แม้ซูเจียวเจียวจะเอ็นดูหยวนหยวนที่เชื่อฟังและว่านอนสอนง่ายเพียงใดก็ไม่คิดจะรั้งเธอไว้ จึงหันไปบอกเซียวหยวนซินว่า “ตอนนี้ก็เย็นแล้วพี่กับพี่เขยจะพักที่นี่สักคืนไหมคะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับแต่เช้าก็ได้เดี๋ยวอาหมิงก็จะเลิกงานแล้ว พี่ก็บอกเขาเองพวกเราจะได้กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาไปด้วย ดีไหมคะ?”
เซียวหยวนซินครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “ดีเลย งั้นฉันจะไปทำกับข้าวให้นะ”
พูดจบเธอก็เดินไปที่เตาไฟเพื่อก่อไฟทันที
ซูเจียวเจียวก็เข้าไปช่วยทั้งคู่เอาปลาที่จับมาเมื่อวานมาต้มเป็นน้ำแกงปลาส่วนในหม้ออีกใบก็หุงข้าวไว้หลายชามใหญ่
เมื่อทั้งสองคนช่วยกันทำอาหารก็เป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ไม่นานนัก กลิ่นหอมยวนใจก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว
นอกจากปลาแล้วซูเจียวเจียวยังนึ่งไข่ตุ๋นหมูสับไปพร้อมกับข้าว เมื่อข้าวสุก ไข่ตุ๋นก็สุกพอดี
ไข่ตุ๋นหมูสับเป็นอาหารโปรดของหยวนหยวนเสมอเมื่อมีไข่ตุ๋นจานนี้ เธอสามารถกินข้าวได้ถึงสองชามเลยทีเดียว
ไม่นานเซียวหยวนหมิงก็เลิกงานเมื่อเขาเห็นหลิวเฉิงเหว่ยกำลังเล่นอยู่กับหลิวหยวนหยวนในลานบ้านสีหน้าของเขาก็พลันเย็นชาลงทันที ดวงตาคมดุราวหงส์คู่นั้นทอประกายเย็นเยียบจ้องมองหลิวเฉิงเหว่ยอย่างเฉยชา
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตานั้นหลิวเฉิงเหว่ยก็พลันตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้ “น้อง…น้องเขย”
ไม่รู้ทำไมทั้งที่เขาอายุมากกว่าเซียวหยวนหมิงตั้งหลายปี แต่ทุกครั้งที่เห็นน้องเขยคนนี้เขามักจะรู้สึกใจสั่นด้วยความกลัว บางครั้งถึงขนาดไม่กล้าสบตาเขาราวกับว่าดวงตาคู่นั้นสามารถทะลุทะลวงหัวใจคนได้
เซียวหยวนหมิงจ้องมองเขา“ใครอนุญาตให้นายมา?”
ครั้งก่อนเอาแต่เงียบๆแล้วพาน้องสาวของเขาไปโดยไม่บอกกล่าว ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับเขาก็เพราะกลัวเขาด่าไม่ใช่หรือไง?
หลิวเฉิงเหว่ยยิ้มเจื่อนๆ“ผม… ผมมากับหยวนซิน เพื่อมารับหยวนหยวนกลับบ้าน”
เซียวหยวนหมิงเหลือบมองไปทางห้องครัวเมื่อได้กลิ่นอาหารที่ลอยออกมาพร้อมกับเสียงพูดคุยเขาก็รู้ว่าเซียวหยวนซินและซูเจียวเจียวกำลังทำอาหารอยู่ในครัวและพูดคุยกัน
เซียวหยวนหมิงเดินเข้าไปใกล้คว้าคอเสื้อหลิวเฉิงเหว่ยแล้วลากเขาออกไปนอกลานบ้านด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยคำเตือน “ฉันเตือนนายนะถ้าคราวนายยังกล้าสมรู้ร่วมคิดกับแม่นายรังแกพี่สาวฉันอีก ฉันจะจัดการนายให้ตาย!”
หลิวเฉิงเหว่ยมองเห็นสีหน้าดุร้ายของเซียวหยวนหมิงก็ตกใจจนหน้าซีดเผือดสีหน้าอ่อนแรง จ้องมองเขา “ผม… ผมไม่ได้รังแกหยวนซิน…”
สิ่งที่เซียวหยวนหมิงรังเกียจที่สุดคือท่าทางอ่อนแอของเขาไม่เช่นนั้นจะปล่อยให้แม้แต่ภรรยาของตัวเองก็ปกป้องไม่ได้เลยหรือไง?
“เวลาที่แม่ของนายรังแกเธอ นายกลับไม่สนใจไยดีเอาแต่บอกให้เธออดทนอยู่เรื่อยไป พวกนายทำงานมาทั้งวัน เธอก็ทำงานมาทั้งวันพวกนายเหนื่อย เธอก็เหนื่อย แล้วทำไมงานบ้านทั้งหมดต้องให้เธอทำคนเดียว?”
เสียงทุ้มต่ำของเขาเจือด้วยความโกรธ“เธอเป็นคน ไม่ใช่ควาย!ตระกูลหลิวของพวกนายปฏิบัติต่อสะใภ้แบบนี้หรือไง? ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันจะให้พี่สาวฉันหย่ากับนาย! ถึงไม่มีนายทั้งคนเซียวหยวนหมิงคนนี้ก็เลี้ยงดูพี่สาวและหยวนหยวนได้!”
หย่าร้าง!
หลิวเฉิงเหว่ยรีบส่ายหน้า“ไม่ ไม่ ไม่ ผมไม่หย่า!”
ถ้าหย่าแล้วจะหาภรรยาที่สวยและขยันเหมือนหยวนซินได้ยาก แถมหยวนซินยังเคยเรียนหนังสือมาบ้างแม้จะเรียนไม่จบชั้นมัธยมต้น แต่ก็เรียนถึงชั้นมัธยมสองแล้วซึ่งดีกว่าเขาที่จบแค่ประถมห้ามาก
ว่ากันว่าผู้หญิงที่หย่าร้างแล้วจะหาคู่ยากแต่ผู้ชายที่หย่าร้างแล้วก็หาคู่ยากเช่นกันผู้หญิงที่มีความสามารถหรือมีฐานะดีที่ไหนจะยอมแต่งงานกับผู้ชายที่เคยหย่ามาแล้วเล่า?
ส่วนผู้หญิงที่ไม่ดีก็คงจะหาคู่ยากไม่มีใครต้องการ
เขาเข้าใจดีถึงแก่นแท้ที่ว่าสิ่งใหม่ย่อมไม่ดีเท่าสิ่งเก่าแก่
เซียวหยวนหมิงกล่าวอย่างเย็นชา“ถ้าไม่อยากหย่า จากนี้ไปก็ดูแลพี่สาวฉันให้ดีหน่อยไม่อย่างนั้นฉันเจอแกที่ไหน ฉันจะตีแกที่นั่น!”
หลิวเฉิงเหว่ยเห็นแววตาเย็นชาที่เซียวหยวนหมิงไม่ปิดบังก็รู้ว่าเขาพูดจริง
“ผมกำลังปรับปรุงตัวแล้ว ผมจะไม่ยอมให้หยวนซินต้องลำบากอีกแล้ว”
เซียวหยวนหมิงฮึ่มในลำคอ“ดี! จำคำที่ตัวเองพูดไว้ให้ดีนะ ผู้ชายต้องยืนหยัดได้ต้องปกป้องผู้หญิงและลูกของตัวเองได้มีแต่ผู้ชายที่ไร้ประโยชน์เท่านั้นแหละที่จะปล่อยให้ผู้หญิงและลูกของตัวเองถูกรังแก!”
หลิวเฉิงเหว่ยครุ่นคิดตามคำพูดของเซียวหยวนหมิงและรู้สึกว่ามีเหตุผลมาก แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ถึงบางสิ่งสีหน้าจึงขมวดคิ้วราวกับปวดหัวมาก
“ทำไม? ไม่เต็มใจหรือไง?” เมื่อเซียวหยวนหมิงเห็นท่าทางอึกอักนั้นเพลิงโทสะก็ปะทุขึ้นในดวงตา แม้แต่ความอดทนก็เริ่มเหือดหายเกิดความอยากที่จะระบายโทสะด้วยกำลัง
เจียวเจียวเคยเตือนสติว่าอารมณ์พาไปนำมาซึ่งความวิบัติ
ต้องเรียนรู้ที่จะใจเย็น
หลิวเฉิงเหว่ยรีบส่ายหน้า“เปล่าครับ ไม่ใช่”
เซียวหยวนหมิงอดกลั้นความโกรธในใจแล้วพูดว่า“มีอะไรก็พูดออกมาเถอะ ผู้ชายก็ควรมีท่าทางเข้มแข็งอย่างลูกผู้ชายทำอะไรพูดอะไรก็อย่าอ้อมค้อมอิดออด มันจะดูไม่ดีเอาได้”
หลิวเฉิงเหว่ย“ไม่… ไม่มีอะไรครับ”
เซียวหยวนหมิงทนเห็นท่าทางของเขาไม่ไหวจึงหันหน้าหนีไปเสียเลย
“อาหมิง พี่เขย พวกคุณมายืนทำอะไรกันตรงนี้คะ?” ซูเจียวเจียวเดินออกมามองเห็นคนทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้กันนอกลานบ้าน ใบหน้าก็เผยความประหลาดใจ
เซียวหยวนหมิงจัดปกคอเสื้อของหลิวเฉิงเหว่ยอย่างใจเย็น“ผมกำลังคุยเรื่องที่ผู้ชายเขาคุยกัน”
“อ๋อ...” ซูเจียวเจียวพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก“ข้าวสุกแล้ว เตรียมล้างมือมากินข้าวกันเถอะค่ะ”
“เข้าใจแล้วครับ” ความเย็นชาในดวงตาของเซียวหยวนหมิงละลายไปหมดสิ้นเมื่อมองซูเจียวเจียว สายตาของเขาก็กลับอ่อนโยนลง
ซูเจียวเจียวเห็นเซียวหยวนหมิงเดินเข้าไปในลานบ้านแต่หลิวเฉิงเหว่ยกลับยืนอยู่กับที่ ด้วยสีหน้าเหี่ยวเฉา จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า“พี่เขย เป็นอะไรไปคะ? มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า?”
“ไม่มีครับ” หลิวเฉิงเหว่ยถอนหายใจและส่ายหน้า
ซูเจียวเจียวกล่าว“เรื่องไม่สบายใจของคุณมันเขียนอยู่บนหน้าแล้วยังจะบอกว่าไม่มีอะไรอีก มีอะไรก็พูดออกมา พวกเราจะได้ช่วยกันคิดหาทางแก้ไขไม่แน่ว่าอาจจะแก้ได้ก็ได้นะ”
ถ้าหากมิได้เห็นแก่ที่เขาเป็นพ่อของหยวนหยวนและหยวนซินยังคงมีความหวังในตัวเขา หวังที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเขาอย่างราบรื่นต่อไปเธอคงไม่ชายตาแลเรื่องของเขาเลยด้วยซ้ำ
หลิวเฉิงเหว่ยนึกขึ้นได้ว่าซูเจียวเจียวเป็นยุวชนที่จบมัธยมปลายรู้เรื่องต่างๆ มากมาย บางทีอาจจะมีวิธีจริงๆ จึงกล่าวว่า“คือว่า... ช่วงนี้แม่ของผมทะเลาะกับหยวนซินบ่อยมากผมเข้าข้างหยวนซิน แม่ก็ด่าว่าผมได้เมียแล้วลืมแม่ ที่บ้านก็ทะเลาะกันไม่หยุดหย่อนแบบนี้ทุกวันมันไม่ดีหรอกครับ มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้พวกเขาสงบศึกไม่ทะเลาะกันบ้างไหมครับ?”
วันนี้เขาเอาข้าวสารกับผักแห้งมาแม่ของเขาก็โวยวายอาละวาดเสียงดัง สุดท้ายก็ต้องยอมแต่ก็หักจากแต้มคะแนนงานของเขากับหยวนซินไป แม้จะเป็นอย่างนั้นเขาก็ยังถูกด่าเสียๆ หายๆ ส่วนหยวนซินก็ถูกด่าอย่างหนักเช่นกันว่ากินเสบียงจากบ้านผัวไปให้บ้านน้องชาย
แม้เขาจะรู้ว่าหยวนซินกำลังตอบแทนบุญคุณน้องชายและน้องสะใภ้ของเธอแต่คนนอกไม่รู้เรื่องนี้เลย ทะเลาะกันแบบนี้มันน่าปวดหัวเหลือเกิน
เมื่อซูเจียวเจียวได้ยินเช่นนั้นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ความขัดแย้งระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้นั้นเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับคนมาตั้งแต่สมัยโบราณก่อความทุกข์ให้กับคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าและยังทำลายครอบครัวที่มีความสุขและปรองดองไปไม่น้อยเลยทีเดียว…