ปี 1978ณ.หมู่บ้านหนองนา เมืองบรรพต ขวัญซึ่งเป็ลมแดดตอนกำลังมัดข้าวได้ฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างแจ่มชัดแล้ว ขวัญมองดูผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัวด้วยความงุนงงว่านี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกับตนกันแน่
สิ่งที่ตนเห็นและได้รับรู้ตอนหมดสติไปนั้นมันช่างเป็เื่ราวที่น่ากลัวเหลือเกินความเ็ปที่เกิดจากรถชนนั้นเหมือนมันยังคงหลงเหลืออยู่
อาจันทร์ซึ่งอยู่ด้านข้างของขวัญมาตลอดเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆของหลานสาวตนจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“ขวัญหลานรู้สึกเป็อย่างไรบ้างยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือเปล่าจะให้หมอพงษ์มาตรวจดูไหม” เมื่อขวัญได้ยินเสียงอาจันทร์ขวัญก็หลุดออกจากผวังค์ความคิดตน
“ไม่เป็ไรแล้วจ้าอาจันทร์ขวัญดีขึ้นมากแล้ว” เมื่อผู้เป็อาได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเบาใจขึ้น
“พี่ขวัญพี่ไม่เป็อะไรแล้วแน่นะตอนที่น้องเห็นพี่เป็ลมไม่ได้สติน้องใแทบตาย”เพชรรีบเอ่ยถามพี่สาวของตนอย่างกังวล
เมื่อขวัญได้เห็นน้องชายของตนอีกครั้งน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างโดยที่เ้าตัวก็ยังไม่รู้สึก
เพชรเมื่อเห็นพี่สาวตนร้องไห้ก็ละล่ำละลักถามด้วยความใออกมา
“พี่...พี่เป็อะไร ร้องไห้ทำไมเจ็บตรงไหน บอกมาเร็วเข้า เพชรจะรีบไปตามหมอมาดูอาการพี่”พอพูดจบยังไม่ทันให้ขวัญได้ตอบรับ
เพชรก็กำลังจะรีบไปตามหมอพงษ์ที่กำลังเตรียมมจะขี่จักรยานจากไป
“เดี๋ยวเพชรพี่ไม่เป็ไรแล้วจริงๆ ฝุ่นมันปลิวเข้าตาพี่นะ”พื้นที่ที่ขวัญอยู่ตอนนี้รอบด้านเป็พื้นที่โล่ง เวลาลมพัดมาก็มักจะหอบเอาดินเอาทรายมาด้วยถ้าจะมีฝุ่นปลิวเข้าตาจึงไม่ใช่เื่แปลกอะไรนัก
ดีจริงที่น้องยังไม่ติดคุก และยังไม่ได้ไปคบพวกอันธพาลพวกนั้นไม่ว่าเื่ในตอนที่เราหมดสติไปนั้นจะเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตามแต่ต่อไปจากนี้เราจะเปลี่ยนมันเอง
เราจะทำให้ตัวเองกับน้องพบแต่กับความสุขใครดีมา ก็ดีตอบ ร้ายมาก็อย่าหาว่าขวัญชีวาคนนี้เป็คนใจดำก็แล้วกัน ขวัญคิดในใจ
“เอาล่ะในเมื่อขวัญมันฟื้นแล้วพวกเราก็รีบไปเกี่ยวข้าวกันให้เสร็จวันนี้เถอะ เหลืออีกไม่มากแล้ววันพรุ่งจะได้พักกัน” เสียงยายแช่มเอ่ยออกมา
“เ้าเพชรเอ็งก็มาพาพี่สาวมึงกลับบ้านไปก่อนเถอะ”ยายแช่มพูดออกมาอีกคำรบ
ตัวเพชรเองก็ตั้งใจอย่างที่ยายแช่มว่ามาอยู่แล้ว“ป่ะ พี่กลับบ้านกัน เดี๋ยวเพชรจะเป็คนมาจูงเ้าทุยกับนางขาวกับบ้านทีหลัง”ขวัญก็พยักหน้ารับ
เนื่องจากตนก็อยากจะกลับไปคิดอะไรเงียบๆและรวมถึงอยากจะจดเรียบเรียงเหตุการณ์แต่ละอย่างเตรียมเอาไว้ด้วย
เมื่อสองพี่น้องกลับมาถึงบ้านก็เจอเข้ากับย่าและปู่ที่กำลังนั่งอยู่บนแคร่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน ซึ่งในมือของปู่ก็สาละวนอยู่กับแหที่กำลังสาน ส่วนย่าก็นั่งตำหมากอยู่ด้านข้างนั่นเอง
หงิง หงิง เสียงของเ้าด่างสุนัขสีดำตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ครางขึ้นมาเมื่อเห็นผู้เป็เ้านายสุดรักของมัน มันเดินเข้ามาเอาหัวถูไถไปที่ขาของขวัญ
เ้านายสาวจึงยกมือขึ้นลูบหัวมันเบาๆพลอยทำให้ปู่และย่าหยุดกิจกรรมในมือที่กำลังทำงานเงยหน้าขึ้นมามองด้วย
เสียงแหบแห้งๆ ของย่าได้เอ่ยถามถึงสองพี่น้องด้วยความแปลกใจที่ทั้งสองกลับบ้านมาในเวลานี้
“ทำไมถึงกลับมากันแล้วล่ะ ช่วยเขาเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วเหรอ”ย่ามีถามหลานทั้งสองขณะเคี้ยวหมากไปด้วย เพชรเป็คนเอ่ยตอบผู้เป็ย่าว่า
“พี่ขวัญเป็ลมจ๊ะย่าเพิ่งจะฟื้นงานทางโน้นก็เหลือไม่มากเท่าไหร่แล้ว ยายแช่มแกเลยให้กลับมาพักจ๊ะ”พอปู่กับย่าได้ยินก็พากันใ
ย่าจึงรีบลุกขึ้นมาจับเนื้อตัวขวัญตอนนี้เป็ยังไงบ้างลูกเอ๋ยขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก ทำไมเป็ลมเป็แล้งไปได้เล่า
“ย่ามึงอย่ามัวแต่ถามหลานมันให้เ้าขวัญมันไปนอนพักในห้องก่อนตกเย็นก็ให้นางนวลเป็คนทำกับข้าวกับปลา
พอเสร็จค่อยเรียกเ้าขวัญมันมากิน”ปู่พูดขึ้นมาหลังจากที่มองดูสีหน้าหลานสาวแล้วยังเหมือนซีดๆอยู่
“ย่าจ๋ากล้าหิวข้าวแล้วมีอะไรให้กล้ากินบ้างจ๊ะ” เสียงะโที่ดังขึ้นมาก่อนที่เ้าตัวจะมาถึงก็คือน้องชายลูกจากแม่เลี้ยงของขวัญนั่นเอง
แหมเ้ากล้าเพิ่งจะกลับมาจากโรงเรียนก็หิวเลยนะแล้วนั่นไปเล่นฟัดกับใครมาเสื้อนักเรียนถึงมอมจนดูไม่ได้เลย ย่ามีพูดจนน้ำหมากในปากกระจายเป็ฝอยแดงเล็ดให้ได้เห็น
พอขวัญเห็นน้องคนนี้ก็นึกถึงเื่ราวตอนที่หมดสติขึ้นมาที่เพชรต้องติดคุกสาเหตุส่วนนึงก็เกิดมาจากกล้าด้วยเช่นกันแต่ตอนนี้เหตุการณ์ยังไม่เกิดขวัญจึงคิดว่าควรจะทำความสนิทกับบรรดาน้องเลี้ยงของตนเอาไว้ดีกว่า
อย่างน้อยหากพี่น้องสามัคคีกันก็คงจะไม่มีใครหน้าไหนมารังแกได้ตัวของกล้าเองในตอนนี้ก็ยังค่อนข้างที่จะเกรงๆขวัญกับเพชรอยู่บ้าง น่าจะสนิทกันได้ไม่ยากหรอกเพราะเขารับรู้ว่าคนที่เคยเลี้ยงเขามาั้แ่เด็กๆ คือใคร
กล้ารู้สึกดีใจที่วันนี้เห็นพี่ชายกับพี่สาวเพราะปกติหากไม่ใกล้ค่ำพี่ทั้งสองจะยังไม่เข้าบ้าน เขาเองก็อยากจะสนิทกับพี่ชายและพี่สาวเหมือนกันแต่ก็ติดตรงที่แม่ของตนชอบพูดชอบบ่น
จะรักพี่ชายพี่สาวนะมันก็ดีอยู่หรอกแต่ช่วยรักน้องสองคนของตัวเองให้มากๆ ด้วยล่ะ เพราะยังไงพี่ทั้งสองของตนก็คนละแม่มันจะไปสนิทและคอยช่วยเหลือเหมือนพี่น้องท้องเดียวกันได้ยังไงพลันก็ได้ยินเสียงทีดังขัดความคิดตนขึ้นมา
“กล้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้านักเรียนออกซะแล้วเดี๋ยวค่อยเข้ามาในครัว พี่จะทำขนมให้กิน
ก่อนเข้ามาก็ไปช่วยพี่เพชรปอกมะพร้าวก่อนละถ้าไม่ช่วยงานไม่มีขนมให้กินนะ” ขวัญเอ่ยสำทับอีกครั้ง
“ฝันจินด้วย” เสียงเล็กๆยังพูดไม่ชัดดังขึ้นมาจากน้องชายคนเล็กที่กำลังดึงขากางเกงของขวัญอยู่ พร้อมเงยหน้ามองพี่สาวของตัวเองตาแป๋ว
“หนูด้วย”ยังไม่ทันตอบน้องชาย เสียงของน้องสาวคนสุดท้องก็ดังตามมา
น้องชายคนนี้ชื่อแก้วส่วนน้องสาวชื่อก้อย เด็กสองคนนี้อายุห่างกันหนึ่งปี แก้วปีนี้ 5 ขวบ ส่วนก้อยก็เพิ่งจะ 4 ขวบ
“ตกลง แต่ต้องไม่ดื้อไม่ซนนะถ้าใครดื้ออดกิน” ขวัญตอบน้องๆ น้องตัวเล็กสองคนก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง
“พี่จะไม่ไปนอนพักแล้วเหรอหายดีแล้วแน่นะ” เพชรถามพี่สาว
“ไม่ต้องห่วงพี่หายดีแล้วเพชรรีบไปปอกมะพร้าวเถอะ คอยดูเ้ากล้าด้วย
แล้วรีบมาคั้นกะทินะพี่จะไปปอกกล้วยรอ วันนี้พี่จะทำกล้วยบวดชีให้กิน” ขวัญสั่งความน้องจบก็เดินเข้าครัวไปทันที
“ถ้างั้นเพชรไปแล้วนะแก้ว ก้อยคอยดูพี่ขวัญให้ดีนะ หากพี่ขวัญเป็ลมอีก รีบวิ่งมาบอกพี่หรือปู่กับย่านะเข้าใจไหม” เพชรพูดไปก็เอามือลูบหัวน้องทั้งสองไปด้วย
“เข้าใจแล้ว” เด็กน้อยทั้งสองรับคำ
ทางด้านของเพชรที่กำลังเลือกมะพร้าวอยู่ด้านข้างโรงครัวก็ต้องสะดุ้งกับเสียงะโของเ้ากล้า
"พี่เพชรน้องชายสุดหล่อมาแล้ว พี่จะให้กล้าช่วยทำไรอ่ะ" กล้าถามพี่ชาย
“เดี๋ยวมะพร้าวพี่จะปอกมะพร้าวเองกล้าไปเตรียมเอากระต่ายมาขูดมะพร้าวเถอะ ตอนขูดก็ระวังล่ะอย่าให้มันกินมือเข้าไปนะ”เพชรเตือนน้องด้วยความเป็ห่วง
“รับทราบ” เ้ากล้าทำท่าทางตะเบ๊ะใส่พี่ชาย
สรุปเย็นวันนี้กับข้าวขวัญกับน้องๆทั้งหมดช่วยกันทำ รวมถึง ขนมด้วย ปีนี้อาหารค่อนข้างขาดแคลนจะทำอะไรก็ต้องคิดแล้วคิดอีก
โชคดีว่าทางครอบครัวของขวัญมีที่ทางเยอะเลยสามารถปลูกข้าวได้มาก
หากเป็คนที่ไม่มีที่เองต้องเช่าเขาข้าวก็อาจจะไม่พอกินเอาได้ กับข้าวถึงจะไม่มีเนื้อหมู
ก็ยังคงมีเนื้อปลาให้พอได้กินอยู่ขวัญมองน้องๆของตน แล้วก็คิดว่าเราคงต้องหาทางทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่านี้
“ขวัญพ่อได้ยินว่าเอ็งเป็ลมเหรอ แล้วตอนนี้เอ็งเป็ยังไงมีปวดหัว ตัวร้อนหรือเปล่า” พ่อที่นานๆถึงจะเอ่ยคุยกับลูกสักทีเอ่ยถามออกมา
“ดีขึ้นแล้วจ๊ะพ่อขวัญไม่เป็ไรแล้ว ตอนนี้ขวัญรู้สึกมีแรงขึ้นเยอะแล้วจ้ะ” ขวัญบอกกับพ่อ
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้วกินกันเสร็จแล้วก็พากันเอาถ้วยเอาจานไปล้างสิ จะมานั่งเฉยๆ ให้ใครเอาไปล้างล่ะเ้าเพชร” เสียงที่พูดขึ้นมานั้นเป็เสียงของแม่เลี้ยงแล้วทุกคนก็ต่างพากันสลายตัว
เมื่อได้เข้าห้องนอนมาแล้วขวัญก็ยังคงนั่งเหม่ออยู่ จนอาจันทร์ร้องทัก
"ทำไมไม่นอนละขวัญ มัวนั่งคิดอะไรอยู่ นอนได้แล้ว วันนี้ก็เพิ่งเป็ลมเป็แล้งมา" อาจันทร์พูดพลางก็ล้มตัวลงนอนด้านข้าง
สักพักก็ได้ยินเสียงกรนเบาๆจากอาจันทร์ดังขึ้น ขวัญจึงเอื้อมมือดับตะเกียงที่โต๊ะข้างตน
“เ้านายเ้านายได้ยินเสียงจุกไหมจ๊ะ” ขวัญที่กำลังนอนหลับสบายอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาพูดกับตน
“จุกไหนจุกจึกอะไรไม่รู้จัก ไปให้พ้นเลยคนจะนอน”ขวัญเอ่ยไล่ด้วยความรำคาญแต่เสียงนั้นก็นยังคงไม่ยอมแพ้
“ตื่นๆ เ้านายต้องตื่นเดี๋ยวนี้จุกมีเื่สำคัญจะบอกตื่นได้แล้ว”เ้าจุกยืนเรียกอยู่ข้างเตียงนอนของขวัญก็ทำหน้ายุ่ง เอามือเกาหัวตัวเอง ถ้าเ้านายยังไม่ตื่นอีกมันก็ต้องรอคืนพรุ่งนี้
แล้วถ้าตื่นยากอย่างนี้ีอีกจะทำยังไงไม่ได้ ต้องเรียกให้ตื่น มันจึงลองเรียกอีกครั้งครั้งนี้มันเขย่าตัวขวัญไปด้วยไม่ตื่นก็ให้มันรู้กันไปฮ่าฮ่า
“ตื่นแล้วๆ ไหนใครกันมาเรียก”ขวัญที่กำลังงัวเงียอยู่นั้นก็คิดว่าตนอาจจะฝันไปก็ได้ใครจะมาเรียกดึกๆ ดื่นๆ
“ตื่นแล้วก็มานั่งคุยกันเถอะจ๊ะ”เสียงจุกพูดออกมาอย่างน่ารัก
“เฮ้ย ตาเถรยายชีแหกผีหลอก” ขวัญที่เมื่อตื่นเต็มตาแล้วมองเห็นเด็กอายุประมาณ 5 ขวบ นุ่งโจงกระเบนเสื้อไม่ใส่ไว้ผมจุกอยู่ตรงกลางถึงหน้าตาจะน่ารักก็เถอะ
แต่นี่ไม่ใช่คนแน่ๆขวัญหันหน้าไปมองทางอาจันทร์เพราะกลัวอาจันทร์จะตื่นจากเสียงร้องของตน แต่แกก็ไม่ยักจะตื่นแปลกนี่มันแปลกเกินไปแล้ว
“หนูกั้นเสียงเอาไว้เองจ้ะเ้านายไม่ต้องกลัวจุกนะ จุกเป็ผู้ช่วยของเ้านายที่คุณยายส่งมาจ้ะ”ถึงจุกจะพูดอย่างนั้นแต่ก็ยังเห็นขวัญนั่งเอาผ้าห่มคลุมตัวไว้อยู่ดี คงเหลือให้เห็นแต่หัวเพียงเท่านั้น
“คุณยายหมายถึงคุณยายที่มาส่งพี่นะหรือ”แม้ตัวเองจะยังรู้สึกกลัวอยู่แต่ก็ยังคงถามออกมา
“ใช่แล้วขอรับ”จุกพยักหน้าตอบรับ
“คุณยายบอกว่าให้เ้านายไปขุดดินที่อยู่ใกล้ต้นกระดังงาเมื่อเ้านายเห็นของและจดหมายที่อยู่ในนั้นก็จะเข้าใจเอง”จุกเมื่อตอบรับขวัญแล้วก็ยังคงพูดต่อ
เมื่อเห็นว่าขวัญกำลังตั้งใจฟังขวัญคิดว่าเื่ในตอนนี้กับเื่ที่เกิดขึ้นตอนที่หมดสติช่างแตกต่างกัน
เพราะเื่กล่องอะไรนี่ในตอนที่สลบไปนั้นไม่มีและก็ไม่เคยเห็น เอาเถอะนี่คือชาติใหม่แล้วก็จงอยู่กับปัจจุบัน
“จุกต่อไปให้เรียกพี่ว่าพี่หรือพี่ขวัญนะไม่ต้องเรียกว่าเ้านายแล้ว” ขวัญบอกจุกเมื่อตนคิดได้ว่าไม่ควรจะยึดติดกับอดีตอีก จุกพยักหน้าตกลง
“พี่ขวัญพี่ไปขุดตอนนี้เลยเถอะ”จุกเอ่ยเร่งเพราะมันเป็เื่ที่สำคัญคุณยายก็ย้ำกับมันมาเหมือนกัน
“มันจะดีเหรอนี่มันดึกมากแล้วนะหากมีใครตื่นขึ้นมาคงไม่ดีแน่”ขวัญพูดขึ้นเนื่องจากเธอคิดว่าตอนนี้มันดึกมากแล้ว
ถ้าจะลงจากเรือนก็กลัวจะมีคนตื่นตอนเปิดประตูแล้วไหนยังจะต้องเอาบันไดลงอีก (บ้านชนบทสมัยก่อนจะยกบันไดเก็บขึ้นเรือนมาด้วย)
“ไม่ต้องกลัวพี่ขวัญไม่มีใครได้ยินแน่นอนจุกรับประกัน”จุกพูอย่างมันใจพร้อมเอามือตบอกตัวเองไปด้วย
เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับขวัญเมื่อขวัญเห็นความเชื่อมั่นจนน่าหมั่นไส้ของเ้าจุกก็ยอมตกลง
ตอนนี้ขวัญหายกลัวเ้าจุกเป็ปลิดทิ้งแล้วเพราะเ้าตัวเล็กนี่ทำตัวเหมือนเด็ก
แล้วก็อีกอย่างตัวของขวัญก็เหมือนจะเคยตายมาแล้วด้วยจึงไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้วล่ะ
ขวัญจึงหยิบตะเกียงเตรียมตัวลงจากเรือนทันทีเมื่อลงมาถึงต้นกระดังงาต้นใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมชวนดมที่ปลูกอยู่ข้างรั้วบ้านแล้ว ขวัญก็วางตะเกียงลง
แล้วจึงใช้เสียมที่แวะหยิบมาก่อนแล้วขุดลงไปขุดลงไปได้สักพักพอเริ่มมีเหงื่อซึมตามหน้าผากและไรผม
ก็ได้ยินเสียงดังกึกเหมือนกับว่าเสียมกระทบกับอะไรบางอย่าง
“พี่ขวัญอันนี้แหละพี่พี่รีบหยิบขึ้นมาเร็วเข้า” เ้าตัวเล็กรีบร้องบอกอย่างกับของในกล่องเป็ของๆ ตน ที่รู้ว่าเป็กล่องก็เพราะพอมองเห็นรูปร่างเป็สีเหลี่ยมนั่นเองเมื่อขวัญหยิบขึ้นมาแล้วกำลังจะเปิดดู
โฮ่งๆ... โบร๊วๆ...เสียงเ้าด่างสุนัขที่เลี้ยงไว้ก็หอนขึ้นมาเสียก่อน และไม่ได้หอนแค่ตัวเดียวเสียด้วย
ยังพาเพื่อนที่อยู่ข้างบ้านและละแวกใกล้เคียงสามัคคีกันร้องหอนรับกันเป็ทอดๆ เมื่อขวัญได้ยินขนที่แขนก็พากันลุกพรึบขึ้นทันที
“จุกหมามันหอนเพราะจุกหรือเปล่าหรือว่าจะเป็อย่างอื่น” ขวัญถามจุกด้วยเสียงสั่นๆ
“พี่ขวัญรีบขึ้นบ้านเร็วเข้าหากได้ยินเสียงอะไรห้ามทักหรือร้องขึ้นมาเข้าใจไหม” เ้าจุกเมื่อพูดไล่ขวัญเสร็จ ตัวเองก็หายวับไปทันที