงครามจบลงแล้วเท่านั้น”
“............”
“สถานการณ์ตอนนี้ไม่ปลอดภัย เจ้ากลับไปก็มีแต่จะพาตัวเองไปเจออันตรายอีกก็เท่านั้น เจ้าคิดจริงๆหรือว่าพระราชโองการจะจบลงที่ความสำเร็จในการติดต่อกับกลุ่มการค้าสกุลทง? นอกจากนี้....พวกเขายังต้องการช่วยเหลืออาณาจักรเซินหรือไม่ก็ไม่อาจจะรู้ได้ เบื้องหลังของเรื่องนี้ยังมีปัญหาอีกมาก”
“ต่อไป สงครามจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก และบางที...แม้แต่บุตรหลานของพวกขุนนางก็อาจจะต้องเข้าร่วมกับกองทัพ ถึงข้าจะคิดว่าเจ้าไม่ควรจะได้อยู่ในกองทหาร กระนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าจะปลอดภัย”
ซีเฉิงกล่าวเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างมา ชิงหมินขมวดคิ้วมุ่น เขาเองก็รู้ผ่านเนื้อเรื่องในนิยายเกี่ยวกับสถานการณ์คร่าวๆเช่นกัน สงครามนี้ไม่มีทางจบลงง่ายๆ นี่แค่ขั้นเริ่มต้นของมันก็เท่านั้น สงครามภายนอกยังไม่จบ สงครามภายในก็ก่อตัวขึ้น ทุกหย่อมหญ้ามีแต่อันตรายอย่างที่ซีเฉิงพูดจริงๆ
“อาศัยโอกาสนี้ แสร้งทำเป็นว่าเจ้าหายสาบสูญเถอะ เมื่อสงครามจบลง...เจ้าค่อยกลับไปพร้อมกับข้า”
ซีเฉิงมองตาหลี่ชิงหมินอย่างจริงจัง เด็กหนุ่มไม่ใช่คนโง่เขลา วิธีการของซีเฉิงก็เหมือนกับที่เขาเตรียมเอาไว้ในคราแรก ทว่า...ตอนนั้นชิงหมินไม่มีที่ไป เขาจึงคิดว่าหลบหนีการต่อสู้แล้วไปเจอกันที่กลุ่มการค้าสกุลทงเลย
แต่....มันก็เหมือนที่ซีเฉิงพูด เขาอาจจะผ่านคราวเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ ก็ไม่ได้แปลว่าครั้งหน้าเขาจะรอดตายได้ การหนีตามซีเฉิงไปเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
“เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน”
“หืม?” ซีเฉิงไม่คิดว่าเด็กหนุ่มตัวน้อยจะย้อนถามเขากลับมาเช่นนี้
“หรือว่าเจ้าจะดูแลความปลอดภัยของข้าโดยไม่คาดหวังให้ข้าทำอะไรคืนอย่างนั้นหรือ? เจ้าใจดีถึงเพียงนั้น?”
คนตัวเล็กแค่นหัวเราะออกมา สายตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ ซีเฉิงอยากจะเคาะหัวเจ้าตัวแสบตรงหน้าสักสองสามครั้งจริงๆ เขาอยากจะรู้ว่าในสายตาของชิงหมิน เขาดูเป็นคนเช่นไรกันแน่
ไม่ใช่ว่าเขาเดินทางข้ามวันข้ามคืนไม่พักเพื่อรีบมาให้ถึงเจ้าตัวหรอกหรือ? ถ้าแค่ต้องการใช้งานคนๆหนึ่ง เขาจำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น? เจ้าเด็กนี่สมควรที่จะทำให้ครอบครัวเป็นห่วงได้จริงๆ
“เช่นนั้นระหว่างที่ข้าปกป้องเจ้า เจ้าก็ชงชาโม่ลี่ฮวาให้ข้าทุกคืน...”
“โอ้ ที่แท้ก็เป็นเพราะชาโม่ลี่ฮวา...” เมื่อเห็นชิงหมินแสดงท่าทางอย่างนั้น ซีเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะยกมือหนาของเขาขึ้นบีบแก้มอีกฝ่าย
“เจ้าทำอันใด! อย่ามาใกล้เกินไปนัก มันเป็นการกระทำที่เสียมารยาทไม่รู้หรือ?” คนตัวเล็กขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางเหมือนกับลูกเสือป่าทำให้ซีเฉิงยิ่งหัวเราะออกมา
การต่อสู้รอบๆได้เสร็จสิ้นไปแล้ว เวลานี้เหลือเพียงเสียงของชิงหมินและซีเฉิงที่กำลังแสดงท่าทางหยอกล้อราวกับคู่รักต่อหน้าผู้คนมากมายก็เท่านั้น แม้แต่ฝูเซ่าที่ไม่ได้คิดอะไรกับความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยลงรอยของคุณชายและชาวบ้านหลงทางคนนี้ ทว่า...ในสายตาของเขาตอนนี้ รู้สึกเหมือนว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอยู่จริงๆ
“คุณชาย...” ฝูเซ่าเม้มริมฝีปากของตนเองก่อนจะก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า ต้องการแยกคุณชายที่แทบจะอยู่ในวงแขนของบุรุษหน้าตาน่ากลัวผู้นั้นจากกัน
อย่างไรก็ตาม ออร่ากดดันรอบๆจากคนทั้ง 6 ถูกปล่อยมาทางเขาทันที แถมยังมีชายผู้หนึ่งก้าวมาขวางทางเอาไว้อีกด้วย ฝูเซ่าขมวดคิ้ว การกระทำของคนพวกนี้หมายความว่าอย่างไร?
หากเป็นก่อนหน้าที่ฝูเซ่าจะรู้ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่แค่พรานป่าธรรมดาๆ หากแต่เป็นยอดนักสู้ เขาก็คงจะใช้อำนาจของตระกูลขุนนางระดับกลางจัดการไปแล้ว แต่...ตอนนี้เหมือนกันที่ไหน
ฝูเซ่ารู้ว่าคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนพิเศษ รวมไปถึงเจ้าเฉิงเซี่ยที่หลงทางมาคนนั้นก็ไม่ปกติเช่นกัน บอกว่าความจำเสื่อมแต่กลับเป็นหัวหน้ากลุ่มคนมากฝีมือเหล่านี้งั้นหรือ? มองจากเขตใต้ก็ยังรู้ว่านี่เป็นเรื่องโกหก! เพียงแต่...เขาไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้มีเจตนาอะไรกันแน่ เฉิงเซี่ยผู้นี้ลอบเข้าไปหมู่บ้านเขตชนบทแล้วหลอกว่าตนเองความจำเสื่อมทำไม
มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าตัวจะเป็นผู้มากอำนาจ และต้องการซ่อนตัว ดูอย่างไรก็ไม่น่าวางใจนัก หากไม่ใช่เพราะพวกเขามาเพื่อช่วยเหลือคุณชายหลี่ ฝูเซ่าก็คงจะต้องต่อสู้เป็นตายกับพวกเขาไปแล้ว
“ทำไม...”
“เจ้าไม่ควรจะเข้าไปรบกวนเวลาเช่นนี้ ไม่อย่างนั้น....เจ้าจะเป็นคนที่ต้องรับโทสะหัวหน้าอย่างแน่นอน และด้วยพลังกายที่ต่ำต้อยของเจ้า ข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่สามารถติดตามดูแลคุณชายของเจ้าได้อีก” คนร่างใหญ่กล่าวเตือนด้วยความหวังดี
ฝูเซ่าเจอคำขู่เช่นนี้ก็สะอึกไป เขามองไปยังคุณชายที่กอดอกวางอำนาจ ในขณะที่เฉิงเซี่ยไม่เพียงไม่โกรธ เจ้าตัวยังมอบรอยยิ้มภายใต้ใบหน้าน่ากลัวและเต็มไปด้วยรอยแผลของเขา ฝูเซ่าอดไม่ได้ที่จะคิด...หากเจ้าเฉิงเซี่ยผู้นี้ถูกรักษาใบหน้าให้หายได้ เขาเองก็อาจจะเป็นบุรุษที่หล่อเหลาผู้หนึ่ง
บุรุษผู้แข็งแกร่งและหล่อเหลา กับคุณชายที่เรียบง่ายแต่งดงาม บางที...อาจจะเข้ากันได้ดีก็ได้ ใช่ไหม?
ในขณะที่ฝูเซ่ากำลังหลงเข้าร่วมอารมณ์เดียวกับคนของซีเฉิงอย่างไม่รู้ตัว เสียงของชิงหมินก็ดังขึ้นมา เรียกให้ฝูเซ่ากลับคืนสติของตนเองได้อีกครั้ง
“ฝูเซ่าไปกันเถอะ พวกเราจะไปซ่อนตัวที่เขตเหนือสักพัก”
…………………………………………………